ทิวาหยุดยืนอยู่หน้าซุ้มประตูทรงจั่ว ซึ่งมีเอกลักษณ์คล้ายกับสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ลักษณะดูเรียบง่าย แต่การออกแบบประณีต มีอักษรแกะสลักบนซุ้มประตูว่า ‘คุ้มนิลบุหลัน’ บรรยากาศโดยรอบเงียบสนิท มีเพียงเสียงจากลมที่พัดยอดไม้เสียดสีกันจนเป็นท่วงทำนองที่น่าขนลุก ประกอบกับสถานที่วังเวงไร้เงาผู้คน ยิ่งทำให้ใจทิวาสั่นกลัว
“คุ้มนิลบุหลัน ชื่อนี้คุ้นจัง” สายตายังคงจับจ้องที่ตัวอักษรบนซุ้มประตู
ก่อนเริ่มหมุนตัวเดินสำรวจไปโดยรอบ สัมผัสได้ถึงความรู้สึกของไอเย็นประหลาด แม้แต่รัศมีของดวงจันทร์ก็น่าแปลกเช่นกัน ทิวาเงยมองท้องฟ้า แน่ชัดว่า ในเวลานี้คือยามราตรี แต่ทว่าแสงสว่างจากดวงจันทร์กลมโตใหญ่กลับให้ความรู้สึกเหมือนแสงของดวงอาทิตย์ บางทีแสงสว่างจ้านี้อาจจะสว่างกว่าในเวลากลางวันด้วยซ้ำไป ความสับสนงุนงงเริ่มปะทุขึ้นมาไม่หยุด
“มึงจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหมทิวา” เสียงตวาดลั่นดังออกมาจากซุ้มประตู
ทิวาสะดุ้งก่อนหันกลับไปมองตามเสียง เห็นเพียงผู้ชายปริศนาร่างสูงใหญ่กำยำ ท่อนบนเปลือยเผยให้เห็นแผงอกแน่นเต็มไปด้วยร่องรอยของแผลเป็น ท่อนร่างใส่เพียงกางเกงโสร่งสีขาว ทว่าใบหน้ากลับถูกซ่อนไว้ในความมืดมิด
“กูยืนรอมึงนานแล้ว มึงมัวสนใจอะไรนักหนา”
ทิวาตัดสินใจเดินไปตามเสียงที่ฟังดูหงุดหงิดนั่น แม้ไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร แต่อย่างน้อยเขาก็รู้จักชื่อของตัวเอง เมื่อทิวาเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปก็มองเห็นเรือนไม้เรียงรายเป็นสัดส่วน การตกแต่งยิ่งตอกย้ำถึงสถาปัตยกรรมล้านนาชัดเจน หากให้คาดเดาตอนนี้ทิวาอาจอยู่ในภาคเหนือ มันคล้ายกับภาคเหนือของไทยจริงๆ เทียบเคียงอาณาจักรล้านนาได้ไม่ผิด
ในขณะที่ทิวากำลังตกอยู่ในภวังค์ชายสูงใหญ่ปริศนาก็เดินเข้ามาประชิดตัว เขาอุ้มทิวาขึ้นพาดบ่าเดินก้าวไปข้างหน้า ทุกฝีเท้ากระแทกลงพื้นรุนแรงจนเกิดเสียงดัง เมื่อประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกร่างของทิวาก็ถูกโยนลงกระแทกบนเตียง
“อ๊ะ เจ็บ นี่คุณเป็นใคร แล้วทำไมใบหน้าถึงยังถูกซ่อนไว้ในความมืด ทำไมทิวามาอยู่ที่นี่ แม่หายไปไหน”
ในขณะที่ทิวากำลังโพล่งคำถามมากมายอย่างหัวเสียผสมกับความรู้สึกตื่นกลัว ชายปริศนาก็กระตุกกางเกงโสร่งของเขาออก เผยให้เห็นแก่นกายยาวใหญ่ผงาดแข็งต่อหน้าของทิวาในทันที
“กรี๊ดดดด ตาบ้านี่! เป็นโรคจิตหรือไง ถึงได้มาแก้ผ้าต่อหน้าผู้หญิงที่เพิ่งได้รู้จักกันแบบนี้”
“มึงเป็นเมียกู กูเอามึงไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว สมองกลับหรือไง!” เสียงเข้มตวาดลั่นก่อนกระโดดขึ้นเตียง
ร่างกำยำคร่อมบนตัวของทิวาในทันที มือหยาบกร้านของเขาดึงกางเกงของทิวาออกอย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่ทิวาจะได้ขัดขืน เขาก็กระแทกแก่นกายยาวใหญ่เข้ามารวดเดียวจนทำให้ทิวารู้สึกจุกจนเกร็งท้องแน่น
“อ๊ะ อือ เจ็บ เอาออกไปเดี๋ยวนี้”
ชายปริศนาไม่รอช้าขยับกระแทกแก่นกายยาวเข้าออกอย่างหนักหน่วง โดยไม่สนใจว่าทิวาจะส่งเสียงร้องห้ามปรามแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันทิวาพยายามขัดขืน แต่ร่างกายก็เริ่มไร้เรี่ยวแรง ความเจ็บปวดโลดแล่นไปทั่วเรือนร่าง สติเริ่มพร่ามัว น้ำตาไหลอาบสองแก้ม
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” ทิวาส่งเสียง เปลือกตาบางปิดลงอย่างตื่นกลัว
“หยุดร้องไห้ ครางเรียกผัวสิวะ” เขาตวาดลั่น พลางส่งมือหยาบกร้านบีบเคล้นสองอกอวบอิ่มอย่างเต็มแรง
“อื้อ เจ็บ บะเบาหน่อยได้ ขอพักหน่อยนะคะ”
“มึงไม่ต้องมาแสร้งว่าเจ็บ กูรู้ว่ามึงชอบ”
ชายปริศนาเร่งสะโพกกระแทกรุนแรงขึ้น ร่างน้อยบิดงอด้วยรู้สึกเจ็บอย่างทนไม่ได้ สองมือพยายามตะเกียกตะกายคว้าหาของสิ่งของ เพื่อช่วยเป็นอาวุธแต่ก็ว่างเปล่า ในทางกลับกันท่าทางของทิวากลับกระตุ้นความรู้สึกของชายปริศนามากขึ้น พร้อมกับช่องทางรักตอดแน่นโดยธรรมชาติ
“ซี๊ดดดด ของมึงยังดีตั้งแต่วันแรกไม่เปลี่ยน ตอดกูดีจริงๆ” เขาส่งเสียงหยาบคายไม่หยุด
ในขณะเดียวกันปากเรียวก็ประกบจูบปากของทิวาทันที ทิวาลืมตาขึ้นมาตกใจสุดขีด เมื่อมองเห็นผู้ชายปริศนาอีกคนเข้ามาจู่โจม ในขณะที่ด้านล่างก็ถูกกระแทกอย่างหนักหน่วง ทิวาส่งเสียงหวีดร้องดังสนั่น มือหนารีบยกขึ้นปิดปาก เพื่อหยุดเสียงของทิวา ชายปริศนาคนที่สองโน้มศีรษะลงข้างหู ก่อนกระซิบเสียงแผ่วเบา
“ไม่เสียงดังสิน้อง เดี๋ยวพวกข้างนอกก็ได้ยิน น้องจะอายเอานะครับ”
เขาพูดขึ้นอย่างนุ่มนวล อ้าปากงับลงที่ใบหูน้อย แลบลิ้นเลียวนก่อนดูดที่ติ่งหู
“อื้อ” ทิวาส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ
สองมือขึ้นจับมือหนาด้วยความสั่นเทา พลางคิดเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เมื่อเห็นว่าเขาดูใจเย็นกว่าผู้ชายด้านล่าง บางทีการออดอ้อนของผู้หญิงอาจได้ผล มือน้อยชี้ลงที่มือหนา เป็นการส่งสัญญาณขอให้เขาปล่อยมือออกจากปาก ขณะเดียวกันมือหนาเลื่อนออกจากปากน้อย ก่อนลูบไล้อ่อนโยนบริเวณแก้มบางเบา
“คะคุณ”
“เรียกพี่เหมือนทุกทีสิครับ”
“พะพี่ ทิวาเจ็บ ให้เขาหยุดก่อนได้ไหม หายใจไม่ทัน” ทิวาพยายามส่งเสียงหวานอ้อนวอน
“ถ้าน้องทำตัวดี พี่จะช่วย แลบลิ้นออกมาสิครับ”
ทิวาแลบลิ้นออกมาอย่างไม่มีทางเลือก พลางหลับตาสนิทด้วยความกลัว ทันใดนั้นปากเรียวอ้าดูดลิ้นของทิวาเป็นจังหวะอ่อนโยน ก่อนค่อยๆ ดูดริมฝีปากน้อย ในขณะเดียวกันมือหนาซุกเข้าใต้เสื้อตัวบางล้วงตะบบเข้าที่เต้าอวบอิ่ม ทิวาสะดุ้งตัวโยน น้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง เมื่อความกลัวกำลังเข้าครอบงำ
“อ๊ะ อ้า เจ็บ” ทิวาเกร็งสั่นเมื่อชายด้านล่าง กระแทกแก่นกายยาวใหญ่เข้ามาอย่างแรง
“ทีกับน้องกูมึงพูดเสียงหวานฉ่ำ ทีกับกูมึงพูดจาหมาไม่แดก” เขาพูดออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนกระหนำเร่งจังหวะเร็วขึ้น
“อ๊ะ อ้าาาา” ความเจ็บเริ่มทะลุเลาลง ความรู้สึกแปลกใหม่เริ่มเข้ามาแทนที
ในขณะที่สมองของทิวาเริ่มขาวโพลน มือหนาของชายปริศนาอีกคนก็เลิกเสื้อของทิวาขึ้น เผยให้เห็นสองเต้าอวบอิ่ม ปลายยอดสีชมพูแข็งตัวตอบสนองอย่างห้ามไม่ได้ ชายปริศนาคนที่สองขยับอ้าปากจู่โจมดูดเลียปลายยอดสีชมพูอย่างชำนาญ
“อ๊า ยะอย่า” ช่องทางรักตอดรัดถี่
“ปากมึงบอกอย่า แต่ของมึงตอดกูแทบขาด”
มือหยาบกร้านรวบรัดที่สองขาไว้แน่น ก่อนบดสะโพกกระแทกย้ำรุนแรง ส่งแก่นกายยาวกระแทกเข้าชนช่องทางรักของทิวาไม่หยุด ทิวาเกร็งตัวสั่น ปลายเท้าจิกแน่น เริ่มส่งเสียงครางกระเส่าตอบสนอง แต่ยังมีสติส่งเสียงห้ามเป็นระยะ
“น้องชอบไหมครับ” ชายปริศนาเอ่ยถาม ก่อนกระหน่ำดูดเลียปลายยอดสีชมพูหนักหน่วงขึ้น
“ไม่ อะออกไป ปล่อย ปล่อยทิวา ฮือ แม่ช่วยทิวาด้วย” ทิวากรีดร้องลั่น
"กรี๊ดดดดดด! ออกไป ออกไปให้พ้น!"
“ทิวา ทิวาลูก” สองมือของวิภาจับไหล่ของลูกสาวไว้แน่นพยายามเขย่าปลุกลูกสาวที่นอนหลับตาส่งเสียงหวีดร้องประหลาด ด้วยความกังวล พยายามปลุกอยู่นาน แต่ก็ยังไม่มีวี่แววจะตื่นขึ้น ผู้เป็นแม่เริ่มร้อนรน ส่งเสียงเรียกลูกสาวเสียงดังไม่หยุด
“นม นมผ่อน ช่วยด้วย ทิวาเป็นอะไรไม่รู้ค่ะ” วิภาส่งเสียงเรียกแม่นมประจำตัวของทิวา
หญิงชราเปิดประตูเข้ามาอย่างรนร้อน วิ่งเข้าหาทิวา พยายามส่งเสียงช่วยปลุก
ทิวาสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงของผู้เป็นแม่และหญิงชรา ก่อนลุกขึ้นอย่างรวดเร็วโผเข้ากอดผู้เป็นแม่ น้ำตาไหลพรากอย่างห้ามไม่ได้ ความฝันบ้าอะไรกัน ทำไมถึงน่ากลัวแบบนี้ ทิวาผละตัวออกจากแม่หันกลับมาหาหญิงชราก่อนส่งยิ้ม
“ทิวาไม่เป็นอะไรแค่ฝันร้ายนิดหน่อย นมกลับไปนอนต่อนะคะ”
หญิงชรากอดปลอบประโลมทิวา ก่อนออกไปตามคำสั่ง
“ฝันร้ายหรอลูก”
“ใช่ค่ะ ฝันร้ายสุดๆ แต่ก็โชคดีที่เป็นแค่ฝัน” ทิวาพูดพลางยกมือเช็ดน้ำตาที่สองแก้ม
“เล่าให้แม่ฟังได้ไหม”
“จำเรื่องราวไม่ได้ค่ะ แค่รู้ว่าฝันร้ายสุดๆ” ทิวาตอบเลี่ยงทันที ใครจะกล้าเล่าให้ฟังกันว่า ในความฝันกำลังถูกผู้ชายสองคนทำเรื่องอย่างว่า
ระหว่างคิดเรื่องความฝัน พลันสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เลื่อนสายตาขยับตามแสงสว่างด้านนอก ทิวาผละออกจากผู้เป็นแม่ ลุกเดินออกไปที่หน้าต่าง ทันทีที่สายตามองออกไป ทิวาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นดวงจันทร์ดวงกลมใหญ่ ใหญ่อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ส่องแสงสว่างราวกับพระอาทิตย์ หรือบางทีอาจสว่างมากกว่าพระอาทิตย์ด้วยซ้ำไป ช่างคล้ายกับในฝัน
“ทำไมดวงจันทร์ดวงใหญ่จังคะ”
“ดูพูดเข้า ทำเหมือนเพิ่งเคยเห็น ดวงจันทร์นี่ดวงใหญ่กว่าพระอาทิตย์อยู่แล้วนะลูก เราคงได้รับผลกระทบจากตกน้ำจริงๆ” วิภาพูดจบก็ขยับตัวนอนลงบนเตียง มือสวยตบลงบนพื้นเตียงเป็นการเรียกลูกสาวอย่างไม่ต้องเอ่ยปาก
ทิวาเดินกลับไปนอนลงบนเตียงภายใต้อ้อมกอดของผู้เป็นแม่ ความคิดสับสนวุ่นวายในใจเกิดขึ้นต่อเนื่อง
“นอนเถอะ พรุ่งนี้แม่มีคนจะแนะนำให้ลูกรู้จัก” มือสวยลูบศีรษะของลูกสาวอย่างอ่อนโยน
ในขณะที่ทิวาคิดวนเวียนเกี่ยวกับความฝัน สถานที่แห่งนั้นบ้านเรือนคล้ายกับสถาปัตยกรรมของภาคเหนือไม่ผิด ทันทีที่ทิวาปรากฏตัวในโลกที่ใช้ชื่อว่า ‘ยุคกาลบุหลัน’ เพียงแค่คืนแรกก็พบเจอกับความฝันประหลาดจนน่าขนลุก ผู้ชายสองคนนั้นเป็นใครกัน ทิวาไม่เคยฝันถึงมาก่อน ที่น่าแปลกประหลาดทำไมใบหน้าผู้ชายสองคนถูกความมืดปกปิดไว้ แต่กลับกันแก่นกายของเขาถึงเห็นได้ชัดเจนอย่างไม่น่าเชื่อ ทิวาพยายามไล่เรียงเหตุการณ์ พลันนึกถึงน้ำเสียงของพวกเขา กลับเป็นน้ำเสียงที่คุ้นหูอย่างแปลกประหลาด หนำซ้ำชื่อคุ้มนิลบุหลัน ก็คล้ายกับที่แม่นมเคยบอกก่อนหน้านี้แน่ ถ้าทิวาจำไม่คลาดเคลื่อน