รินลณีนั่งดื่มเหล้าย้อมใจอยู่ที่บาร์เล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์ตั้งแต่เวลา 20.00 น. จนถึงเวลา 22.00 น. ไม่ต้องห่วงเรื่องตื่นสายเพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ดังนั้นรินลณีจึงจะเมาหัวราน้ำและเสียใจให้เต็มที่ในคืนเดียว
จะว่าไปแล้วชื่อบาร์คือ ‘Soulmate’ ที่แปลว่า ‘เนื้อคู่’ สินะ ไม่รู้ว่ามานั่งดื่มเหล้าที่นี่แล้วจะมีโอกาสได้เจอเนื้อคู่เหมือนชื่อบาร์ด้วยหรือเปล่า รินลณีหัวเราะขำขันความคิดไร้สาระของตัวเอง
ทันใดนั้นมีลูกค้าคนที่สองเปิดประตูเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์บาร์ข้างเธอโดนเว้นเก้าอี้ว่างหนึ่งตัว ความหล่อเหลาอันยากจะเมินเฉยเรียกความสนใจจากรินลณี
นี่มันคนหรือเทพบุตร
ไฟสลัวทำให้มองสีผมและนัยน์ตาไม่ชัด แต่ก็รู้ได้ว่าชายหนุ่มเป็นคนหล่อเหลาเหมือนไม่ใช่มนุษย์ ชั่วขณะนั้นรินลณีรู้สึกตาพร่าเหมือนมีแสงสว่างจ่อตา เธอสะบัดศีรษะไปมาก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปาก
“ขอแบบเดิมอีกค่ะ”
“ถ้าเมาจะขับรถกลับบ้านไม่ได้นะครับคุณลูกค้า”
“ฉันสามารถนอนหลับในรถได้ จัดมา”
“งั้นสักครู่นะครับ”
บาร์เทนเดอร์ตอบตกลงก่อนจะหันไปถามชายหนุ่ม
เขาใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร ซึ่งบาร์เทนเดอร์ก็พอจะใช้ภาษาอังกฤษได้ดีในระดับหนึ่ง แม้สำเนียงจะไทยแต่ก็พูดสื่อสารได้อย่างถูกต้องโดยที่รินลณีไม่ต้องเสนอหน้าช่วยออกโรง
ที่แท้เขาเป็นคนต่างชาติ
‘เชื้อสายอะไรกันนะ?’ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เธอขาดสติยั้งคิดยั้งทำ เผลอตัวทำเรื่องเสียมารยาทกับเขาอีกครั้ง ซึ่งในตอนนั้นเองที่เขารู้สึกตัวและตวัดดวงตาคมกริบดุจอาวุธสังหารมองเธอราวกับเศษผงธุลีไร้ค่า
ทว่ารินลณีคงจะเสียสติไปแล้วจริงๆ
หัวใจเหมือนถูกมือของใครบางคนมากระชาก เต้นรุนแรงอย่างบ้าคลั่งแทบทะลุออกจากอก เธอรู้สึกสับสนอลหม่านไม่เป็นตัวเองแต่ไม่สามารถดึงสายตากลับไปได้ราวกับถูกแช่แข็ง
กระทั่งชายหนุ่มขยับริมฝีปากเปล่งเสียงทุ้มทรงอำนาจที่น่าฟัง
“บนหน้าของฉันมีอะไรติดอยู่งั้นเหรอ”
“ความหล่อ”
เดิมทีเธอเป็นคนเคร่งเรื่องมารยาทมาก เพื่อรักษาหน้าของตัวเองและคู่สนทนามักจะพูดแต่สิ่งดีๆ หรืออ้อมโลกเสมอ ต่อให้เจอดาราในดวงใจก็เก็บงำความรู้สึกชื่นชอบอย่างมิดชิด
ทว่าตอนนี้ความเมาเป็นเหตุสังเกตได้
ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ช่างร้ายกาจจริงๆ ถึงจะรู้แบบนั้นแต่เมื่อบาร์เทนเดอร์เสิร์ฟเครื่องดื่มก็ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มต่อ ไร้ซึ่งยางอาย
“เธอจะบอกว่ากำลังหลงเสน่ห์ความหล่อของฉันอยู่สินะ”
“ไม่ได้เหรอคะ”
ยัยบ้าเอ๊ย!!
หุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะรินลณี รู้ตัวไหมเธอกำลังทำให้ตัวเองดูแย่ แต่อีกใจหนึ่งกลับโต้แย้งว่า ทำตัวดีห่วงภาพลักษณ์ไปจะได้อะไรขึ้นมา เธอรู้ดีนี่ว่ามันไร้ประโยชน์สิ้นดี ดังนั้นครั้งแรกในชีวิตเราควรทำเรื่องเสียสติบ้าๆ บอๆ ลงไปบ้างจะเป็นไร
“มันเป็นเรื่องที่ห้ามกันได้ยาก ฉันจะพยายามเข้าใจการกระทำ ‘แบบนั้น’ ของเธอละกัน”
“ว้าว ใจดีจังเลย”
“ถ้าเธอยังไม่รู้จักฉันดีพออย่าพูดคำนั้นออกมาจะดีกว่า”
“งั้นเรามารู้จักกันให้ดีพอดีไหม”
“...” เขาเงียบ
หญิงสาวตาหวานเยิ้มวางแขนบนเคาน์เตอร์บาร์เป็นหมอนรองก่อนจะซบศีรษะที่เริ่มรู้สึกหนักอึ้งลงไป เธอเอียงหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำของเธอมันคุกคามทางเพศมากแค่ไหน ชายหนุ่มใช้นิ้วชี้เคาะเคาน์เตอร์บาร์ไปมา คิดไตร่ตรองถี่ถ้วนก่อนให้คำตอบ
“ได้”
“ง่ายจัง”
“จงภาคภูมิใจเถอะที่ฉันลดตัวลงมาทำเรื่องง่ายๆ กับผู้หญิงแบบเธอ” ทั้งที่ชีวิตที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตยากๆ มาโดยตลอด
หนุ่มสาวนั่งดื่มจนหมดแก้วแล้วออกไปพร้อมกันด้วยรถยนต์ของเธอซึ่งจอดอยู่ริมฟุตบาทหน้าบาร์ มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง โรงแรมม่านรูดที่อยู่ใกล้เพียงหนึ่งกิโลเมตร