“โอ๊ะ ! คุณทนายก็มาถึงพร้อมกันพอดีเลยค่ะ” มู่ลี่มองไปที่หน้าร้าน ซึ่งทนายความของเธอกำลังเปิดประตูเข้าไปข้างใน เฉินเจียอีซึ่งอาสามาส่งเธอหันมองตามนิ้วที่มู่ลี่ชี้ แล้วก็พบว่าคุณทนายของเลขาคือคนที่อยู่ในความคิดของเธอตั้งแต่เมื่อคืน จนถึงก่อนหน้านี้นั่นเอง
เขาคือผู้ชายคนนั้นที่เธอเจอที่ผับเมื่อคืน
ภายในร้านครึกครื้นไปด้วยเสียงพูดคุยกันของผู้มารับประทานอาหาร แต่สำหรับมู่ลี่กลับรู้สึกเหมือนอยู่ในฟองสบู่แห่งความเงียบที่น่าอึดอัด เมื่อเจ้านายของเธอที่บอกว่ามีธุระกลับขอเข้ามานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย
เฉินเจียอีนั่งเก้าอี้ข้างเธอ ซึ่งตรงข้ามกับทนาย ทั้งสองคนเอาแต่นั่งจ้องตากันเงียบ ๆ โดยไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาก่อน
ใครจะรู้ว่าภายใต้ท่าทีนิ่งสงบของเขานั้น หัวใจของหลิวเสี่ยวตงเต้นแรงแค่ไหน มือแข็งแรงขยับแว่นบริเวณสันจมูกขึ้นด้วยความประหม่า
“คุณผู้หญิงคนนี้คือ ? ” เขาหันไปถามมู่ลี่
“ทนายหลิว คนนี้คือเจ้านายของฉันเองค่ะ เธอชื่อเฉินเจียอี” ก่อนจะหันไปหาหญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ
“เจ้านายคะ คนนี้คือทนายหลิวเสี่ยวตงที่มาดูแลเรื่องคดีของฉันกับสามีค่ะ” มู่ลี่แนะนำคนทั้งคู่ให้รู้จักกัน ซึ่งหลังจบคำพูดของเธอ ทั้งคู่ยังคงเงียบ จนกระทั่งเป็นหลิวเสี่ยวตงที่พูดขึ้นมาก่อน
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเฉิน” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยื่นมือออกมาตรงหน้ารอจับกับเธอ
เฉินเจียอีพยายามผ่อนคลายเพื่อลดความตึงเครียดของตัวเอง แล้วพยายามบังคับตัวเองไม่ให้สั่นเพราะความตื่นเต้น เมื่อยื่นมือออกไปช้า ๆ เพื่อจับกับเขา เป็นอีกครั้งที่คิ้วเรียวของเธอขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบว่าทุกอย่างในหัวเธอยังคงเงียบสนิท เหมือนเหตุการณ์เมื่อวานไม่มีผิดเพี้ยน เธอไม่สามารถได้ยินความคิดของเขา
หลิวเสี่ยวตงมองหญิงสาวด้วยความแปลกใจ เมื่อเธอบีบมือเขาแรงขึ้น แม้จะไม่ทำให้รู้สึกเจ็บแต่ก็รู้ว่าการใช้แรงของเธอมันมากกว่าการจับมือทักทายธรรมดา
กระทั่งเห็นว่าคนที่ถูกบีบมืออยู่มองเธอด้วยสายตาประหลาด เฉินเจียอีจึงยอมปล่อยมือออกในที่สุด
“เราจะคุยธุระกันเลยหรือครับ” สมาธิของหลิวเสี่ยวตงกลับไปที่มู่ลี่อีกครั้ง ส่วนคนนอกอย่างเฉินเจียอีที่เสนอตัวมานั่งตรงนี้เองกลับไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด เธอเสหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบ ทำราวกับตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับบทสนทนานี้
“เจ้านายของฉันรู้เรื่องปัญหาครอบครัวของฉันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปิดบังเป็นความลับอะไรค่ะ” มู่ลี่พูดขึ้นด้วยความร้อนใจ อยากจะรู้ความคืบหน้าเร็ว ๆ
“คุณพอจะมีหลักฐานอะไรเพิ่มหรือยังคะ” มู่ลี่ถามเข้าประเด็นเรื่องที่เธออยากรู้ที่สุดทันทีเพราะไม่อยากให้เสียเวลา เธอจ้างนักสืบไปตามสามี แต่ทุกวันเขาแค่ไปทำงานแล้วกลับบ้าน ไม่มีออกนอกลู่นอกทางให้หาหลักฐานมาเอาผิดได้
คำถามนี้ทำให้หลิวเสี่ยวตงค่อนข้างลำบากใจ นักสืบที่ตามสืบเรื่องของสามีมู่ลี่ ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเลย เขาคิดว่ามีความเป็นไปได้ว่าชู้รักของสามีมู่ลี่น่าจะเป็นคนในที่ทำงานนั่นเอง แต่เมื่อเขาไปตามสืบก็ไม่มีพนักงานคนไหนในบริษัทสงสัยเรื่องนี้ พวกเขาต่างพูดว่ามู่ฟงสามีของมู่ลี่เป็นคนดี อยู่ในศีลธรรม และไม่เคยมีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทาง ยิ่งทำให้หนทางที่จะหาหลักฐานยากยิ่งขึ้น