รินลณีมองตัวเองสลับกับลูเซิร์นไปมา เดิมทีเธอนั้นไม่ใช่คนสวย ยิ่งหลังคลอดยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ผิวพรรณหมองคล้ำ รูปร่างอวบอั๋น อีกทั้งยังแต่งตัวเชยสะบัด และด้วยสารรูปที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อเธอได้มายืนอยู่เคียงข้างลูเซิร์นเช่นนี้ ก็ยิ่งเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างท่านชายสูงศักดิ์กับสาวยาจกได้อย่างชัดเจน
แล้วลูเซิร์นจะรู้สึกอย่างไร?
ด้วยความที่ชายหนุ่มเป็นคนเก็บความรู้สึกและอารมณ์ทางสีหน้าเก่ง หากตอนนี้เขากำลังอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี รินลณีก็ไม่อาจล่วงรู้ความจริงภายใต้หน้ากากเย็นชาที่เขาสวมได้
อย่างไรก็ตาม หากรู้ว่าตัวเองทำสิ่งที่ไม่ควรจนอีกฝ่ายไม่สบายใจก็ต้องขอโทษ รินลณีหยุดเดินกะทันหันซึ่งก็ทำให้คนที่เอามือแตะเอวเธอต้องหยุดตาม
“มีอะไร”
“ขอโทษนะคะคุณลูเซิร์น”
“?” เลิกคิ้วทำหน้าฉงน
“วันนี้ฉันแต่งตัวมาไม่เหมาะกับสถานที่ที่คุณพาฉันมาดินเนอร์เลยค่ะ”
“ก็จริงของเธอ”
เห็นไหมล่ะว่าเธอไม่ได้คิดไปเอง
แม้แต่ลูเซิร์นยังคิดเหมือนเธอ ทว่าเมื่อเรามาถึงภัตตาคารอาหารกันแล้ว ถ้าหากจะให้ถอยหลังกลับบ้านตอนนี้คงไม่ทัน
ความเงียบปกคลุมรอบข้างเมื่อไม่มีใครต่อบทสนทนา
แต่ไม่กี่อึดใจน้ำเสียงทุ้มทรงอำนาจก็เอ่ยทำลายความเงียบ “เธอไม่ได้ดูแย่” ลูเซิร์นไม่ใช่ผู้ชายโรแมนติก กระทั่งการจะชมภรรยาแบบตรงไปตรงมาสักครั้งว่า ‘สวย’ ก็ต้องชมแบบอ้อมค้อม
ไม่รู้ก่อนหน้านี้มีใครเคยบอกเธอบ้างหรือเปล่า
รินลณีเป็นผู้หญิงที่สวยมาก
ถึงแม้ตอนนี้เธอจะดูเจ้าเนื้อกว่าเมื่อก่อน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสวยลดเลือนลงเลยสักนิดเดียว เพียงแต่หญิงสาวเป็นคนแต่งตัวเน้นความเรียบร้อย แต่งหน้าบางๆ เพียงแค่ทาบีบีครีม ลงแป้งพับ ตบท้ายด้วยลิปปาล์มที่ไม่ต้องแดงฉูดฉาดก็มีแรงเดินจึงถูกมองว่าเฉิ่มเชย อย่างไรก็ตาม บุคลิกตอนทำงานก็เป็นอีกแบบราวกับไม่ใช่คนคนเดียวกัน
ลูเซิร์นรู้ดีกว่าใคร
แต่มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องป่าวประกาศให้คนทั้งโลกรู้ ว่านอกจากความสวยแล้วรินลณียังซุกซ่อนความเซ็กซี่เร้าใจเอาไว้อย่างมิดชิดภายใต้ร่มผ้า ซึ่งมีเพียงแค่ลูเซิร์นคนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์จะยลโฉมและสัมผัส
“ขอบคุณที่ปลอบให้ฉันรู้สึกดีนะคะ”
“ฉันปลอบใครเป็นซะที่ไหน ฉันแค่พูดความจริงที่ตาเห็นเท่านั้นแหละ และอีกอย่างนะ วันนี้มีแค่เราสองคน”
ปากแข็งโป๊กไม่เปลี่ยน
ลูเซร์นยอมรับอะไรง่ายๆ เหมือนคนธรรมดาไม่เป็น
“หมายถึง?”
“ฉันเช่าภัตตาคารอาหารเอาไว้เพื่อความส่วนตัว เธอจะดื่ม กิน หรือทำเรื่องน่าอับอายยังไงก็ได้ ไม่มีใครกล้านินทาหรือด่าหรอก”
หญิงสาวพยักหน้าคลี่ยิ้มบางๆ สถานการณ์ของเธอไม่ใช่ดาราหรือเซเลบที่เช่าสถานที่สำหรับเดตกันแบบส่วนตัว ความตื่นเต้นดีใจที่ควรจะมีจึงน้อยนิดมาก เมื่อในหัวกำลังคิดด้วยความเข้าใจผิดไปเองว่า ชายหนุ่มทำแบบนี้เพราะรู้ว่าหากมาดินเนอร์กับเธอต้องเผชิญกับสายตาของผู้คนแบบไหน
คิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกใจแป้วพิกล
ถึงอย่างนั้นรินลณีก็เข้าใจลูเซิร์นและคิดว่าเขาทำถูกต้องแล้ว
ใครจะไปทนได้ ถ้าหากถูกจับจ้องด้วยสายตาดูแคลนระคนสมเพช รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและรวยล้นฟ้า ทว่าคนแบบนี้กลับไม่มีปัญญาหาภรรยาที่สง่างามและเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้ตนเองได้
แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อรินลณีหลวมตัวเป็นคู่ชีวิตของลูเซิร์นไปแล้ว
ยิ่งกว่านั้น...
ทั้งตอนนี้และในอนาคตข้างหน้า ความคิดที่จะหย่าร้างกับสามีไม่ปรากฏอยู่ในหัว ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงปฏิญาณว่าต่อไปนี้เธอจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เพื่อสามีเพียงคนเดียวแต่ยังเพื่อตัวเองอีกด้วย
อีกห้าเดือนข้างหน้าหากไม่ปรับตัวเมื่อย้ายไปต่างถิ่นจะอยู่ยาก
เนื่องจากสังคมที่ลูเซิร์นอยู่เป็นสังคมชนชั้นสูง ดังนั้นการที่ภรรยาช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้สามีจึงเป็นเรื่องสมควรทำอย่างยิ่ง และรินลณีไม่ต้องการให้ใครดูถูกเธอซึ่งเป็นผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าตกถังข้าวสารจนลุกลามไปแตะต้องแก้วตาดวงใจ
“งั้นวันนี้ฉันไม่เกรงใจนะคะ” คราวนี้เธอคลี่ยิ้มเต็มปาก ดวงตาดีมีชีวิตชีวาเหมือนมีประกายแสงไฟกระทบคริสทัล แลดูระยิบระยับน่ามอง
ลูเซิร์นฉงนฉงายแต่ไม่ได้กล่าวอะไร
มือหนาโอบเอวหญิงสาวเดินเข้าไปในภัตตาคารอาหารซึ่งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมระดับห้าดาวสุดหรูชื่อดัง