“นายท่านคะ”
“อืม”
“ดิฉันขอไปพับผ้าอ้อมกับเสื้อผ้าให้คุณหนูก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณผู้หญิงอาบน้ำเสร็จลงมาแล้วจะแย่งไปทำอีก”
หมายความว่าเขาต้องอยู่กับลัลน์ลลิตสองคนอย่างนั้นเหรอ
ลูเซิร์นชั่งใจครู่หนึ่ง ไม่เป็นไรหรอกมั้ง เจ้าตัวเล็กกำลังนอนหลับอยู่ ถ้าแบบนี้ละก็อยู่ด้วยกันได้สบายมาก คิดได้ดังนั้นลูเซิร์นจึงตกลง
“ไปสิ”
“ขอบคุณค่ะ”
เซเรน่ารีบไปทำธุระของตัวเอง
ทางด้านคุณพ่อมือเก่าแต่ก็ใหม่ คอยลอบมองปฏิกิริยาของลูกสาวเป็นระยะๆ กระทั่งคนที่นอนหลับฝันดีสะดุ้งคล้ายมีฝันร้ายมารบกวน ลูเซิร์นเคลื่อนไหวตัวจากโซฟาไปนั่งบนเบาะขนาดใหญ่ซึ่งปูอยู่บนพื้นทันที
นั่นคือสัญชาตญาณความเป็นพ่อหรือเปล่าไม่อาจทราบได้
“นอนซะ” พูดด้วยสีหน้าที่ตึงเครียดด้วยความจริงจัง ทว่าดูเหมือนจะไม่พอเมื่อใบหน้าแสนน่ารักเริ่มบิดเบี้ยว หากไม่ทำอะไรสักอย่างเสียงร้องไห้งอแงน่ารำคาญก็จะดังออกจากริมฝีปากจิ้มลิ้มที่กำลังเบะอยู่นี้
เช่นนั้น...
‘ต้องปลอบ’ นั่นคือสิ่งที่ลูเซิร์นคิดขึ้นมาได้
ว่าแล้วก็ลองมือที่ถนัดถือปืน จับปากกา ชี้นิ้วสั่ง ชกต่อยผู้คนวางลงบนศีรษะเล็กก่อนจะลูบเบาๆ เบาเท่าที่จะเบาได้ที่สุดในชีวิต
อย่างไรก็ตาม ลูเซิร์นรู้สึกไม่พอใจเพราะคิดว่ามันยังเบาไม่พอ
“จิ๊!! ตัวเล็กอย่างกับลูกหนูแรกเกิด ผิวก็ขาวผ่องและบอบบางมาก น่าทะนุถนอมไม่สมกับเป็นสายเลือดพยัคฆ์ทมิฬเลย”
ลัลน์ลลิตกลับสู่สภาวะเดิม
มันคือเรื่องอัศจรรย์ใจสำหรับเขา เมื่อเช้าเห็นหน้าพ่อกลัวจนร้องไห้ ตกเย็นฝันร้ายมีมือพ่อคอยปลอบโยนกลับสงบนิ่ง ทั้งยังดูเหมือนจะนอนหลับฝันดีอีกด้วย
สีหน้าที่ไม่แสดงความรู้สึกซ่อนเร้นความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องเอาไว้ข้างใน
และชั่วขณะนั้นเอง
ชายหนุ่มหันซ้ายหันขวาทำท่าเหมือนโจรมองลู่ทางก่อนเตรียมปีนบ้านย่องเบาขโมยทรัพย์สินชาวบ้าน
ลูเซิร์นคิดจะทำอะไร?
มันเป็นแค่เรื่องบ้าๆ จากความคิดบ้าๆ เท่านั้นแหละ มือที่ลูบศีรษะเล็กเลื่อนลงมายังแก้มนุ่มนิ่ม หัวใจแกร่งเต้นไม่เป็นส่ำในตอนที่ลงแรงกดนิ้วจิ้มแก้มนุ่มนิ่ม
ดูเหมือนว่าเขาจะติดใจจึงทำมันอีกหลายครั้ง
ทว่า...
คนตัวโตสะดุ้งก่อนจะชะงักงันทำตัวไม่ถูก
‘เอายังไงดีล่ะ?’ ดวงตาคมกริบกลอกซ้ายทีขวาทีคิดหาทางแก้ไขปัญหา เมื่อสิ่งที่เขาทำก่อนหน้าไปปลุกลูกสาวให้ตื่นจากฝันหวาน ลัลน์ลลิตลืมตามองพ่อตาแป๋ว
“อ...เอ่อ” ถ้าเขาพูดอะไรออกไปมันจะเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อเช้าอีกหรือเปล่า
ชายหนุ่มกังวลเริ่มจะมีท่าทางเงอะๆ งะๆ ทำตัวไม่ถูกเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง บ้าเอ๊ย!! ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ของผู้ถูกต้อนให้จนมุมมาก่อนเลย
ริมฝีปากจิ้มลิ้มเริ่มอ้าขณะแขนขาเริ่มขยับไปมาดุกดิก
“อย่าเพิ่งร้องไห้นะ”
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
ทุกทีตื่นนอนแล้วจะมีคนอุ้มอยู่เสมอ ลัลน์ลลิตต้องการอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นหลังจากตื่นนอน แต่พ่อกลับยังนิ่งเฉยอย่างไม่ไยดีต่อสิ่งมีชีวิตแสนน่ารัก
“ฮึก...”
ลูเซิร์นเริ่มกระสับกระส่าย
โอ้พระเจ้า ได้โปรดส่งใครสักคนมาช่วยเหลือเขาโดยด่วน
แต่ดูเหมือนคำร้องขอนั้นจะส่งไม่ถึงพระเจ้า หรือท่านอาจจะเมิน รอบข้างยังคงว่างเปล่า ลูเซิร์นต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง
“อย่าร้อง” พยายามไม่ออกคำสั่งเข้มมาก ลดระดับน้ำเสียงลงไม่ให้เจ้าตัวน้อยตกใจกลัว
จากนั้นลูเซิร์นก็อุ้มลัลน์ลลิตอย่างทุลักทุเลขึ้นมานอนบนตัก มันไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเพราะต้องระมัดระวัง ร่างกายของเด็กนั้นเปราะบางมากโดยเฉพาะลูกสาวของเขา
“พอใจแล้วหรือยัง”
“...” มองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เดี๋ยวหม่ามี้ก็มา”
“...” มือเล็กปัดป่ายสะเปะสะปะเหมือนหาบางอย่าง
ตอนนั้นเองที่รินลณีเดินลงบันไดมาหาเขากับลัลน์ลลิต ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อย เธอไม่ได้แซว ถึงแม้จะอยากแกล้งให้เขาทำให้สิ่งที่ไม่ชอบ แต่พอเห็นลูเซิร์นอุ้มลูกก็รู้สึกดีใจ
“ลลิตตื่นนานแล้วเหรอคะ”
“เมื่อกี้นี้เอง เห็นลูกกำลังจะร้องฉันเลยจำใจอุ้ม เธอมาดูหน่อยสิ แขนขาลูกหักไปแล้วหรือยัง” ลูเซิร์นส่งเจ้าตัวน้อยคืนแม่ แล้วกลับมานั่งบนโซฟาตามเดิม
รินลณีไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกหลังจากได้ยินประโยคข้างต้นนี้อย่างไรดี
“ลูกปลอดภัยดีค่ะ”
“แน่ใจ?”
“ค่ะ”
“อืม ปลอดภัยก็ดี”
ชายหนุ่มยกขาขึ้นไขว่ห้างพลางหยิบหนังสือนิยายซึ่งวางอยู่บนโซฟามาเปิดอ่านแก้เก้อ แต่มันจะไม่น่าอับอายมากกว่าเดิมไปหน่อยเหรอ เมื่อชายหนุ่มเป็นชาวต่างชาติที่ไม่เข้าใจภาษาไทยแต่กำลังอ่านหนังสือนิยายภาษาไทยแบบกลับหัวกลับหาง
“หน้าฉันมีอะไรติดเธอถึงมองไม่เลิก”
“เปล่าค่ะ”
“คิดว่าเธอจะตอบเหมือนคืนนั้นซะอีก”
“คุณจำได้ด้วยเหรอคะ”
“เปล่า ฉันแค่พูดไปงั้นแหละ”
โกหกหน้าตาย
เปรยมาซะขนาดนี้ มีหรือจะจำไม่ได้