ตอนที่7 l แม่(1/2)

672 Words
เสียงทักทำแพนนีสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองเจ้าของเสียงทันที คนมาใหม่คือเลขาของท่านประธาน กำลังเดินตรงมาหาด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตานั้นกลับฉายแววใจดี ในบริษัทนี้ก็คงมีแต่เขาที่ไม่มองแพนนีด้วยความรังเกียจ “ทำไมมานั่งที่นี่ครับ” “ฉันไม่รู้ว่าต้องทำงานที่ไหน” “ท่านประธานให้คุณทำงานเบ็ดเตล็ด” “หมายถึง?” “ใครให้ทำอะไรก็ต้องทำ” “เบ๊สินะ” “หือ? พูดเหมือนท่านประธานเลยครับ” “เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณที่มาแจ้งนะคะ ว่าแต่พี่ชื่ออะไรคะ” “น้ำเหนือครับ แล้วคุณ...” “ฉันชื่อแพนนีค่ะ ต่อไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “ยินดีครับ” “ขอเรียกพี่น้ำเหนือได้ไหมคะ” “งั้นผมขอเรียกน้องแคท?” “ได้ค่ะ” เมื่อรู้แล้วว่าต้องทำงานอะไร แพนนีจึงขอตัวออกมา เธอเดินไปที่แผนกต่าง ๆ สาดส่องทุกอย่างโดยไม่ต้องมีใครแนะนำว่าแผนกไหนทำอะไรอยู่ตรงไหน เธอจดบันทึกไว้ในสมุกเล่มเล็กที่พกติดตัวมาด้วย เลิกงาน เมื่อเข็มนาฬิกาแจ้งเตือนห้าโมงเย็น พนักงานส่วนใหญ่ทยอยออกจากอาคารอย่างรีบเร่ง แต่แพนนีเลือกที่จะมุ่งหน้าไปยังป้อมยามหน้าบริษัท พลางยิ้มให้กับพวกเขาที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ เธอใช้เวลาเล็กน้อยทักทายและสนทนาเรื่องงานกับพวกเขาด้วยความเป็นกันเอง บรรยากาศเป็นมิตรมากกว่าผู้คนในออฟฟิศเสียอีก โดยไม่รู้เลยว่ารถประจำตำแหน่งของท่านประธานผ่านมาพอดี สองคนในห้องผู้โดยสารเหลือบมาเห็นร่างบางที่ป้อมยามเข้า แสงยามเย็นสะท้อนภาพแพนนีกำลังหัวเราะเบา ๆ กับยาม บรรยากาศโดยรอบดูอบอุ่นจนผิดตา สายตาที่จับจ้องผ่านกระจกบานดำคล้ายจะมีรังสีอำมหิต หนึ่งในนั้นขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจจาง ๆ ส่วนอีกคนเบ้ปากใส่ ก่อนจะเอ่ยเพื่อทำลายบรรยากาศเงียบในรถ “มาทำงานวันแรกก็ไปจีบผู้ชายซะแล้ว ยิ้มแย้มขนาดนั้นคงนัดกันไปต่อ” เจ้าของเสียงคือแคท พันไมล์เบือนหน้าหนีไม่อยากมองให้เป็นเสนียดตา “รสนิยมล่อผู้ชายไม่เปลี่ยนไปเลย หกปีคงผ่านมาเยอะไม่รู้ใครเป็นใคร อี๋...” ไม่เพียงแค่เอ่ยเสียงเดียดฉันท์แต่ยังเบ้ปากทำสีหน้าประกอบ “พันไมล์ต้องไล่มันออกนะคะ เห็นหน้ามันแล้วไม่ชอบเลย” “ไล่ทำไม ในเมื่อหล่อนมาให้พวกเราแก้แค้นไม่ใช่เหรอ” เรือนหน้าสะสวยยิ้มปริ่ม ก่อนจะเอนตัวซบลงไปบนอกแกร่ง ใช้ปลายนิ้วชี้เขี่ยอกแกร่ง พร้อมกับเอ่ยบางอย่าง “จัดหนักเลยนะคะพันไมล์” “แน่นอน งานคืนนี้เธอเรียกพนักงานทั้งหมดแล้วใช่ไหม” “แจ้งหมดแล้วค่ะ คุณสบายใจได้” รอยยิ้มร้ายปรากฏบนใบหน้าเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะแผ่วเบาเจือความเย้ยหยันดังขึ้น เป็นสัญญาณของบางสิ่งที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนนี้ อีกด้านหนึ่ง รถเมล์ถือเป็นการเดินทางหนึ่งเดียวของแพนนี แม้จากบ้านมาบริษัทต้องต่อถึงสามสายเธอก็ไม่หวั่น มันสมเหตุสมผลแล้วกับการใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์ ดีกว่าต้องจ่ายค่าแท็กซี่แสนแพงโดยใช้เหตุ จากท้องฟ้ากำลังอัสดงกลายเป็นมืดสนิทในยามเวลาหนึ่งทุ่ม แสงไฟตามถนนทีละดวงส่องสว่างเป็นทางยาว รถเมล์สายสุดท้ายที่แพนนีนั่งแล่นฝ่าเงาสะท้อนของแสงสีส้มและเงามืดของเมืองใหญ่ เป็นภาพที่เห็นจนชินตา แพนนีออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้าไม่สว่างและจะกลับเข้าบ้านอีกทีในตอนที่ค่ำมืดแล้ว มันเป็นแบบนี้มาตลอดหกปีเต็ม ชีวิตเจออะไรมาหนักหน่วงขนาดนี้เลยเหรอ ดีนะที่แพนนีเป็นคนเข้มแข็ง ฝากกดใจ+คอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD