สายหมอกยามเช้ายังคงโอบกอดคุ้มหลวงไว้หนาแน่นจนมองเห็นยอดหอคำเพียงรำไร กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเอื้องผึ้งที่บานสะพรั่งอยู่บนคาคบไม้สลี (ต้นโพธิ์) ส่งกลิ่นกรุ่นกำจายไปทั่วบริเวณ แต่มันกลับไม่อาจชะล้างความหนักอึ้งในอกของ "เจ้าจันทร์ฉาย" ให้เบาบางลงได้เลย
"เจ้าแม่จำต้องทำตามที่เจ้าพ่อวางไว้ จันทร์ฉาย... เมืองเราเปรียบเหมือนเรือลำเล็กกลางคลื่นลม การเกี่ยวดองกับเมืองทางทิศตะวันออกคือสมอที่จะรั้งเราไว้ไม่ให้จมลง"
สุรเสียงของแม่เจ้าคำยาดังแว่วอยู่ในโสตประสาทของราชธิดาผู้สูงศักดิ์ขณะที่เธอนั่งนิ่งให้เหล่านางรับใช้จัดแจงเครื่องแต่งกาย ผ้าซิ่นตีนจกไหมคำผืนงามถูกพันรอบกายอรชร รัดรึงด้วยเข็มขัดทองคำหนักอึ้ง จันทร์ฉายมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาสัมฤทธิ์ ใบหน้าที่งดงามราวรูปปั้นนั้นเรียบเฉย แต่นัยน์ตาโศกกลับซ่อนความดื้อรั้นเอาไว้ลึกสุดหยั่ง
"วันนี้ข้าอยากออกไปดูการหล่อพระพุทธรูปที่วัดต้นเกว๋น" จันทร์ฉายเอ่ยเสียงเรียบ
"แต่วันนี้มีนัดตรวจรับเครื่องบรรณาการจากเมืองข้างเคียงนะเจ้าคะเจ้าหญิง" บัวคำ นางรับใช้คนสนิทท้วงขึ้นด้วยความกังวล
"เรื่องนั้นให้เสนาอำมาตย์จัดการเถิด การสร้างพระประธานคือบุญใหญ่ของบ้านเมือง ข้าในฐานะตัวแทนของเจ้าพ่อควรไปกำกับดูแลด้วยตัวเอง"
นั่นคือข้ออ้างที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่จันทร์ฉายจะนึกได้ เธอต้องการหนีออกจากกรงทองที่หรูหรานี้ แม้เพียงชั่วครู่ก็ยังดี
ที่โรงหล่อพระท้ายวัดต้นเกว๋น บรรยากาศแตกต่างจากในคุ้มหลวงอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมของดอกไม้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นควันไฟขุ่นมัว กลิ่นขี้ผึ้งที่ถูกเคี่ยวจนเดือด และเสียงเคาะค้อนสลับกับเสียงตะไบโลหะที่ดังระงม
จันทร์ฉายในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายที่พรางตาผู้คน เดินเลี่ยงกลุ่มทหารที่ติดตามมาห่างๆ เข้าไปยังส่วนในของโรงหล่อ ที่นั่นเอง... แสงตะวันรำไรที่ส่องลอดหลังคาหญ้าคาลงมา กระทบเข้ากับร่างหนึ่งที่กำลังนั่งสลักลายบนหุ่นขี้ผึ้งอย่างจดจ่อ
คนผู้นั้นไม่ใช่ชายฉกรรจ์เยี่ยงสล่าทั่วไป แต่เป็นหญิงสาวที่มีผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน ผมยาวสลวยถูกม้วยขึ้นเป็นมวยลวกๆ เผยให้เห็นลำคอระหงที่เปื้อนคราบเขม่าดำจางๆ มือที่เรียวบางแต่ดูแข็งแรงกำลังใช้สิ่วด้ามเล็กกรีดกรายลงบนขี้ผึ้งอย่างประณีต ราวกับกำลังร่ายรำบนงานศิลปะ
"ระวังหน่อยพ่อ... ลายกนกตรงพระนลาฏ (หน้าผาก) ต้องอ่อนช้อยกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเวลาหล่อทองออกมา พระพักตร์ท่านจะดูบึ้งตึง"
เสียงนั้นกังวานและอิสระ จนจันทร์ฉายเผลอหยุดหายใจไปชั่วขณะ
"ใครน่ะ?" หญิงสาวผู้นั้นเงยหน้าขึ้นทันควัน ดวงตาคมกล้าดุจเสือป่าสบเข้ากับดวงตาเรียวสวยของเจ้าหญิงที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงา
จันทร์ฉายรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนไปครู่หนึ่ง ความสูงศักดิ์ที่เคยแบกไว้ดูเหมือนจะสลายไปเมื่อสบตาคู่ที่ไม่ได้มองเธอด้วยความเกรงกลัว หรือมองเพราะยศถาบรรดาศักดิ์ แต่มองเธอในฐานะ "คน" คนหนึ่ง
"ข้า... ข้ามาดูการหล่อพระ" จันทร์ฉายตอบตะกุกตะกักพยายามวางท่าที
"ถ้าจะดู ก็อย่าถอยห่างนักสิเจ้า มาดูใกล้ๆ นี่ ลายนี้ข้าเป็นคนปั้นเองกับมือ" หญิงสาวคนนั้นยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สดใสจนม่านหมอกในใจของจันทร์ฉายดูจะจางหายไป "ข้าชื่อ คำแก้ว เป็นลูกสาวสล่าอินถา แล้วเจ้าล่ะ... เป็นคนในคุ้มหรือ?"
จันทร์ฉายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาความร้อนระอุของเตาหลอมและความอิสระที่เธอไม่เคยสัมผัส
"เรียกข้าว่า... จันทร์ ก็พอ"
ภายใต้เสียงค้อนที่กระทบทั่งและเปลวไฟที่โชติช่วง กลิ่นเอื้องที่ติดตัวเจ้าหญิงสูงศักดิ์เริ่มหลอมรวมเข้ากับกลิ่นขี้ผึ้งของลูกสาวช่างหล่อ เป็นจุดเริ่มต้นของบ่วงกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง