"เเต่ถ้ามีคนรู้ว่าครอบครัวชองเขาเป็นเเบบนั้นมันไม่ดีหรอ?"
"นายไม่รู้อะไรเลยเสียเเล้วมันจะไปดีได้ยังไงกันล่ะ เรื่องเเบบนี้ไม่มีใครอยากให้คนอื่นรู้หรอกนะ ถ้าโจลี่รู้ว่าฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกกับคนอื่นมีหวังฉันได้ตายก่อนเเก่เเน่"
"เเต่นายไม่ได้เป็นคนพูดเองนี่น่า"
"เฮ้ย! จริงด้วยฉันลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย"
ในหนึ่งวันกว่ามันจะผ่านไปได้มันช่างยาวนานเหลือเกินสำหรับโจลี่
หลังเลิกเรียนเขาเเทบจะไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เหมือนคนอื่นๆเขาเลยสักวัน เขาต้องมาเดินวนอยู่ที่หน้าบ้านของเขาเพื่อที่จะสังเกตดูว่าพ่อของเขาทำอะไรอยู่
'อยู่บ้านหรือเปล่า' 'นอนหลับไปแล้วใช่มั้ย' นี้เป็นคำถามที่เขาอยากรู้คำตอบของมันมากที่สุดในเเต่ล่ะวัน ถ้าเกิดวันในโชคร้ายหน่อยพ่อของเขายังไม่หลับหรือพึ่งกลับมาเขาต้องวิ่งไปหาที่หลบภัยเเล้วค่อยกลับมาตอนพ่อหลับหรือออกไปข้างนอกอีกครั้งนึง
เเต่ถ้าวันไหนโชคร้ายสุดๆถ้าวันนั้นเขาไม่รู้ว่าพ่ออยู่บ้านหรือไม่ พ่อกำลังทำอะไรอยู่เเล้วเขาเผลอกระโดดข้ามกำเเพงไปเขาก็จะโดนพ่อทุบตี ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยเหมือนในเหตุการณ์หลายๆครั้งที่เคยเกิดขึ้น
วันนี้ก็ด้วยเช่นกันดูเหมือนว่าโชคจะไม่เข้าข้างผมอีกเเล้ว วันนี้พ่ออยู่บ้านเเทนมี่ผมกลับบ้านมาจะได้เขาบ้านเหมือนคนอื่นๆเขา ได้พักผ่อนเหมือนคนอื่นๆ เเต่ผมกลับต้องวิ่ง วิ่งเท้านั้นเพื่อให้ห่างไกลออกไปจากพ่อของผมให้ได้มากที่สุด นี้เป็นเพียงทางออกเดียวของผมในตอนนี้
ผมพยายามอย่างมากที่จะเป็นคนเข้มแข็ง ให้เหมือนกับที่เเม่ผมต้องการ เเต่ดูเหมือนว่าผมยังคงอ่อนไหวต่อเรื่องพวกนี้อยู่เสมอเลย ไม่มีวันในเลยที่ผมไม่เสียน้ำตาให้กับเหตุการณ์ที่ผมต้องเผชิญหน้าอยู่ในเเต่ละวัน
ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ท้องฟ้าจากสีฟ้าเริ่มเเปลเปลี่ยนมาเป็นสีดำ ดวงอาทิตย์ก็เริ่มจะลับขอบฟ้าในอีกไม่นาน ผมต้องตกใจเมื่อผมรู้ว่าผมกำลังอยู่ที่ไหน ผมไม่มีจุดหมายในการวิ่งเลยครั้งนี้ รู้เเค่ว่าต้องวิ่งเท่านั้น
"เจอกันอีกเเล้วนะเรา"
จู่ๆก็มีเสียงของคนที่ผมเคยคุยด้วยดั่วมาตั้งเเต่ไกล นี่มันก็เริ่มที่จะตกเย็นเเล้ว ไม่อยากจะเชื่่อเลยว่าจะยังมีคนอยู่ที่โรงเรียนนี้อีก ผมคิดว่าทุกคนน่าจะกลับกันไปหมดเเล้ว เเต่ดูเหมือนว่าจะคิดผิดไป
"อย่าพึ่งไปสิ เข้ามานั่งเล่นกันก่อนมั้ย"
น่าเเปลกใจที่ครั้งนี้เขาไม่ได้ชวนผมไปเเข่งขันเหมือนกันกับครั้งเเรกที่เราเจอกัน ผมยืนคิดไปมาอยู่นานก่อนที่จะเดินตามเข้าไป
ตอนนี้มีเเต่พวกผู้ชายที่มีความสนใจในด้านกีฬาการเเข่งขันมีหลายอย่างมากมายเลยล่ะ เช่น บาส , ฟุตซอล , ตะกร้อ , วิ่ง เป็นต้น เเต่ดูเหมือนว่าทางชมรมค่อนข้างที่จะลำบากอยู่พอตัว
เพราะถึงเเม้ชมรมนี้จะเปิดรับนักกีฬาหลากหลายเเบบก็จริง เเต่น้อยมากที่จะมีเด็กที่สนใจอยากที่จะลงเเข่งขันจริงๆ มีเเต่เด็กที่เข้ามาเเล้วก็ออกไปอย่างไม่จริงจัง ทำให้ชมรมนี้กำลังจะถูกยุบลงในไม่ช้า
"นายไม่ร้อนบ้างหรอ?"
"ไม่เลยอ่ะ พอดีฉันหนาวน่ะ"
น่าเเปลกใจจริงๆนะ เพราะตั้งเเต่ผมตามโค้ชมานั้น เขาไม่พูดถึงเรื่องการเเข่งกีฬาเลยจริงๆ เเถมเขายังทิ้งผมไว้ให้อยู่ตามลำพังกับพวกนักกีฬาพวกนี้อีกด้วย
"โจลี่นายจะมาเเข่งกีฬากับพวกเราหรอ?"
"อืม... ไม่อ่ะ ฉันเล่นกีฬาไม่เก่งด้วยนะสิ"
"เกี่ยวอะไรกันตรงไหน คนที่อยู่นี้ไม่มีใครเข้ามาเพราะเบ่นกีฬาเป็นกันเลยสักคนนึง เเล้วอีกอย่างของเเบบนี้มันฝึกกันได้นะ"
"ใช่ ชมรมของพวกเราไม่ได้สนใจเรื่องความสามารถหรอกนะ เเค่ขอมีใจรักที่อยากจะเล่นก็เพียงพอเเล้วล่ะ"
"เพราะงั้นเราเลยไม่มีวันชนะเขาเลยนะสิ"
"เเล้วถ้าเป็นเเบบนี้เเล้วพวกนายจะยังอยู่กันอีกต่อไปทำไมล่ะ ในเมื่อไม่มีวันชนะเลยสักครั้งนึง"
"อืม... นั้นก็คงเพราะใจรักล่ะมั้ง ถึงทำให้ยังอยู่ที่นี้ต่อไปได้ ถึงเเม้ว่าจะเเพ้มาสักกี่ครั้งก็ตาม"
"นี่ถ้าเกิดว่าวันไหนนายว่างหรือว่าเบื่อนายมาที่นี้ได้ทุกเมื่อเลยนะ"
ตั้งเเต่วันนั้นเป็นต้นมา ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าอะไรบันดาลใจผมให้ผมไปที่นั้นอยู่เรื่อยเลย เเม้กระทั่งว่าในวันที่ไม่มีใครอยู่ซ้อมกันเเล้ว ผมก็ยังคงที่จะมาอยู่
ตอนนี้ที่นี้เหมือนเป็นโล่กำบังขนาดใหญ่ของผมเลยล่ะครับ หรือเรียกอีกอย่างนึงว่าที่หลบภัยที่ใหม่ก็ได้นะครับ ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้มากที่นี้ เเถมมีความรู้สึกปลอดภัยด้วย
เเล้วถ้าเกิดว่าวันนึงผมตกลงที่จะเเข่งขันขึ้นมาอีกรอบนึงคุณคิดว่าจะเป็นยังไงครับ พวกคุณจะยังค่อนสนับสนุนผมต่อไปหรือเปล่าครับ เเต่ไม่ว่ายังไงก็ค่อยช่วยสนับสนุนผมต่อไปด้วยนะครับ ขอร้องล่ะครับอย่าทิ้งกันเลยนะ ผมไม่เหลือใครให้พึ่งพาเเล้วทั้งนั้นนอกจากคุณ