หญิงสาวเจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นไปมองทางต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็รีบปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นยกมือไหว้เขา.. เขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องมาลำบากเพราะเธอ เพราะตลอดระยะเวลาหลายวันมานี้ เขาเดินทางไปมาระหว่างฮ่องกงกับประเทศไทยแทบจะวันเว้นวัน
“กินข้าวบ้างหรือเปล่า ทำไมปล่อยให้ตัวเองโทรมแบบนี้ล่ะ” เขาดึงให้เธอนั่งลงข้าง ๆ สำรวจใบหน้าที่ตอบไปจนผิดหูผิดตา ทั้งที่ไม่ได้เจอกันแค่สามวัน
“ทานค่ะ แต่ก็ทานได้ไม่มาก” เธอพยายามที่จะกินให้มาก ๆ เพราะรู้ว่าร่างกายอยู่ได้ด้วยอาหาร แต่ท้องมันไม่ยอมรับท่าเดียว กินได้อย่างมากก็แค่สองสามคำ ถ้าฝืนไปมากกว่านั้นก็จะอาเจียนออกมาจนขมคอ
“กลัวเหรอ”
ดวงตากลมโตมองสบดวงตาสีนิลที่ล้อมไว้ด้วยแพขนตาดกดำ ให้มองยังไงก็เหมือนคนอินเดียผสมฝรั่งมากกว่าคนจีนถึงเจ็ดในสิบส่วน
“กลัวสิคะ ถ้าท่านจากหนูไปแล้ว แล้วหนูจะอยู่กับใคร” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อยู่กับฉันนี่ไง ฉันไม่มีวันทิ้งเธอหรอกหนูหยิน”
คำตอบของเขาทำให้หัวใจของสาวน้อยเต้นรัว รีบหลบสายตาเพราะกลัวเขาจะมองเห็นความรู้สึกที่เก็บซ่อนเอาไว้.. อยู่กับเขาจะเหมือนอยู่กับปู่ได้อย่างไร ในเมื่อปู่ของเธอรักเธอมาก แต่กับเขา..เธอก็เป็นได้แค่เด็กที่ถูกอุปการะเอาไว้
“ขอบคุณค่ะ”
“เธอไม่เชื่อที่ฉันพูดเหรอหนูหยิน” เขารู้สึกได้จากน้ำเสียงของเธอ
“เชื่อสิคะ คุณก็พิสูจน์ให้หนูเห็นมาตลอดห้าปีแล้วนี่คะว่าไม่เคยทิ้งหนูกับปู่ คุณให้ความเมตตาแก่พวกเรา ดูแลเราอย่างดีมาตลอด จนถึงตอนนี้หนูยังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้เลยว่า ปู่ของหนูเป็นลูกจ้างของคุณจริงหรือเปล่า”
คิ้วเข้มดกดำขมวดเข้าหากัน เพิ่งจะรู้ว่าตลอดห้าปีมานี้เธอมีคำถามแบบนี้อยู่ในใจ “ปู่ของเธอช่วยดูแลบ้านให้ฉัน แลกกับการศึกษาเล่าเรียนของเธอ มันก็สมน้ำสมเนื้อแล้วนี่”
“มันคุ้มเหรอคะคุณท่าน”
“ฉันไม่ได้มองที่ความคุ้ม ฉันมองที่ความพอใจของฉันเป็นหลัก แต่เมื่อได้เห็นผลการเรียนของเธอ ฉันก็คิดว่ามันคุ้มค่ามาก ๆ ฉันไม่เสียดายเงินที่เสียไปเลยสักนิด” มือใหญ่วางลงบนศีรษะของหญิงสาวที่อายุห่างกันถึงสิบหกปีแล้วลูบเบา ๆ “เธอคือปาฏิหาริย์ของฉัน ดังนั้นเธอต้องเข้มแข็งและเป็นกำลังใจให้ฉัน เพราะถ้าเธออ่อนแอฉันก็คงจะอ่อนแอตามไปด้วย”
เธออายุยี่สิบกว่าแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้อีก เขาจะค่อย ๆ เผยความรู้สึกที่ซ่อนเอาไว้ตลอดหลายปี ให้เธอได้รู้ทีละนิด ๆ จนถึงวันที่เธอเรียนจบเมื่อไหร่ เขาจะสารภาพรักและขอเธอแต่งงาน
หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าที่เขาพูดนั้นหมายถึงอะไร แต่ก็คิดไปไกลว่าเขาชอบเธอ แต่เมื่อคิดดูอีกที เขาอาจจะพูดเพื่อให้กำลังใจเธอ เพราะไม่อยากให้โศกเศร้าเรื่องปู่ก็ได้.. มันคงจะเป็นอย่างหลังมากกว่า เพราะนักธุรกิจหมื่นล้านที่มีข่าวกับสาวไฮโซมากหน้าหลายตาอย่างเขา คงไม่มาสนใจสาวโลโซแถมยังเป็นลูกเป็ดขี้เหร่อย่างเธอหรอก
“หนูจะเข้มแข็งค่ะ” เธอตอบรับพร้อมรอยยิ้มบาง
ท่าทางที่แสดงออกของเธอทำให้เขาผิดหวังไม่น้อย เพราะเธอเหมือนจะไม่เข้าใจความรู้สึกที่เขามีต่อเธอเลยสักนิด แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะเขามีเวลาให้เธอตลอดชีวิตอยู่แล้ว
“ไปกินข้าวกันเถอะ”
“แต่หมอบอกว่าปู่อาจจะ..” เธอไม่กล้าพูดคำที่ไม่อยากให้เกิด
“กินข้าวแค่แป๊บเดียว แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวหมอก็โทรตามเราเอง” เขารู้ว่าเธอกังวล แต่การที่เธอนั่งรอเวลา ที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนมันก็ไม่ถูกต้องนัก อย่างน้อย ๆ ข้าวสามมื้อเธอก็ควรกินให้ครบ เขาไม่รอฟังคำพูดของเธออีก โอบไหล่กลมกลึงแล้วพาเดินไปด้วยกัน
ปันหยีเดินตามแรงโอบของชายหนุ่ม ประหม่าอายจนขาแทบจะพันกัน ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าไปมองเขา
การดูแลเอาใจใส่ของเขาทำให้เธอมีความสุข และลืมคิดถึงเรื่องของปู่ไปได้บ้าง แต่สองวันหลังจากนั้นเธอก็เป็นลมล้มทั้งยืน เมื่อสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดได้กลายเป็นจริงขึ้นมา.. ปู่ของเธอจากไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่านทิ้งเธอไปแล้วจริง ๆ
งานศพถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่ก็ถูกต้องตามพิธีทุกอย่าง มีเพียงเพื่อนที่มหาวิทยาลัยของเธอประมาณสามสิบคน เขา เอดิสัน และไซม่อนเท่านั้น แต่เธอก็พอใจมากแล้ว เพราะเธอกับปู่ก็เหมือนคนไร้ญาติขาดมิตร มีคนมาร่วมส่งท่านไปสู่สุขคติขนาดนี้ เธอก็มีความสุขที่สุดแล้ว
หนึ่งอาทิตย์หลังจากงานศพ
ฟิลลิปเตรียมตัวพร้อมที่จะเดินทางกลับฮ่องกงในวันมะรืนนี้ แต่ใจของเขานั้นไม่ได้อยากจะเดินทางไปเพียงคนเดียวเหมือนทุกครั้งอีกแล้ว เขาอยากจะพาเธอไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่นด้วยกัน ไม่อยากทิ้งเธอไว้ข้างหลังให้ตัวเองต้องเป็นกังวล อยู่ที่นั่นถึงแม้เขาอาจจะไม่มีเวลาดูแลเธอมากนัก แต่ก็ยังใกล้หูใกล้ตา มีโอกาสได้เจอกันทุกวัน
ก๊อก ๆ ๆ
ขณะที่เขาจมอยู่กับความคิด ประตูห้องก็ถูกเคาะให้สัญญาณก่อนจะถูกเปิดออก แต่เมื่อเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงนั้น เขาก็ต้องชักสีหน้าด้วยความแปลกใจออกมา…
“มิน่าล่ะ” เขาเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ ไม่ได้แสดงอาการยินดียินร้าย ทั้งที่ไม่ค่อยพอใจกับการกระทำที่ดูไร้มารยาทของอีกฝ่าย และไม่พอใจไปถึงพี่ชายปากโป้งของเธอด้วย
“มิน่าอะไรคะพี่อี้” จินนี่จูงมือเพื่อนสาวคนสนิท เดินเข้าไปในห้องทำงานของญาติหนุ่มที่มีศักดิ์เป็นพี่ชาย เขากับเธอห่างกันสิบหกปี แต่ก็สนิทกันมาก เพราะเขากับพี่ชายแท้ ๆ ของเธอ เป็นทั้งเพื่อนและหุ้นส่วนธุรกิจที่สนิทกันมาก