“แง้!! แง้!!”
“หิวนมแล้วเหรอคะเด็กดี”
เสียงร้องไห้งอแงสงบลงเมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของแม่ รินลณีคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนด้วยความเอ็นดู ซึ่งระหว่างที่กำลังใช้ผ้านุ่มนิ่มถนอมผิวซับน้ำตาออกจากพวงแก้มและเปลือกตาให้ลูกสาวก็ชวนคุยไปด้วยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
เด็กหญิงลัลน์ลลิตเพิ่งเกิดได้ไม่กี่สัปดาห์มองแม่ตาแป๋ว
“ได้เวลาหม่ำๆ นมของหนูแล้วค่ะ” ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มอ้าออกอัตโนมัติทันทีที่จุกนมจ่อปาก
ของโปรดของลัลน์ลลิตคือ...นมแม่
หนูน้อยตั้งหน้าตั้งตาดูดอย่างตะกละตะกลาม มือน้อยๆ ที่วางบนทรวงอกบีบนวดหนั่นเนื้อนุ่มหยุ่นด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน
“ลลิต หนูคือของขวัญที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของหม่ามี้เลย” รินลณีทั้งรักทั้งหลงใหลลูกสาวตัวน้อยอย่างมาก
ไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยที่ตั้งครรภ์และได้ให้กำลังเนิดเด็กคนนี้ ถึงแม้จะเกิดจากความผิดพลาด แต่ทันทีที่ทราบผลตรวจครรภ์รินลณีก็วางแผนชีวิตใหม่ทุกอย่างเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้าน
แน่นอนว่าเลิกกับแฟนแล้วท้องป่องย่อมมีคำครหา
หลายคนคิดไปถึงขั้นว่าเธอเป็นฝ่ายนอกใจภัทรดนัย แต่สุดท้ายก็ไปกับกิ๊กไม่รอดจนท้องไม่มีพ่อ และอีกมากมายที่จะพากันสรรหาเรื่องราวมาใส่สีตีไข่กันจนกลายเป็นบทละครน้ำเน่าเพื่อความบันเทิงยามว่าง
แต่ถึงอย่างนั้น...
รินลณีกลับเลือกที่จะนิ่งเฉยกับการตกเป็นขี้ปากของเพื่อนร่วมงาน
ทำไมล่ะ?
ทำไมถึงทำแบบนี้?
รินลณีคิดว่าการแก้ข่าวไม่ช่วยให้ดีขึ้น มิหนำซ้ำยังดูเหมือนกำลังร้อนตัวจนต้องพยายามกลับดำให้เป็นขาว ฉะนั้นเธอจึงไม่ควรเอาเวลาอันมีค่าไปใช้กับเรื่องไร้สาระโดยเปล่าประโยชน์
คนที่รู้ดีที่สุดว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรคือรินลณี
หากตอนนี้ใครอยากพูดก็ปล่อยให้เขาพูดเสียให้พอ เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า รินลณียังไม่เคยเห็นว่าจะมีใครกล้าทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าเธอเลยสักคน
ปิ่งป่อง!!
เสียงออดดึงหญิงสาวให้หลุดออกจากภวังค์
“อาหารเหรอ เรานัดให้มาส่งตอนสองทุ่มนี่นา” พึมพำด้วยความฉงนพลางเดินอุ้มลูกสาวไปดูภาพหน้าประตูบ้านผ่านจอภาพ LCD ซึ่งปรากฏภาพใบหน้าหล่อเหลาที่ลืมไม่ลง
“เอ๋?”
รินลณียืนทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่งอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ กระทั่งได้ยินเสียงกดออดอีกครั้ง ลัลน์ลลิตที่กินนมอย่างเอร็ดอร่อยก็เริ่มหงุดหงิด ทำท่าว่าจะร้องไห้จนเธอต้องหยิบผ้าคลุมสำหรับให้นมบุตรมาสวมแล้วเดินไปเปิดประตูต้อนรับแขก
“คุณ...”
“ลูเซิร์น เฟรเดอริก เคลเมนเต้ ฉันจะเข้าไปในบ้านของเธอพร้อมกับบอดี้การ์ด ทนายความ และพี่เลี้ยง”
“นี่มันเรื่องอะไรกันคะ”
“ตามนั้น”
เจ้าของบ้านยังไม่ทันเอ่ยเชิญแขก แขกก็เดินผ่านร่างเธอเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางเหมือนเขาเป็นเจ้าของบ้านขณะเธอเป็นแขก ช่างไร้มารยาทอะไรแบบนี้
“ขออนุญาตครับคุณผู้หญิง”
“ขอรบกวนด้วยนะคะคุณผู้หญิง”
“นั่นคือ?” ดวงตาคู่สวยมองดูกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของหญิงสาวต่างชาติถือเข้าบ้านของเธอมาด้วย
“คำสั่งของนายท่านค่ะ”
“ให้นายท่านอธิบายดีกว่าครับ”
“อ่า ฉันก็คิดว่าคงต้องเป็นแบบนั้น”
รินลณีสังเกตท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจึงไม่คาดคั้น
พวกเขาเป็นเพียงลูกจ้างคงพูดอะไรมากไม่ได้ ฉะนั้นควรรอฟังคำอธิบายจากตัวต้นเหตุเองจะได้คำตอบที่ชัดเจนมากกว่า นั่นแหละถูกต้องตรงประเด็น
“ลูกอยู่ไหน”
“อยู่ตรงนี้ค่ะ”
ร่างอวบอิ่มนั่งลงบนโซฟา ดวงตาหลุบต่ำมองบริเวณหน้าอกตัวเอง รู้สึกเขินไม่น้อยเมื่อถูกดวงตาสี่คู่มองตามอย่างให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ
“กำลังทำอะไร”
“กินนมค่ะ”
“นี่เธออย่าบอกนะว่าเธอเดินไปต้อนรับแขกทั้งที่ให้ลูกกินนมจากเต้าไปด้วย”
“อ...เอ่อ” ตะกุกตะกักตอบ “ค่ะ ใช่ค่ะ”
ทันทีที่ได้รับคำตอบมีการตอบสนองสองปฏิกิริยา
หนึ่ง...ลูกน้องรีบเบือนหน้าหนี
สอง...เจ้านายมองเธอด้วยแววตาตำหนิเหมือนเธอกำลังทำเรื่องผิดมหันต์
“หวังว่าเธอจะไม่ทำมันอีกเป็นครั้งที่สอง”
“ทำไมเหรอคะ”
“น่าอาย”
ก็จริงของเขา
แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัย รินลณีซึ่งกลายเป็นแม่ก็คิดถึงแต่ปากท้องของลูกจึงไม่ใส่ใจเรื่องน่าอายหรือไม่น่าอายเท่าลูกได้กินนมอิ่มท้อง
“ค่ะ ครั้งต่อไปฉันจะระวัง” ตอบด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
“นี่เป็นครั้งสุดท้าย” ลูเซิร์นหันไปบอกกับทนายความและบอดี้การ์ดซึ่งเป็นผู้ชายวัยฉกรรจ์ “พวกนายออกไปก่อนจนกว่าลูกสาวของฉันจะกินนมอิ่ม”
“ครับ”