“ครับจ่า ผม มนต์เสก หลานเสี่ยเชียนไง จ่าจำไม่ได้เหรอ” เสี่ยเชียน คือพ่อของไอ้ชาร์ลเพื่อนสนิทของเขา มีเรื่องมีราวขึ้นโรงพักกี่ครั้งก็ได้เสี่ยเชียนนี่แหละที่คอยเคลียร์ให้ตลอด พ่อกับแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดจึงไม่รู้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ นั้น มันยังคงติดนิสัยเกเรเหมือนเดิม
“ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ เดี๋ยวจ่าเคลียร์เอง นายรีบไปเข้าเรียนได้แล้วไป” ถ้าคนที่มนต์เสกเหยียบร่างอยู่ เป็นนักศึกษาต่างสถาบันล่ะก็ จ่าก็คงเอากุญแจมือคล้องแขนมนต์เสกไปโรงพักเพื่อดำเนินคดีเหมือนครั้งก่อนแล้วล่ะ
“ครับจ่า” รองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังยกออกจากซี่โครงของชายร่างผอม มนต์เสกมองคุณตำรวจที่กำลังเอากุญแจมือออกมาจากข้างเอว
เหตุการณ์เหมือนจะจบลงด้วยดีโดยมีเขาเป็นฮีโร่ในเรื่องนี้ หากว่าไม่มีลำแสงบางอย่างโผล่ออกมาจากร้านคาเฟ่พร้อมกับเสียงหวานนั่นเสียก่อน
ดวงตาคู่คมหรี่แคบลง ทว่ายังคงมองเรือนร่างขาวโพลนที่ยืนสะท้อนแดดนั้นอย่างไม่กะพริบตา
คนอะไรโคตรขาว แดกหลอดไฟเป็นอาหารเหรอวะ!
“คุณตำรวจคะ! ค..คือ.. คือว่าผู้ชายคนนี้เค้าทำร้ายคุณลุงนะคะ” เอมมาลิลท์ชี้นิ้วไปที่ไอ้หน้าหล่อ ร่างสูงใหญ่ไว้ผมรองทรงทำไฮไลท์สีแดง และทันใดก็ได้รับแววตาแข็งกร้าวที่เขาจ้องเขม็งกลับมาอย่างเอาเรื่อง
แต่ตอนนี้มีพี่ตำรวจอยู่ด้วย ไอ้เลวนี่คงไม่กล้าทำร้ายเธอหรอก เมื่อกี้นี้เธอได้ยินนะว่าไอ้นักศึกษาคนนี้บอกว่าตัวเองเป็นหลานเสี่ย ที่ชื่ออะไรสักอย่าง แต่ได้ยินไม่ถนัดเพราะตอนนั้นมีเสียงมอเตอร์ไซด์ขับผ่านมาพอดี คิดจะใช้เส้นสายแล้วโยนความผิดให้ลุงงั้นเหรอ เธอไม่ยอมหรอก แม้จะไม่ใช่เรื่องของเธอก็เถอะ
“ลิลท์ จะออกมาทำไมเนี่ย” ขวัญพิชชาวิ่งออกมาจับแขนเพื่อนเอาไว้ เอมมาลิลท์ก็รีบอธิบายเรื่องราว
“คุณขวัญ คุณตำรวจกำลังจะปล่อยตัวไอ้นี่ไปน่ะสิ ไอ้หัวแดงนี่มันใส่ร้ายคุณลุงอ่ะ”
“เดี๋ยวนะหนู คือหนูกำลังเข้าใจผิดแล้วล่ะ” คุณตำรวจยื่นกุญแจมือให้นายตำรวจอีกคนใส่กุญแจมือคุณลุงที่นอนแน่นิ่งเอาไว้ ทว่าก็ยังคงลืมตาปริบๆ อยู่
“ไม่ค่ะ หนูเห็นกับตาว่าผู้ชายคนนี้กระทืบคุณลุงจนคุณลุงเค้าล้มลง ไอ้หมอนี่มันก็ยังจะกระทืบซ้ำอีก ดูสิคะ คุณลุงเค้าสลบไปแล้วเนี่ย”
“นางเอกสุดๆ เลยว่ะ” ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นปรบมือเสียงดังท่ามกลางผู้คนที่เริ่มเข้ามามุงดูเหตุการณ์อย่างสนอกสนใจ ทว่าคนอย่างไอ้มนต์เสกมันแคร์หรือ? ก็ไม่!.. เพราะงานนี้คนที่หน้าแหกมันไม่ใช่ไอ้เสกซะหน่อย แต่จะเป็นยัยตัวเรืองแสงนี่ต่างหาก
“นี่! นายทำผิดก็ยอมรับสิ อย่ามาใช้เส้นสายเพื่อหลบหนีนะ” เอมมาลิลท์มองท่าทางกวนบาทาของอีกฝ่าย ก็ยิ่งรู้สึกโมโหหนักกว่าเดิม ดูทรงแล้วเขาคงอายุมากกว่าเธอแต่เธอไม่มีวันเรียกคนแบบนี้ว่าพี่ได้หรอก
“คืองี้นะน้อง ไอ้ป้องเนี่ย มันวิ่งราวสร้อยทองยายขายขนมครกจากซอย23 แล้วน้องผู้ชายคนนี้ เค้าก็ช่วยจับตัวมันไว้ นี่ไง ของกลางในมือจ่า” คุณตำรวจชี้ให้นักศึกษาสาวดูของกลางในมือตำรวจอีกนายที่ยืนอยู่ข้างๆ
“อ.. เอ่อ.. จริงเหรอคะ” เอมมาลิลท์มองสร้อยในมือพี่ตำรวจแล้วถึงกับยิ้มแหย ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับหนุ่มวิศวะพลเมืองดีที่ตอนนี้เขาคงจะกำลังจ้องจะกินหัวเธออยู่แน่ๆ
“ไม่จริงมั้ง ก่อนจะพูดอะไรก็แหกตาดูก่อนดิวะ ชี้ตัวคนร้ายมั่วซั่วเลย ยัยเด็กบ้านี่ ฮึ่ม!!!” คนตัวสูงยกมือประสานกันกลางอกแล้วหักข้อนิ้วดังกร๊วบบบ!!
ยัยหลอดไฟนี่ ตัวก็เล็กนิดเดียว จับหักคอซะดีมั้ง!..
“ก็หนูไม่เห็นสร้อยในมือลุงเค้านี่ จะไปรู้ได้ไงว่าเค้าเป็นคนร้ายล่ะ ก็แค่เข้าใจผิดนิดหน่อยเอง” แม้จะหวั่นกลัวน้ำเสียงดุๆ และท่าทางนักเลงของเขา แต่ยังไงเธอก็ต้องอธิบายเหตุผลว่าไม่ได้ตั้งใจจะใส่ร้ายเขาจริงๆ
“แล้วหน้าฉันมันเหมือนคนร้ายมากนักรึไงวะ” คนตัวโตเลิกคิ้วถามอย่างไม่พอใจ เขาออกจะหล่อ.. เทสดีขนาดนี้ ยัยเด็กนี่ก็ช่างตาต่ำมองเขาเป็นโจรได้ไงวะเนี่ย
“ก็.. เหมือน” เธอเผลอตอบตามเสียงในหัวออกมาเบาๆ แต่เขาก็ดันได้ยินอีก
“เฮ้ย!! พูดงี้ได้ไง เรียนมหาลัยไหนวะเนี่ย” ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้เพื่อจะมองดูเข็มมหาลัยที่อกเสื้อเธอให้ชัดๆ ถ้าหากเป็นรุ่นน้องมหาลัยK ล่ะก็น่าดู แต่คุณตำรวจก็รีบคว้าจับไหล่ห้ามเขาเอาไว้ก่อน
“พอๆ นะ พวกน้องๆ มันแค่เรื่องเข้าใจผิด แยกย้ายกันได้แล้วครับ”
“ขวัญขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ // ได้เวลาเรียนแล้ว เรารีบไปเถอะลิลท์” ขวัญพิชชาเอ่ยขอโทษทุกคนในเหตุการณ์แล้วรีบดึงแขนเอมมาลิลท์ให้ตามเธอเข้าไปในร้าน หันกลับมามองเหตุการณ์อีกที ไอ้พี่หน้าโหดก็หายไปจากจุดนั้นแล้ว ทั้งสองสาวจึงรีบหยิบกระเป๋าออกมาจากร้านแล้วข้ามถนนเดินเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยH
“ขวัญบอกแล้วว่าอย่าเข้าไป ลิลท์ก็ไม่ฟังเลย” ขวัญพิชชาทำหน้าเหนื่อยใจ มองเอมมาลิลท์ที่ทำสีหน้าสำนึกผิดจนคิ้วลู่ตก
“ขอโทษ.. ลิลท์เห็นลุงเค้าน่าสงสารน่ะ ใครจะไปรู้ว่าเค้าเป็นโจรล่ะ”
“แต่พี่หน้าหล่อน่ะ เค้าก็ใจกล้าดีนะ ลิลท์ว่ามั้ย”
“หน้าหล่อ? อี๋.. หน้าโหดมากกว่าเหอะ นิสัยก็แย่ ปากก็ร้าย เด็กมหาลัยK จะเป็นแบบนี้กันทุกคนเลยมั้ยเนี่ย”
“ไม่หรอก แต่ถ้าเป็นแล้วยังไงเหรอ”
“ก็ลิลท์อุตส่าห์เล็งหนุ่มๆ มหาลัยนั้นไว้ตั้งหลายคนแน่ะ ถ้านิสัยแบบไอ้พี่หน้าโหด ก็ไม่ไหวนะ” ก็ได้แค่มอง แค่เล็งไว้เท่านั้นแหละ แม้ลึกๆ ในใจหญิงสาวจะอยากมีแฟน มีความรักเหมือนอย่างนักศึกษาคนอื่นๆ ก็คงทำได้แค่คิดเท่านั้น เพราะเป็นลูกสาวท่านอธิการก็ต้องวางตัวเป็นนักศึกษาตัวเอย่าง จะออกนอกลู่นอกทางได้อย่างไร
“อย่างน้อยพี่เค้าก็เป็นพลเมืองดีแหละน่า”
“.....” เอมมาลิลท์ไม่เถียงในความจริงที่เพื่อนพูด เรื่องวุ่นวายเมื่อครู่นี้เธอเองก็มีส่วนผิดจริงๆ นั่นแหละที่ไปใส่ร้ายไอ้พี่หน้าโหด อีกทั้งยังไม่ได้เอ่ยคำขอโทษเขาสักคำ
หญิงสาวทั้งสองเดินเข้าไปในตึกบริหารเพื่อเข้าเรียนการตลาดในคาบบ่าย แล้วก็ลืมเลือนเรื่องเมื่อกลางวันไป จนเมื่อเอมมาลิลท์นั่งรถกลับบ้านกับท่านอธิการองศาในช่วงเย็น
“เมื่อตอนกลางวันไปไหนมา รู้มั้ยว่ามีโจรวิ่งราวในซอยข้างมหาลัย” ท่านอธิการองศา หันมาสอบถามลูกสาวคนโตที่นั่งเบาะหน้าคู่กับเขา ปกติช่วงพักกลางวันเขาจะเห็นเอมมาลิลท์กับขวัญพิชชานั่งอยู่ที่โรงอาหารหรือไม่ก็จะมานั่งโซนสนามบาส
แต่วันนี้มองออกจากตัวตึกอำนวยการกลับไม่เห็นว่าลูกสาวนั่งอยู่ในมุมเดิมจึงนึกเป็นห่วง แต่ก็ไม่มีเวลาโทรหาเพราะในตอนนั้นอาจารย์ฝ่ายทะเบียนได้นำแฟ้มเอกสารเข้ามาให้เซ็นพอดี
“ลิลท์ออกไปร้านเสื้อขวัญพิชชาน่ะค่ะ”
“ไปทำไม”