Heart Rate ชีพจรหัวใจ
ตอนที่1.One Night Stand
รถอัลพาร์ดหรูแล่นไปตามถนนยามค่ำคืน ได้ยินเสียงเพลง Sweet Child O’ Mine - Guns N’ Roses ดังอยู่ในรถ ภายในห้องโดยสารด้านหลังมีเพียงเสียงหอบหายใจและริมฝีปากที่บดเบียดกันอย่างตะกรุมตะกราม รสชาติของแอลกอฮอล์ผสมผสานกับความปรารถนาดิบเถื่อน มือหนาของ ‘ภูมิ’ สอดเข้าใต้ชายเสื้อ ลูบไล้หน้าท้องแบนราบที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของ ‘รัตน์’ หมอสาวตอบโต้ด้วยการขยำคอเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมของเขาจนยับยู่ยี่
ภูมิหนุ่มหล่อ ผิวขาวสะอาด คิ้วคมเข้ม รัตน์หมอสาวผิวขาว ซ่อนรูป กำลังจูบกันอย่างดูดดื่มอยูในรถ ในขณะที่คนขับรถตั้งใจมองทางข้างหน้า โดยไม่กล้ามองกระจกหลังแม้แต่น้อย
ภาพตัดสลับ... "ชาร์จสองร้อยจูล!" เสียงตวาดสั่งการดังก้องห้องฉุกเฉิน มือที่สวมถุงมือยางกำแพดเดิล (Paddle) เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าแน่น เหงื่อซึมชื้นใต้หมวกคลุมผม "ฉันถอย... คุณถอย... ทุกคนถอย!" "ช็อต!"
ตู้ม!
ร่างบนเตียงกระตุกเฮือกพร้อมเสียงกระแทก... ก่อนจะเลือนหายกลายเป็นภาพเงาสะท้อนบนกระจกใสของผับหรูใจกลางเมือง รัตน์นั่งเหม่อมองออกไปด้านนอก แก้วมาร์ตินี่ในมือเย็นเฉียบ ความรู้สึกหนักอึ้งยังคงกดทับเมื่อนึกถึงคนไข้บาดเจ็บสาหัสที่เสียเลือดมากและมาถึงมือเธอช้าเกินไปจนยื้อไว้ไม่ได้
"แกดูผู้ชายหน้าบาร์ดิ หล่อมาก แบรนด์เนมทั้งตัว" เสียงซุบซิบจากกลุ่มสาวโต๊ะข้างๆ ดึงสติเธอกลับมา "แต่โคตรหยิ่ง ยัยมินนี่เข้าไปขอชนแก้ว โดนปัดตกหน้าแตกกลับมาเลย"
รัตน์ไม่ได้สนใจฟัง เธอถอนหายใจ ลุกขึ้นเดินฝ่าฝูงชนไปที่เคาน์เตอร์บาร์เพื่อสั่งเครื่องดื่มเพิ่มความมึนเมา
“ชัช ขอเหมือนเดิม” รัตน์สั่งบาร์เทนเดอร์ บาร์เทนเดอร์ชงให้เธอทันที
"มาคนเดียวเหรอครับคนสวย ให้ผมเลี้ยง..." ชายแปลกหน้าคนหนึ่งแทรกตัวเข้ามาใกล้
"ไม่ว่างค่ะ รบกวนขยับด้วย บังทาง"
รัตน์ปรายตาขวาง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเย็นชาจนชายคนนั้นหน้าเจื่อนแล้วล่าถอยไปทันที ห่างออกไปไม่กี่ช่วงเก้าอี้ ภูมิที่นั่งจิบวิสกี้เงียบๆ มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านกระจกหลังเคาน์เตอร์บาร์ นัยน์ตาคมกริบประเมินผู้หญิงตรงหน้าและจุดประกายความสนใจขึ้นมาทันที ผู้หญิงคนนี้มีจังหวะความเย่อหยิ่งที่ดึงดูดจนเขาไม่อยากละสายตา
รัตน์ก็เหลือบไปมองที่กระจกเหมือนกัน แม้จะมีขวดเหล้ามากมายวางอยู่แต่ทั้งคู่ก็ได้สบตากันในเสี้ยววิ แล้วรัตน์ก็ลุกไปห้องน้ำ
“แบรนด์เนมทั้งตัว ไม่สนผู้หญิง หรือจะสนผู้ชาย หล่อจนน่าเสียดาย”
รัตน์นึกในใจพร้อมกับเดินหายไปในทางเล็ก ๆ ที่มีป้ายไฟข้างบนเขียนว่า
‘ห้องน้ำหญิง’
ภาพตัดกลับมา... รถอัลพาร์ดเบรกจอดสนิทหน้าคอนโดหรูของรัตน์ ประตูด้านข้างสไลด์เปิดออก ทั้งคู่กึ่งเดินกึ่งกอดรัด นัวเนียกันไปตลอดทางเดินจนถึงหน้าลิฟต์ ภูมิซุกไซ้ซอกคอขาวเนียนขณะรัตน์ล้วงคีย์การ์ดมาแตะปลดล็อคห้อง ทันทีที่ประตูเปิดออก ร่างบางของหมอสาวก็ถูกดันให้แผ่นหลังแนบกับบานประตูที่ปิดลงล็อค ริมฝีปากของภูมิประกบลงมาอีกครั้งอย่างหิวกระหาย... และคราวนี้มันจะไม่จบลงแค่การจูบ
เสื้อผ้าของทั้งสองคนถูกถอดออกที่ละชิ้น ไล่ไปตามทางจนถึงเตียง รัตน์นั่งค่อมอยู่ด้านบน ที่ตัวเหลือแค่บราสีดำที่ตัดกับผิวขาว แสงไฟสีเหลืองที่หัวเตียงยิ่งทำให้เห็นทรวดทรงที่ซ่อนรูปของเธอ เธอก้มลงไปจูบเขา
ภาพตัดมาที่โรงพยาบาล ตอนรัตน์ออกจากห้องฉุกเฉิน ทิ้งถุงมือและหน้ากากอนามัยลงถังขยะ ก่อนเข้าไปในห้องล็อคเกอร์
“เห็นอินเทิร์นที่ไปรับเคสนี้มาบอกว่า รถกู้ภัยโดนขวางเลยทำให้มาถึงช้า เธอจะไปดื่มอีกแล้วใช่มั้ย”
หมอหญิงอีกคนที่มาเปลี่ยนเวรพูดกับเธอ
“อืม…ต้องดื่มหน่อย จะได้นอนหลับ ไปละ”
รัตน์ปิดล็อคเกอร์แล้วเดินออกไป
ที่เคาน์เตอร์บาร์
“ผมขออนุญาตนั่งตรงนี้ได้มั้ยครับ ผมแค่อยากนั่งดื่มเงียบๆ ไม่อยากตอบคำถามผู้ชายหรือผู้หญิงที่เข้ามาถามไม่หยุด และผมสังเกตว่าคุณก็คงเหมือนกัน ถ้าเรานั่งด้วยกัน ปัญหานั้นคงหมดไป”
ภูมิเข้ามาถามรัตน์แล้วรอคำตอบอยู่เงียบ
“เอาสิ” รัตน์ตอบเรียบ ๆ
ภูมินั่งข้างเธอทันที ทั้งคู่นั่งดื่มกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไร
รัตน์กำลังใช้ความคิด
‘เป็นคนมีฐานะ ไม่ใช่พวกนักล่าผู้หญิงตอนกลางคืน คืนนี้จะได้ผ่อนคลายมั้ย มาลองดู’
“อยากไปดื่มต่อเงียบๆมั้ย ห้องฉันอยู่ไม่ไกล”
รัตน์ยื่นแก้วไปพร้อมคำถาม
ภาพตัดกลับมาที่เตียง ทั้งคู่นั่งจูบกันอยู่ ภูมิเอื้อมมือไปปลดบราข้างหลัง แล้งพลิกรัตน์ให้นอนลง แล้วเขาก็ก้มลงไปที่หน้าอกเธอ
‘บ้าจริง เห็นเงียบๆ ทำไมหิวอย่างนี้ ลิ้นเขาหวานจัง ฉันจะไม่ไหวแล้ว’
“อื๊อ…”
รัตน์ดึงหัวเขาออกมาจากหน้าอกเธอ แล้วจูบเขาอีกครั้ง
ใต้ผ้าห่มที่มองดูก็รู้ว่าภูมิกำลังจะยัดบางอย่างเข้าไป เขาหยุดอยู่ปากถ้ำแล้วมองหน้าเธอ เหมือนรอดูว่าเธอจะพร้อมหรือไม่
รัตน์พยักหน้าเล็กน้อย
‘มาเถอะ ฉันจะไม่ไหวแล้ว’
รัตน์ตอนนี้อารมณ์กระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว รัตน์จิกผ้าปูที่นอนจนยับติดมือเธอ
'คับและแน่นจัง'
ภูมิโยกตัวช้า ๆ ก้มลงไปจูบรัตน์
รัตน์จูบตอบ แล้วแหงนหน้าขึ้นด้วยความสยิว พร้อมกับจิกหลังเขาจนเป็นรอยแดง
ภูมิใช้มือทั้งสองข้าง ประกบสอดเข้ากับมือของรัตน์ ขณะกำลังโยกตัว
รัตน์เกร็งมือทั้งสองข้างจนแน่น
จบตอน.
ตอนที่2.ความคิดถึง
แสงแดดอ่อนๆ ทะลุผ่านช่องว่างของผ้าม่านที่ปิดไม่สนิท ภูมิขยับตัว ควานหาสัมผัสนุ่มนวลและไออุ่นที่กอดรัดเขามาทั้งคืน แต่กลับพบเพียงผ้าปูเตียงที่ยับยู่ยี่และที่ว่างเปล่า เขาขมวดคิ้ว ลืมตาขึ้นอย่างเต็มตาก่อนจะยันตัวลุกนั่ง กวาดสายตาไปรอบห้องนอนโทนสีเทาดำที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยจนเกินกว่าจะเป็นห้องของผู้หญิง สายตาของเขาสะดุดเข้ากับกระดาษโพสต์อิทสีเหลืองแผ่นเล็กที่แปะเด่นหราอยู่บนหัวเตียง
ลายมือตวัดๆ แต่อ่านง่ายเขียนข้อความไว้สั้นๆ
‘แค่ One Night Stand ขอให้จบแค่เมื่อคืน และอย่ามาที่นี่อีก’
มุมปากของนักธุรกิจหนุ่มกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน เขาถูกฟันแล้วทิ้ง แถมยังโดนออกคำสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวอีกต่างหาก ปกติเขาเป็นฝ่ายคุมเกมมาตลอด แต่นี่กลับถูกผู้หญิงที่เจอกันแค่คืนเดียวตัดจบเอาดื้อๆ สัมผัสเร่าร้อน รสจูบที่ตอบสนองอย่างไม่ลดละ และเสียงครางกระเส่าของเธอยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ภูมิขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาไม่ใช่คนที่จะมานั่งอาลัยอาวรณ์กับความสัมพันธ์ข้ามคืนอยู่แล้ว
ตัดภาพมาที่ฟิตเนสใกล้โรงพยาบาล รัตน์ในชุดสปอร์ตบราและเลกกิ้งรัดรูปกำลังวิ่งบนลู่ด้วยความเร็วสูง เหงื่อเม็ดโตกราวลงมาตามกรอบหน้าและแผ่นหลัง เธอสับขาอย่างหนักหน่วง ราวกับต้องการใช้การออกกำลังกายขับไล่ฤทธิ์แอลกอฮอล์และความทรงจำบ้าๆ เมื่อคืนออกไปให้หมดจด
ภาพการร่วมเตียงเมื่อคืนยังเข้ามาในหัวรัตน์
‘บ้าจริง ต้องเลิกคิดถึงเรื่องเมื่อคืนได้แล้ว’
รัตน์สบถในใจ เมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองขยุ้มคอเสื้อผู้ชายแปลกหน้า และปล่อยให้เขาซุกไซ้ตั้งแต่หน้าประตูยันเตียงนอน
หลังวิ่งเสร็จจนเหนื่อยหอบ รัตน์ตรงไปอาบน้ำที่ห้องพักแพทย์ในโรงพยาบาล ปล่อยให้น้ำเย็นจัดชะล้างความเหนื่อยล้า เธอเช็ดตัว สวมชุดสครับสีเขียวเข้ม ทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตา รวบผมหางม้าอย่างทะมัดทะแมง รัตน์สูดหายใจลึก ก้าวเข้าสู่การทำงานในรอบเวรเช้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยและเด็ดขาด ทิ้งความเร่าร้อนเมื่อคืนไว้เบื้องหลัง ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
ด้านภูมิ เขาจัดการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม เดินลงมาที่หน้าล็อบบี้คอนโดของรัตน์ รถอัลพาร์ดสีดำคันคุ้นเคยจอดติดเครื่องรออยู่แล้ว ทันทีที่เขาก้าวขึ้นรถและประตูปิดลง เลขาส่วนตัวที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็หันมารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“บอสครับ ท่านประธานเรียกพบด่วนตอนเก้าโมงตรงครับ”
ภูมิพิงศีรษะกับเบาะ นวดขมับที่เริ่มเต้นตุบๆ ภาพความน่าหงุดหงิดเมื่อวานย้อนกลับมาฉายซ้ำในการประชุมบอร์ดบริหาร โปรเจกต์คอนโดมิเนียมเมกะโปรเจกต์มูลค่าหลายพันล้านที่เขาซุ่มทำมาหลายเดือน ถูกบรรดากรรมการบอร์ดตั้งคำถามอย่างหนักถึงความคุ้มค่าและความเสี่ยง และที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ‘ทรงยศ’ ประธานบริษัท—พ่อแท้ๆ ของเขา—เป็นคนเคาะโต๊ะปัดตกโครงการนี้หน้าตาเฉย ความเครียดและความกดดันมหาศาลคือสาเหตุที่ทำให้เขาไปนั่งดื่มที่ผับ จนกระทั่งได้สบตากับผู้หญิงคนนั้น
เมื่อถึงบริษัท ภูมิแวะอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดสูทสีกรมท่าสุดเนี้ยบที่ห้องพักส่วนตัวในออฟฟิศ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปในห้องทำงานของประธานบริษัท
“โครงการของแก... แกไม่ต้องทำให้ฉันเชื่อ แต่แกต้องทำให้บอร์ดเชื่อ!”
ทรงยศเอ่ยขึ้นทันทีโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากเอกสาร
“แกรีบร้อนเกินไปภูมิ! ที่ดินยังกว้านซื้อไม่ครบ ก็รีบเอามานำเสนอหน้าสลอน ถ้าบอร์ดอนุมัติให้เริ่มก่อสร้าง แล้วไอ้ที่ดินตรงกลางเกิดไม่ยอมขายขึ้นมา หรือฉวยโอกาสโก่งราคาเป็นสิบเท่า งบจะบานปลายแค่ไหน แกคิดเผื่อไว้หรือยัง!”
ภูมิยืนนิ่งรับฟังอย่างจำยอม เหตุผลของพ่อถูกต้องทุกอย่าง เขาประเมินความเสี่ยงต่ำไป สรุปภารกิจแก้ไขสถานการณ์คือ เขาต้องไปจัดการเจรจากว้านซื้อที่ดินที่เหลืออีก 3 แปลงให้จบก่อนจะนำเสนอโปรเจกต์นี้เข้าที่ประชุมบอร์ดอีกครั้งในเดือนหน้า แปลงอื่นไม่น่ามีปัญหาเพราะพูดคุยกันไว้บ้างแล้ว แต่ปัญหาใหญ่คือ ‘แปลงสุดท้าย’
มันคือที่ดินขนาดหนึ่งไร่ครึ่งที่ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของโครงการพอดิบพอดี เจ้าของคือ ‘ตาชื่น’ ชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าที่ไม่ยอมขายที่ดินเด็ดขาด ไม่ว่าจะเสนอเงินให้กี่สิบล้านก็ตาม ภูมิเคยส่งคนไปเจรจาหลายรอบ แต่ก็โดนไล่ตะเพิดกลับมาทุกครั้ง
ช่วงบ่าย ภูมิลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เขาเดินทางไปที่บ้านของตาชื่นพร้อมกระเช้าผลไม้ บ้านไม้หลังเก่าคร่ำคร่าร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ตัดกับตึกสูงระฟ้าที่รายล้อม ภูมิพยายามใช้วาทศิลป์เจรจาหว่านล้อม เสนอตัวเลขที่สูงลิ่วจนสามารถไปซื้อคฤหาสน์หรูอยู่ได้อย่างสบายๆ แต่คำตอบที่ได้รับก็ยังคงเดิม
“ให้ร้อยล้านพันล้าน ข้าก็ไม่ขาย!”
ตาชื่นตวาดเสียงกร้าว
“บ้านหลังนี้ข้าสร้างมากับมือ เป็นเรือนหอของข้ากับยายแม้น ใต้ต้นจามจุรีนั่นก็เป็นที่ฝังกระดูกของเมียข้า ข้าลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะอยู่เฝ้ายายแม้น และจะตายที่นี่!”
การเจรจาล้มเหลวไม่เป็นท่า ภูมิกลับมาขึ้นรถด้วยความหงุดหงิดพลุ่งพล่าน เขาไม่เข้าใจตรรกะของชายชรา การยึดติดกับอดีตจนยอมทิ้งเงินมหาศาลเป็นเรื่องที่นักธุรกิจอย่างเขามองว่าไร้สาระ
เวลาล่วงเลยจนถึงค่ำ ภูมิสั่งให้คนขับรถไปส่งที่ผับเดิม ความเครียดจากงานผสมปนเปกับความปรารถนาลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ เขาเดินเข้าไปในร้าน กวาดสายตามองหาผู้หญิงหน้าหมวย รูปร่างปราดเปรียวคนนั้น แต่ไม่ว่าจะมองหามุมไหนก็ไร้เงาของเธอ ภูมิสั่งวิสกี้มาดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า หวังจะให้แอลกอฮอล์ช่วยดับความรุ่มร้อนในใจ แต่มันกลับยิ่งกระพือให้ภาพของเธอชัดเจนขึ้น
ผิวเนียนละเอียดที่ชื้นเหงื่อ ริมฝีปากที่เผยอครางเรียกชื่อเขาตอนที่เขาขยับตัวเข้าหาอย่างหนักหน่วง...
ภูมิกระดกเหล้าเข้าปากจนหมดแก้ว ก่อนจะกระแทกแก้วลงบนโต๊ะ เขาลุกขึ้นยืน เซเล็กน้อยเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปมากเกินปกติ คืนนี้เขาคงต้องกลับไปนอนกอดความว่างเปล่าอีกครั้ง พร้อมกับคำถามที่ค้างคาใจ... ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่
ตอนที่ 3 : โลกกลม
บ่ายวันถัดมา ภูมิมายืนอยู่หน้าบ้านไม้หลังเก่าของตาชื่นอีกครั้ง เขาไม่ได้มามือเปล่า แต่หิ้วกระเช้ารังนกและผลไม้นำเข้าเกรดพรีเมียมมาด้วย หวังจะใช้ความอ่อนน้อมเข้าสู้เผื่อชายชราจะใจอ่อนยอมเปิดช่องว่างให้เจรจาบ้าง
“ตาชื่นครับ ผมภูมิเอง ขอเข้าไปคุยด้วยแป๊บเดียวนะครับ”
ภูมิส่งเสียงเรียกพลางผลักประตูรั้วไม้ที่แง้มอยู่เข้าไป
ภาพที่เห็นทำเอาชายหนุ่มทิ้งกระเช้าในมือทันที ตาชื่นล้มฟุบอยู่ข้างแปลงปลูกต้นไม้ มือเหี่ยวย่นกำแน่นที่หน้าอกซ้าย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและหอบหายใจรวยริน
“ตา! ตาชื่น!”
ภูมิถลันเข้าไปประคองร่างที่สั่นเทาของชายชรา
“รถ! เอารถเข้ามารับเดี๋ยวนี้!”
เขาตะโกนสั่งคนขับรถและเลขาที่รออยู่ด้านนอกเสียงลั่น
ภูมิอุ้มร่างของตาชื่นขึ้นรถอัลพาร์ดอย่างทุลักทุเล
“ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เหยียบมิดเลย ไม่ต้องกลัวโดนจับ!”
รถหรูพุ่งทะยานฝ่าการจราจรด้วยความเร็วสูงสุด ภูมิคอยเช็กชีพจรที่อ่อนลงเรื่อยๆ ของตาชื่นด้วยใจที่เต้นระทึก เขาเป็นนักธุรกิจที่เห็นผลกำไรเป็นหลักก็จริง แต่เขาก็ไม่ใช่คนเลือดเย็นที่จะทนมองคนตายต่อหน้าต่อตาได้
เพียงสิบห้านาที รถอัลพาร์ดก็เบรกเอี๊ยดจอดเทียบหน้าทางเข้าห้องฉุกเฉิน (ER) บุรุษพยาบาลเข็นเตียงเข้ามารับตัวตาชื่นอย่างรวดเร็ว ภูมิวิ่งตามเข้าไปจนถึงหน้าประตูโซนพื้นที่สีแดง (Red Zone) ก่อนจะถูกพยาบาลกันตัวไว้ด้านนอก
“ญาติรอหน้าห้องก่อนนะคะ!”
ภูมิทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พักคอย เสยผมที่ปรกหน้าอย่างหัวเสีย เสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมยับยู่ยี่และมีรอยเปื้อนดินจากการอุ้มตาชื่น เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งให้เลขาไปเช็กประวัติสุขภาพและติดต่อญาติของตาชื่นให้เร็วที่สุด
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกพร้อมกับร่างของแพทย์เวรในชุดสครับสีเขียวเข้มที่เดินตรงมาหาเขา
“คุณคือคนที่พาผู้ป่วยชื่อตาชื่นมาส่งใช่ไหมคะ”
น้ำเสียงเรียบนิ่งและคุ้นหูอย่างประหลาดทำให้ภูมิที่ก้มหน้าดูจอโทรศัพท์ต้องรีบเงยหน้าขึ้นมอง วินาทีนั้น โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน
ดวงตากลมโตที่เคยฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และแรงอารมณ์ ตอนนี้กลับนิ่งสนิทและเฉียบขาด ริมฝีปากบางที่เขาเคยบดจูบอย่างบ้าคลั่งกำลังเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าเขาชัดๆ
หมอรัตน์... ผู้หญิงที่ทิ้งโพสต์อิทไล่เขาเมื่อเช้า ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในฐานะหมอเจ้าของไข้
รัตน์ชะงักไปเสี้ยววินาที ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เธอซ่อนมือที่เริ่มสั่นไว้ในกระเป๋าเสื้อกาวน์
“คนไข้อาการปลอดภัยแล้วค่ะ”
รัตน์เริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ
“เป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โชคดีที่คุณพามาส่งทันเวลา ตอนนี้เราให้ยาละลายลิ่มเลือด และเตรียมส่งตัวขึ้นไปสังเกตอาการที่หอผู้ป่วยวิกฤต (CCU) ค่ะ”
ภูมิยืนขึ้นเต็มความสูง เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิดจนได้กลิ่นสบู่ผสมกลิ่นแอลกอฮอล์ล้างมือจางๆ จากตัวเธอ... กลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนตัวเขาเมื่อคืนก่อน
“ขอบคุณครับ... คุณหมอ”
ภูมิเน้นคำท้ายพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก สายตาคมกริบของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างจงใจสื่อความหมาย
“โลกกลมจังเลยนะครับ ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่... ในสภาพนี้”
รัตน์เชิดหน้าขึ้น ไม่หลบสายตา
“หมอก็ไม่คิดเหมือนกันค่ะว่าจะเจอ ‘คนรู้จัก’ ที่นี่... ถ้าคุณไม่ใช่ญาติ รบกวนติดต่อญาติสายตรงให้มาเซ็นเอกสารยินยอมการรักษาด้วยนะคะ ขอตัวค่ะ”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องฉุกเฉินไปทันที ทิ้งให้ภูมิมองตามแผ่นหลังบางนั้นด้วยสายตาที่ลุกโชนไปด้วยความสนใจที่มากกว่าเดิม
ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่วันไนต์สแตนด์ธรรมดาซะแล้ว... และเขาจะไม่ยอมให้มันจบลงแค่คืนเดียวอย่างที่เธอเขียนสั่งไว้แน่นอน
ภาพตอนอยู่ในลิฟท์ ทั้งคู่กำลังจูบกัน เสียงลิฟท์ก็ดัง
“ติ๊ง!”
ถึงชั้นที่กดไว้แล้ว
“ฉันชื่อรัตน์ คุณชื่ออะไร” รัตน์ถามเขา
“ภูมิ เรียกผมว่าภูมิ” เขาบอกขณะที่รัตน์เดินนำไปที่ห้อง
ที่โรงพยาบาล หลังรัตน์เดินไป ภูมิถามพยาบาล
“คุณหมอรัตน์ใช่มั้ยครับ หมอเจ้าของไข้ ผมจะได้บอกญาติคุณตาถูกถ้าเขามา”
“ค่ะ ใช่ค่ะ” พยาบาลตอบก่อนเดินจากไป
“เธอไม่ได้โกหกเรื่องชื่อเธอ”
ภูมิคิด พร้อมมีรอยยิ้มเผยออกมา