เช้าวันนี้อากาศแจ่มใส มาสตื่นขึ้นมาพลางบิดขี้เกียจ ก่อนรีบลุกไปอาบน้ำแต่งตัว ยืนนิ่งมองเงาสะท้อนใบหน้าของตัวเองในกระจก เสียงอบอุ่นของแม่ก็ดังขึ้นมา ‘ลูกสาวแม่สวยที่สุด ปานแดงบนแก้มของลูก นางฟ้าแต้มอวยพรให้ลูกสาวของแม่มีแต่คนรัก’ มาสยิ้มกว้างก่อนหันกลับไปด้านหลัง ทว่าพบเพียงความว่างเปล่า รอยยิ้มจางหายจากใบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ครบสามปีแล้วที่แม่ทิ้งมาสให้อยู่คนเดียวตามลำพัง ถ้าวันนั้นมาสไม่อยากได้เค้กวันเกิด แม่ก็คงไม่ออกไปซื้อและประสบอุบัติเหตุจากไปไกลแสนไกล มาสโทษตัวเองทุกวัน เมื่อวันเกิดของตัวเองกลายเป็นวันตายของแม่ วันนี้ก็คือวันนั้น
มาสขับรถออกมาจากตัวเมืองที่แสนวุ่นวาย มุ่งหน้าออกถนนแถวชานเมือง รถบนท้องถนนแออัดน้อยลงกว่าในเมืองมันสามารถทำให้ใจของมาสสงบลงได้บ้าง วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิด 23 ปีเต็มและก็เป็นวันครบรอบวันตายของแม่สามปี เมื่อคืนระหว่างมาสไถหน้าจอมือถือเหมือนกับทุกวัน บังเอิญเจอกระทู้แนะนำวัดหนึ่ง ชื่อวัดโกรกแก้ววงพระจันทร์ บรรยากาศในวัดดูร่มรื่นและสงบสุข ดูท่าแล้วคนน่าจะไม่พลุกพล่าน มาสจึงตัดสินใจขับรถมุ่งตรงไปที่วัดนั้น เพื่อทำบุญวันเกิดและทำบุญให้กับแม่ของตัวเองที่อยู่อีกโลกหนึ่งด้วย พลางมองจีพีเอสในมือถือขับรถมุ่งตามจีพีเอสไปอย่างมุ่งมั่น ด้วยระยะทางที่ไกลเกือบ 90 กิโลเมตรจากบ้านตัวเองกว่าจะถึงจุดหมายก็ทำให้มาสรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย
มาสถือของลงจากรถพะรุงพะรังรีบวิ่งมุ่งตรงไปที่กุฏิด้านในทันที มาสหยุดยื่นอยู่หน้ากุฏิด้วยใจร้อนรน บรรยากาศที่นี่เงียบ มาสเริ่มเกิดความกังวลในใจ เพราะไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนว่าวัดมีพระประจำอยู่หรือไม่ แล้วรับทำบุญสังฆทานด้วยไหม ในขณะที่มาสกำลังยืนด้วยท่าทางร้อนรน ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“โยมมีอะไรให้อาตมาช่วยไหม”
“เอ่อ มาสมาทำบุญวันเกิดกับทำบุญให้แม่ค่ะ หลวงพ่อรับสังฆทานไหมคะ”
“รับโยม ตามอาตมามาทางนี้”
“โยมมาจากที่ไหน อาตมาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ดูท่าทางจะไม่ใช่คนแถวนี้”
“สมุทรปราการค่ะ”
“มาไกลเชียวโยม”
“มาสเจอวัดจากกระทู้แนะนำโดยบังเอิญค่ะ เห็นแล้วรู้สึกชอบก็เลยมาตามจีพีเอสมาค่ะ”
“เรื่องบังเอิญไม่มีจริงหรอกโยม” หลวงพ่อยิ้มอย่างเป็นปริศนาก่อนเอ่ยต่อ
“ถ้าโยมยังไม่รีบกลับที่วัดมีรูปปั้นเกี่ยวกับพระพุทธประวัติอยู่มาก โยมเดินดูได้ เผื่อจิตใจที่กำลังว้าวุ่นจะสงบลง”
“ขอบคุณค่ะ หลวงพ่อ”
มาสกราบลาหลวงพ่อ ก่อนเดินสำรวจรอบๆ วัดตามที่หลวงพ่อแนะนำ ร่มไม้ใหญ่ให้ความรู้สึกร่มรื่น มาสเดินมาหยุดในเขตที่มีรูปปั้นพระเรียงรายสุดลูกหูลูกตา จากความจำอันน้อยนิดที่เรียนวิชาพระพุทธศาสนาคิดว่า คงเป็นรูปปั้นพระอรหันต์ 1,250 รูปที่มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
“สวย แต่ก็แอบวังเวงเหมือนกันแฮะ” มาสบ่นพึมพำ ก่อนที่หัวใจหล่นวูบคล้ายถูกกระชากตกลงเหว เพราะเสียงเยือกเย็นดังเข้าประชิดตัว
“นังหนู”
“โธ่ คุณตา มาสตกใจแทบแย่คิดว่าผีหลอกกลางวัน”
“ขอโทษทีจ้ะ” ชายชราหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยถาม
“นังหนูชอบพระจันทร์ใช่ไหม ถึงเดินทางมาไกลถึงที่นี่”
“จะว่าใช่ก็ใช่” มาสโต้ตอบชายชรา ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปหยุดอยู่ตรงวัตถุคล้ายกรอบรูปในมือของเขา
ชายชรามองใบหน้าที่ใคร่รู้ของมาส เขาก็ค่อยๆ หันกรอบรูปเผยด้านที่เป็นภาพวาดออกมา ก่อนที่จะเอ่ยถาม
“นังหนูสนใจรูปวาดไหม”
“คุณตาขายหรอคะ” มาสเอียงคอมองภาพวาดเก่าในมือของชายชรา ด้วยความสนใจ
“บางทีรูปวาดอาจรอเจ้าของมานานแสนนานแล้ว ถ้านังหนูสนใจตาจะขายให้”
“ขอดูหน่อยได้ไหมคะ” มาสฉงนใจกับคำพูดของชายชรานิดหน่อย
มาสรับรูปวาดในกรอบไม้มาจากมือของชายชรา เลื่อนสายตาสำรวจกรอบของรูปเป็นไม้สักถูกแกะสลักด้วยลวดลายวิจิตร ในกรอบรูปเป็นภาพวาดดวงจันทร์เต็มดวงกลมใหญ่สะดุดตาลอยอยู่เหนือเรือนไม้หลังเก่าสะท้อนเงาประหลาดอยู่ใต้ผิวน้ำ มุมล่างด้านขวาของภาพเขียนไว้ด้วยอักษรภาษาไทย ‘กาลบุหลัน’
“กาลบุหลัน ชื่อเพราะดีจัง” หัวใจมาสเต้นตึกตักขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้
“รูปวาดมักมีเจ้าของ ถ้านังหนูชอบแสดงว่า นังหนูเป็นเจ้าของของมัน”
“แต่มาสก็ชอบจริงๆ งั้นคุณตาขายต่อให้มาสได้ไหมคะ”
ชายชราขายรูปวาดให้กับมาสในราคาไม่แพง มาสรับกรอบรูปกอดเข้าอกแน่น ก่อนกล่าวลาชายชราและเดินกลับออกไป ในขณะเดียวกันชายชราส่งยิ้มไล่หลัง แววตาส่อประกายความลึกลับบางอย่าง เมื่อมาสมาถึงรถก็รีบเปิดประตูรถวางกรอบรูปลงอย่างเบามือบนเบาะข้างคนขับ พลางมองดูอย่างพิจารณา พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับตรงกลางด้านล่างของกรอบรูป ลวดลายสลักคล้ายกับแหวนหนึ่งวง
“แหวนหรอ”
มาสยื่นมือสัมผัสลวดลายสลักคล้ายแหวน ปลายนิ้วสะกิดก่อนที่แหวนจะหลุดออกจากกรอบรูป มาสหยิบแหวนขึ้นมา พลางพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เป็นแหวนเก่าสีทองแดง ตรงกลางมีวัตถุส่องประกายสีม่วงอ่อน แต่น่าแปลกที่มันถูกซ่อนอยู่ในลวดลายสลักของไม้อย่างแนบเนียน ถ้าไม่ดูอย่างละเอียดก็คงไม่มีทางรู้มันคือแหวนวงหนึ่งจริงๆ
“ตายแล้ว แพงแน่เลย”
มาสรีบกำแหวนวิ่งกลับที่เดิมเพื่อตามหาชายชราอย่างร้อนรน สายตาไล่สำรวจไปโดยรอบ เห็นเพียงรูปปั้นพระเรียงราย บัดนี้กลับน่ากลัวขึ้นพิกล สายลมพัดกระชากใบไม้พริ้วไหวไร้เงาของชายชรา มาสรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ จึงรีบหันกลับคิดจะเดินกลับไปยังรถ แต่ก็ตกใจจนหัวใจแทบวายอีกครั้ง เมื่อชายชรายืนยิ้มอยู่ตรงหน้า
“คุณตาโผล่มาเงียบๆ อีกแล้ว ตกใจแทบแย่ค่ะ”
“นังหนูมีอะไรหรือเปล่า ตากำลังกวาดใบไม้อยู่ทางนู้น เห็นเงาคนเลยเดินมาดู”
“มาสพบแหวนนี่อยู่ในกรอบรูปค่ะ ดูแล้วมีราคามาก มาสเอามาคืน”
“ไม่ต้องหรอกนังหนู แหวนเคียงคู่กับรูปวาดมันต้องอยู่คู่กัน”
“แต่ว่า…”
“รับไปเถอะ มันเป็นของนังหนูแล้ว”
“ถ้างั้นมาสจ่ายเงินเพิ่มดีกว่าค่ะ”
“ไม่เป็นไร ของคู่กัน จ่ายมาแล้วก็พอแค่นั้น ถือเสียว่า เป็นของขวัญวันเกิดให้นังหนูละกัน”
“คุณตารู้ได้ไงคะวันนี้วันเกิดมาส”
ชายชราหัวเราะร่วน แววตาส่องประกายความลึกลับ ก่อนที่เขาจะตอบ
“ได้ยินหนูคุยกับหลวงพ่อนะจ้ะ โชคดีนะ” ชายชราตอบก่อนเดินจากไป เขาหันกลับมามองมาสอีกครั้งก่อนพูดเสียงแผ่วเบา
“ความบังเอิญไม่มีอยู่จริงหรอกนังหนู”
มาสมองชายชราด้วยความรู้สึกฉงนใจ แต่ก็เลือกที่จะปล่อยผ่าน มาสรีบเดินกลับมาที่รถอย่างเหนื่อยหอบ ก่อนเก็บแหวนไว้ที่เดิม ลมพัดโอนอ่อนลูบไล้ผิวบางทำให้มาสรู้สึกผ่อนคลาย เปลือกตาถูกความหนักอึ้งจู่โจมในทันที มาสอ้าปากหาวกว้าง ก้าวขากลับเข้าไปในรถ ก่อนค้นหาโรงแรมใกล้ๆ เพื่อที่จะนอนพักสักหน่อยก่อนเดินทางกลับบ้าน มาสหลับลงไปด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อตื่นมาอีกครั้งก็พบว่าเวลาโพล้เพล้ย่างกรายเข้ามาแล้ว จึงรีบเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม ขับรถตามจีพีเอส โดยไม่รู้สึกตัวเลยว่า จีพีเอสกำลังพามาสออกนอกเส้นทาง รถมุ่งสู่ทางชลประทานทอดยาว ไม่มีรถเป็นเพื่อนร่วมทางแม้แต่คันเดียว เงาสะท้อนของผืนน้ำยาวสุดลูกหูลูกตาเคียงคู่ไปกับถนนลาดยาง มาสมองเส้นทางตรงหน้าโดยความรู้สึกแปลกใจ พลันสายตาของมาสก็สะดุดเข้าที่ดวงจันทร์กลมใหญ่
“วันนี้คืนเดือนเพ็ญหรอ แล้วทำไมจีพีเอสถึงไม่พากลับทางเดิม”
เมื่อรถเคลื่อนไปด้านหน้า แสงจันทร์สาดส่องทะลุกระจกรถเข้ามากระทบกับรูปภาพปรากฏเงาปริศนาสองเงาเลือนลางใต้ผิวน้ำของรูปวาด ขณะเดียวกันประกายของแหวนส่องระยับออกมาในทันที แสงระยับของแหวนดึงดูงความสนใจให้มาสหันไปมอง พลันหูซ้ายขวาคล้ายกับมีคนโน้มหน้าลงมากระซิบแผ่วเบา
“ทิวากลับมาหาพวกพี่เถอะนะ” สองเสียงประสานซ้อนกันกระซิบบางเบา
มาสหันหน้าตามเสียงไปทางซ้ายและขวาอย่างงุนงง ในขณะที่กำลังคิดว่าตัวเองอาจหูแว่ว แสงประหลาดก็ส่องสว่างออกมาจากดวงจันทร์ในรูปวาด มาสตกใจสุดขีด ทว่าเท้าเจ้ากรรมแทนที่จะเหยียบเบรกกลับเหยียบมิดที่คันเร่งส่งรถทะยานพุ่งแหกโค้ง จมดิ่งลงลึกในผืนน้ำ มาสร้อนรนรีบปลดเข็มขัดออก ตะเกียกตะกายพยายามทุบกระจกรถแต่ก็ไร้ผล น้ำค่อยๆ เข้ามาในรถ ความกลัวคืบคลานเข้ามาครอบงำมาสอย่างรวดเร็ว
“ทำไงดี มาสว่ายน้ำไม่เป็น” มาสเสียงสั่น น้ำตาไหลอาบสองแก้ม พลันสติก็เริ่มแตก
มาสลุกขึ้นนั่งบนเบาะ หันซ้ายขวาด้วยท่าทางกระสับกระส่าย เพียงเสี้ยวนาทีน้ำก็ไหลเข้ามาในรถจมเต็ม มาสจมดิ่งอยู่ใต้น้ำ พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด ด้วยท่าทางตื่นกลัวทำให้อากาศที่มีอยู่ในปอดเริ่มเหือดหาย หัวใจที่เต้นเร็วอย่างกลองรัว ค่อยๆ เต้นช้าลง สองมือน้อยตะเกียกตะกาย แรงดันน้ำผลักกรอบรูปเข้ามาในมือ มาสกำไว้อย่างหาที่พึ่ง พลันเรื่องราวความสุขวัยเด็กฉายวนซ้ำไปมาในหัว มาสยิ้มออกมา เปลือกตาบางปิดลง ‘ความตายมันเป็นอย่างนี้เองสินะ ถ้าโลกหลังความตายมีจริง แม่จะรอมาสอยู่ที่นั่นใช่ไหม’