เสียงทักทำแพนนีสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองเจ้าของเสียงทันที คนมาใหม่คือเลขาของท่านประธาน กำลังเดินตรงมาหาด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตานั้นกลับฉายแววใจดี ในบริษัทนี้ก็คงมีแต่เขาที่ไม่มองแพนนีด้วยความรังเกียจ
“ทำไมมานั่งที่นี่ครับ”
“ฉันไม่รู้ว่าต้องทำงานที่ไหน”
“ท่านประธานให้คุณทำงานเบ็ดเตล็ด”
“หมายถึง?”
“ใครให้ทำอะไรก็ต้องทำ”
“เบ๊สินะ”
“หือ? พูดเหมือนท่านประธานเลยครับ”
“เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณที่มาแจ้งนะคะ ว่าแต่พี่ชื่ออะไรคะ”
“น้ำเหนือครับ แล้วคุณ...”
“ฉันชื่อแพนนีค่ะ ต่อไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“ยินดีครับ”
“ขอเรียกพี่น้ำเหนือได้ไหมคะ”
“งั้นผมขอเรียกน้องแคท?”
“ได้ค่ะ”
เมื่อรู้แล้วว่าต้องทำงานอะไร แพนนีจึงขอตัวออกมา เธอเดินไปที่แผนกต่าง ๆ สาดส่องทุกอย่างโดยไม่ต้องมีใครแนะนำว่าแผนกไหนทำอะไรอยู่ตรงไหน เธอจดบันทึกไว้ในสมุกเล่มเล็กที่พกติดตัวมาด้วย
เลิกงาน
เมื่อเข็มนาฬิกาแจ้งเตือนห้าโมงเย็น พนักงานส่วนใหญ่ทยอยออกจากอาคารอย่างรีบเร่ง แต่แพนนีเลือกที่จะมุ่งหน้าไปยังป้อมยามหน้าบริษัท พลางยิ้มให้กับพวกเขาที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ เธอใช้เวลาเล็กน้อยทักทายและสนทนาเรื่องงานกับพวกเขาด้วยความเป็นกันเอง บรรยากาศเป็นมิตรมากกว่าผู้คนในออฟฟิศเสียอีก
โดยไม่รู้เลยว่ารถประจำตำแหน่งของท่านประธานผ่านมาพอดี สองคนในห้องผู้โดยสารเหลือบมาเห็นร่างบางที่ป้อมยามเข้า แสงยามเย็นสะท้อนภาพแพนนีกำลังหัวเราะเบา ๆ กับยาม บรรยากาศโดยรอบดูอบอุ่นจนผิดตา
สายตาที่จับจ้องผ่านกระจกบานดำคล้ายจะมีรังสีอำมหิต หนึ่งในนั้นขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจจาง ๆ ส่วนอีกคนเบ้ปากใส่ ก่อนจะเอ่ยเพื่อทำลายบรรยากาศเงียบในรถ
“มาทำงานวันแรกก็ไปจีบผู้ชายซะแล้ว ยิ้มแย้มขนาดนั้นคงนัดกันไปต่อ” เจ้าของเสียงคือแคท พันไมล์เบือนหน้าหนีไม่อยากมองให้เป็นเสนียดตา
“รสนิยมล่อผู้ชายไม่เปลี่ยนไปเลย หกปีคงผ่านมาเยอะไม่รู้ใครเป็นใคร อี๋...” ไม่เพียงแค่เอ่ยเสียงเดียดฉันท์แต่ยังเบ้ปากทำสีหน้าประกอบ
“พันไมล์ต้องไล่มันออกนะคะ เห็นหน้ามันแล้วไม่ชอบเลย”
“ไล่ทำไม ในเมื่อหล่อนมาให้พวกเราแก้แค้นไม่ใช่เหรอ”
เรือนหน้าสะสวยยิ้มปริ่ม ก่อนจะเอนตัวซบลงไปบนอกแกร่ง ใช้ปลายนิ้วชี้เขี่ยอกแกร่ง พร้อมกับเอ่ยบางอย่าง “จัดหนักเลยนะคะพันไมล์”
“แน่นอน งานคืนนี้เธอเรียกพนักงานทั้งหมดแล้วใช่ไหม”
“แจ้งหมดแล้วค่ะ คุณสบายใจได้”
รอยยิ้มร้ายปรากฏบนใบหน้าเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะแผ่วเบาเจือความเย้ยหยันดังขึ้น เป็นสัญญาณของบางสิ่งที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนนี้
อีกด้านหนึ่ง
รถเมล์ถือเป็นการเดินทางหนึ่งเดียวของแพนนี แม้จากบ้านมาบริษัทต้องต่อถึงสามสายเธอก็ไม่หวั่น มันสมเหตุสมผลแล้วกับการใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์ ดีกว่าต้องจ่ายค่าแท็กซี่แสนแพงโดยใช้เหตุ
จากท้องฟ้ากำลังอัสดงกลายเป็นมืดสนิทในยามเวลาหนึ่งทุ่ม แสงไฟตามถนนทีละดวงส่องสว่างเป็นทางยาว รถเมล์สายสุดท้ายที่แพนนีนั่งแล่นฝ่าเงาสะท้อนของแสงสีส้มและเงามืดของเมืองใหญ่ เป็นภาพที่เห็นจนชินตา แพนนีออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้าไม่สว่างและจะกลับเข้าบ้านอีกทีในตอนที่ค่ำมืดแล้ว มันเป็นแบบนี้มาตลอดหกปีเต็ม
ชีวิตเจออะไรมาหนักหน่วงขนาดนี้เลยเหรอ ดีนะที่แพนนีเป็นคนเข้มแข็ง
ฝากกดใจ+คอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ