ค่ายรักษาการชายฝั่งในยามปกติจะมีทหารประจำการอยู่ราวหมื่นกว่านาย มีนายกองหัวหน้าค่ายเพียงคนเดียว โดยที่นี่อยู่ในความรับผิดชอบของนายกองหลินอี้เป็นผู้บัญชาการ แทบไม่มีโอกาสได้ต้อนรับแม่ทัพใหญ่ หรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์คนใดคนหนึ่งสักครั้ง การมารับตำแหน่งรักษาการเจ้าเมืองของฉินอู่อ๋องในครั้งนี้จึงเป็นที่กล่าวขานของเหล่าทหารและชาวเมืองเป็นอันมาก
ที่ประภาคารสังเกตการณ์แห่งนั้น ฉินอู่ได้พบกับนายกองหลินอี้ เวลานั้นแววตาของเขาทั้งเหนื่อยหน่ายอ่อนล้า แม้สภาพร่างกายจะยังคงมองดูแข็งขันอยู่บ้างก็ตาม นั่นทำให้ฉินอู่อ๋องพออ่านออกว่า การปราบโจรสลัดครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่แท้
“ผู้มาใหม่คือผู้ใด” นายกองหลินร้องถาม
“เป็นฉินอู่อ๋อง มีรับหน้าที่รักษาการเจ้าเมืองคนใหม่ ขอรับ” นายทหารที่ติดตามฉินอู่มาจากประตูเมืองกล่าวตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพลันนายกองหลินอี้พร้อมทหารทุกนายในบริเวณนั้นต่างทรุดตัวลงคุกเข่าหนึ่งข้างกำมือกุมหมัดทำความเคารพทันที
“ถวายความเคารพฉินอู่อ๋อง!”
“ตามสบาย” ฉินอู่เอ่ยอนุญาต ก่อนจะเดินเข้าไปยังจุดที่เห็นนายกองหลินอี้ยืนอยู่เมื่อครู่ เขาแบมือยื่นออกไป นายกองหลินก็วางกล้องส่องทางไกลลงบนมือนั่นอย่างรู้หน้าที่
ฉินอู่ใช้สายตามองอาณาเขตทางทะเลผ่านกล้องส่องทางไกลตัวยาว จนพอใจก่อนจะส่งคืนนายกองหลินอี้ “เจ้านำทางข้าไปยังห้องบัญชาการ ข้าต้องการฟังเรื่องราวของโจรสลัดพวกนี้ให้ละเอียด รวมไปถึงเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับน่านน้ำหนานไห่แห่งนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ” กล่าวตอบรับแล้วนายกองหลินอี้ก็หมุนตัวเดินนำท่านอ๋องผู้มารับตำแหน่งเจ้าเมืองคนใหม่ตรงไปยังห้องบัญชาการของกองทัพเรือแห่งเมืองอู๋หนานทันที
พอไปถึงห้องบัญชาการ ยังมิทันได้ทรุดตัวลงนั่ง พลันมีร่างท้วมๆในชุดขุนนางท้องถิ่นเดินแกมวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมผู้ติดตาม ทำความเคารพเจ้าเมืองคนใหม่ทั้งแนะนำตัวว่าเป็นนายอำเภอรักษาการณ์ตำแหน่งเจ้าเมืองชั่วคราว
ท่าทางกระตือรือร้น อีกทั้งความเร่งรีบจนเครื่องแบบหลุดลุยของนายอำเภอหมิงซู่ในตอนนั้นทำให้ฉินอู่อดขำไม่ได้ แม้หมวกขุนนางจะเอียงไปข้าง ทว่ามันก็ยังอยู่ปกติดีบนศีรษะ ฉินอู่อ๋องจึงมิได้ว่ากล่าวสิ่งใดนอกจากเชิญให้เข้ามาร่วมปรึกษาหารือรับมือโจรสลัดด้วยกัน
“พวกโจรสลัดมันกระทำการสิ่งใดบ้าง ระหว่างทางข้าเห็นชาวบ้านพากันอพยพออกนอกเมืองอยู่หลายกลุ่ม ดูท่าทางอ่อนล้าอิดโรยหิวโซกันแทบทุกคน” ฉินอู่อ๋องเอ่ยถามทันทีที่นั่งเรียบร้อย
“พวกโจรสลัด ในยามปกติพวกมันจะรอดักปล้นเรือสินค้า หากไม่มีเรือสินค้าผ่านมา พวกมันก็จะขึ้นฝั่งปล้นฆ่าชาวบ้านจุดไฟเผาเรือนพักอาศัยจนแทบไม่เหลือซาก ทางเราเคยส่งเรือรบออกติดตามไล่ล่า ทว่าเรือที่ส่งไปกลับโดนพวกมันโจมตีบ้าง หายสาบสูญบ้าง ทหารบาดเจ็บล้มตายกลับมา ยากจะต้านเอาไว้ได้”
“เลวชาติสุนัขสิ้นดี” เสียงตบโต๊ะดังปัง โต๊ะแทบแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆพร้อมคำปรารภด่าทอ นั้นมิใช่เสียงของฉินอู่อ๋อง แต่เป็นของสวีเจิงมหาดเล็กคนสนิทของท่านอ๋อง ทว่าเมื่อรู้ตัวว่าทุกสายตาหันมาจับจ้องมองเขา มหาดเล็กคนสนิทนามสวีเจิงก็มีอันหดตัวถอยหลบเข้าหลังเจ้านายทันที
“จากที่พวกเจ้าเคยปะทะกัน พวกมันมีจุดเด่นอันใด เล่ามาให้ละเอียด” ฉินอู่ถามข้อมูลเพิ่มเติม
“พวกมันรู้จักน่านน้ำแถบนี้อย่างดียิ่งนัก รู้จักว่าแถบไหนบริเวณใดมีแนวหินโสโครกกลุ่มใหญ่ พวกมันก็จะอาศัยแนวหินโสโครกแถบนั้นกบดาน เมื่อเวลาขึ้นฝั่งออกปล้นชาวบ้าน พวกมันก็จะบุกไปไม่มีทิศทางที่แน่นอน อาวุธที่ใช้คือดาบโค้งและหน้าไม้ใหญ่ยักษ์ต้องใช้คนแบกถึงสองคน เรือรบของพวกมันมีขนาดใหญ่กว้างสิบสองศอก ยาวประมาณสี่สิบศอกเป็นเรือสองชั้น เท่าที่ปรากฎให้เห็นมีอยู่ห้าลำ ทุกลำมีปืนใหญ่ประจำกาบซ้ายขวาฝั่งละสี่กระบอก หากพบว่ามีเรือทหารแล่นผ่านมันจะยิงปืนใหญ่เข้าใส่ทันที” หลินอี้รายงานอย่างละเอียด
“เท่านั้นหรือ?”
“อ้อ…กระหม่อมลืมบอกไป นอกจากเรือรบลำใหญ่ยาวสี่สิบศอกจำนวนห้าลำนั้นแล้ว พวกมันยังมีเรือบดยาวประมาณสิบสองศอกอีกสิบลำ แบ่งหน้าที่กันชัดเจน เรือรบลำใหญ่ทำหน้าที่สอดส่องตรวจการชายฝั่งและผืนน้ำในท้องทะเล ส่วนเรือบดลำเล็กมีหน้าที่ลำเลียงพลขึ้นฝั่งปล้นฆ่าชาวบ้าน”
“เฮ้ย!! นี่มันเรือรบของกองทัพชัดๆ” เวลานั้นฉินอู่แอบรู้สึกกังวลจนเหงื่อตก งานนี้มันไม่ใช่แค่ปราบโจรสลัดธรรมดาอย่างที่เสด็จพ่อกล่าวไว้ในคราแรกซะแล้ว “หรือนี่คือการหยั่งเชิงกำลังทหารจากแคว้นอื่น?”
“เป็นไปได้มากทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ” สวีเจิงออกเสียงสนับสนุน
“ท่านอ๋องเห็นสมควรทำประการใดต่อไปดีพ่ะย่ะค่ะ”นายอำเภอที่ยืนเงียบฟังการสนทนาเอ่ยถามขึ้น
“ท่านเป็นนายอำเภอที่นี่ใช่หรือไม่?” ฉินอู่อ๋องถามซ้ำเพื่อความแน่นใจ
“พ่ะย่ะค่ะ ข้าผู้น้อยหมิงซู่ เป็นนายอำเภอประจำเมืองอู๋หนาน” นายอำเภอหมิงซู่แนะนำตัวอีกครั้งอย่างเป็นทางการ
“ดี…หน้าที่ของเจ้าคือการดูแลทุกข์สุขของราษฎร ให้เจ้าจัดการเบิกเสบียงหลวงออกมาบางส่วนตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหารให้เหล่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มโจรสลัดพวกนี้ เกณฑ์อาสามัครออกไปช่วยกันซ่อมแซมบ้านเรือน ข้าจะเขียนสาร์นส่งข่าวไปขอเสบียงพร้อมกำลังเสริมจากเมืองหลวง เพิ่มเติม ไม่ต้องกังวลว่าเสบียงกองทัพจะขาดแคลน ไปจัดการตามนั้นเดี๋ยวนี้”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”นายอำเภอหมิงซู่กุมมือโค้งคำนับรับคำสั่งก่อนจะถอยหลังจากไป คงเหลืออยู่เพียงนายกองหลินอี้ที่ทหารคนอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานต่างๆในค่ายอีกจำนวนหนึ่ง
“ส่วนเจ้านายกองหลินอี้ พรุ่งนี้ข้าขอดูกำลังพล รวมไปถึงเรือรบรักษาการณ์ทั้งหมด อ้อ…เตรียมเรือให้ข้าหนึ่งลำข้าอยากจะลองเข้าไปสำรวจแนวหินโสโครกแถบนั้นดูสักหน่อย”
“เช่นนั้นคงต้องเตรียมเรือไปสองลำพ่ะย่ะค่ะ” หนิงอี้เสนอ
“ทำไมหรือ…ต้องมีเรือรบหนึ่งลำช่วยคุ้มกันความปลอดภัย เพราะเรือลาดตระเวณของเราที่แล่นไปเพียงลำพัง ไม่เคยเหลือรอดกลับมาเลยสักลำพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็จัดการตามแต่เจ้าจะเห็นสมควร ว่าแต่ตอนนี้ ใครก็ได้นำทางข้ากลับจวนเจ้าเมืองที ข้าเพิ่งเดินทางมาถึงอยากพักสักหน่อย เติมพลังให้เต็มเพื่อจัดการงานสำคัญในวันพรุ่งนี้ต่อไป"
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ผู้นำทางมายังจวนประจำตำแหน่งเจ้าเมืองยังคงเป็นนายกองหลินอี้ ตอนนั้นฉินอู่อ๋องถึงกับคิดว่า เมืองอู๋หนานช่างขาดแคลนกำลังพลมากมายซะนี่กระไร
ที่จวนเจ้าเมืองอู๋หนานนั้นว่างเปล่าไร้ผู้คนอาศัยมานานร่วมปี เนื่องด้วยเจ้าเมืองคนเดิมเสียชีวิตลง ครอบครัวที่เหลืออยู่จึงย้ายถิ่นฐานกลับบ้านเกิดไปหมด คงเหลือไว้เพียงความรกร้างที่ไร้การบูรณะ ฉินอ๋องจึงสั่งให้หาคนเข้าไปทำความสะอาดเฉพาะเรือนพักของเขาชั่วคราวก่อน เขามิได้เร่งรีบ ฉินอู่อ๋องเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย ศาลาพักร้อนที่นี่ก็แสนสบาย อาจจะดูโล่งและว่างเปล่า เมื่อตอนนั้นเขาคิดเพียงว่าค่อยๆหาสิ่งต่างๆมาประดับ
แต่สุดท้ายจวบจนถึงวันนี้ ศาลาพักร้อนแห่งนี้ก็ยังคงว่างเปล่า มีเพียงภาพวาดเด็กสาวที่เขาใช้เวลาว่าง บรรจงวาดนางขึ้นมาจากความทรงจำที่กำลังจะเลือนหายด้วยความเสียดาย ฉินอู่อ๋องไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เขาต้องการให้นางประทับอยู่กลางใจ ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด ทั้งๆที่นางก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง แต่การที่มีนางอยู่ให้ความทรงจำ นั่นกลับทำให้เขาไม่รู้สึกเดียวดาย เพียงแค่คิดถึงดวงตาคู่นั้นความเงียบเหงาก็หายไปจนหมดสิ้น…
ความรักบนโลกหล้าที่แสนจะยืดเยื้อยาวนาน มิอาจทราบได้ว่าตอนจบจะชัดแจ้งปานใด...
เวลายามเช้าหน้าร้อนไม่ว่าปีไหนๆ ลมทะเลก็ยังคงพัดแรงไม่ถอย วันนี้เป็นเช่นไร เมื่อสองปีก่อนก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
ฉินอู่อ๋องเดินทางมาตรวจเยี่ยมกำลังพลตามนัดหมาย เมื่อไปถึงริมหาด ก็พบว่ามีเรือรบน้อยใหญ่จอดเรียงรายอยู่นับสิบลำ เหนือยอดเสากระโดงเรือประดับธงสัญลักษณ์แคว้นต้าโจวสีแดงคล้ำโบกสะบัดเสียงดังพึ่บพั่บ ดั่งเสียงกระพือปีกของเหยี่ยวฟ้าที่กำลังบินข้ามท้องทะเลทราย
ด้านหน้าเรือรบมีทหารสี่พันกว่านายยืนตระหง่านอยู่อย่างพร้อมเพียง สายลมพัดแรงนักจนทำให้ฉินอู่อ๋องต้องตะโกนถามออกมาดังกว่าปกติ "จุดรักษาการณ์ทางทะเลหนานไห่เวลานี้มีกำลังทหารประจำการและเรือรบอยู่จำนวนเท่าใด?"
หลินอี้เองก็ตะโกนตอบด้วยเสียงอันดังเช่นกันว่า “เรือรบขนาดยาวสี่สิบศอกหรือสิบวาขึ้นไป พร้อมปืนใหญ่ข้างละหกกระบอก รวมทั้งลำเป็นสิบสองกระบอกมีเหลืออยู่เพียงสิบลำ เรือรบขนาดเล็กห้าวาลงมา มีเหลืออยู่ประมาณสิบห้าลำ ทุกลำจำเป็นต้องจอดชิดตามแนวหาดเพื่อป้่องกันการลอบจู่โจมของศัตรู แม้จะเป็นการกระจายกำลัง แต่หากพวกโจรสลัดบุกเข้ามา เรือรบของเราก็จะสามารถต้านทานได้สักระยะหนึ่ง พอให้ราษฎรมีโอกาสหลบหนีไปได้พ้นพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วกำลังทหารล่ะ”
"เรียนท่านอ๋อง เดิมทีกองกำลังรักษาการณ์น่านน้ำหนานไห่มีทหารรักษาการณ์หมื่นนาย แต่สามเดือนที่ผ่านมา เหล่าทหารต้องเผชิญกับการสู้รับกลุ่มโจรสลัดพวกนี้แทบไม่ว่างเว้น ทำให้เหลือทหารที่ชำนาญการรบทางทะเลไม่ถึงห้าพันนาย แม้เกณฑ์ไพล่พลเพิ่มเติมแต่ไม่มีใครชำนาญการเดินเรือ จึงได้แต่จัดให้ประจำการอยู่ริมฝั่งทั้งหมด
หากไร้กำลังพลต่อกรกับโจรสลัดที่มีความพร้อมอาวุธครบมือเช่นนี้ย่อมยากที่จะเอาชนะได้ ในหัวของฉินอู่อ๋องเวลานั้นกองทัพสกุลเซวียจึงเป็นตัวเลือกแรกที่เขาหวังให้เคลื่อนกำลังพลเข้ามาช่วยเหลือ ประจวบเหมาะกับป้ายบัญชาการกองทัพสกุลเซวียยังอยู่ในมือ เรื่องนี้จึงสามารถทำได้ก่อนค่อยแจ้งต่อเจิ้นเป่ยอ๋องผู้เป็นน้าชายทีหลัง