“โอ๊ย” คนที่มัวแต่มองสำรวจไปรอบ ๆ จนไม่ทันระวังชนเข้ากับแผ่นหลังหนาที่แข็งเพราะกล้ามเนื้อมัดของคิณทร์ณภัทรร้องออกมาด้วยความเจ็บเล็กน้อย มือเรียวเล็กจับลงที่หน้าผากของตัวเองเพื่อลดอาการเจ็บ
“ซุ่มซ่าม”
“ใครใช่ให้หยุดไม่บอกกันก่อนล่ะคะ”
“โทษฉันอีก” เกรซลินได้แต่ก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิดทันทีเพราะเรื่องนี้เธอเป็นคนผิดจริง ๆ
“ไม่ได้โทษ”
‘เกรซกลับไปบ้านยังครับ ผมโทรหาเธอเท่าไหร่ก็ไม่ยอมรับเลยครับ แต่ส่งข้อความมาบอกว่ากลับบ้านไปแล้ว’ เสียงที่แสนคุ้นเคยเรียกสายตาของเกรซลินให้หันไปมองในทันที หญิงสาวตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าเพชรเพิ่งเดินออกมาจากลิฟต์ ซึ่งตอนนี้เธอยืนอยู่กลางโรงแรมเลย
ตาย ๆ ตายแน่ ๆ
เกรซลินมองซ้ายมองขวาอย่างกังวลใจ ก่อนจะจับให้คิณทร์ณภัทรเดินตามตัวเองมานั่งลงที่ที่โซฟารับรอง เธอให้ชายหนุ่มนั่งหันหน้ามามองตัวเองก่อนมุดหน้าหลบไปกับแผงอกของอีกฝ่าย
ซึ่งชายหนุ่มที่เห็นการกระทำของเกรซลินไม่เพียงไม่ว่าเธอ แต่ยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขายกยิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อยด้วยความเอ็นดูในความน่ารักของหญิงสาว แม้ว่าเธอจะพยายามใช้เขาเป็นโล่กำบังก็เถอะ
“หัวเราะอะไรของคุณ”
“หัวเราะเธอไง ทำเหมือนกำลังคบชู้อย่างไงอย่างนั้น”
“มันตลกตรงไหนเนี่ย” เกรซลินยังคงมองใบหน้าคมอย่างไม่พอใจ
“…”
“นี่จะไปไหน” เกรซลินเรียกคนที่อยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นยืนก่อนเตรียมเดินออกไปจากโรงแรม
“ไปตามคู่หมั้นมาให้เธอไง”
“จะบ้าเหรอ...อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ” เกรซลินไม่เพียงแต่เอ่ยเท่านั้นเพราะเธอยังวิ่งตามอีกฝ่ายไปด้วยความร้อนใจ แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับหยุดเดินกะทันหันทำให้ร่างบางชนเข้ากับแผ่นหลังของชายหนุ่มอีกครั้ง
“โอ๊ย...บ้าจริง จะหยุดทำไมไม่บอก”
“แล้วทำไมไม่มองทาง” เกรซลินทำได้เพียงแค่ย่นจมูกใส่คิณทร์ณภัทร ซึ่งชายหนุ่มไม่มองมาทางเธอเลยแม้แต่น้อย นอกจากเดินตรงไปที่รถที่เจ้าหน้าที่ของโรงแรมพาเข้ามาจอด
“บ้านเธออยู่ไหน” คิณทร์ณภัทรที่ขับรถออกมาจากตัวโรงแรมได้สักพักเอ่ยถามคนที่เอาแต่นั่งนิ่งราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ภายในใจ
“อยู่ที่...แต่คุณไม่ต้องไปส่งถึงบ้านนะ แค่ทางเข้าก็พอ”
“อืม”
.
.
คิณทร์ณภัทรใช้เวลาเพียงไม่นานก็ขับรถมาส่งเกรซลินตรงทางเข้าซอยบ้านตามที่หญิงสาวบอกเขาเอาไว้ก่อนหน้านี้
“ขอบคุณมากนะคะ” เกรซลินหันไปมองใบหน้าเรียบนิ่งจนดูน่าเกรงขามของคิณทร์ณภัทรก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหม่า
“ไม่ต้องขอบคุณ ที่ฉันมาส่งเพราะแค่อยากรู้บ้านเอาไว้ เผื่อเธอเบี้ยว” คำพูดของคิณทร์ณภัทรทำเอาเกรซลินแทบอย่าจะมุดหน้าหนี
คนอะไรปากร้ายได้ตลอดเวลาขนาดนี้ ทำเหมือนไม่สนใจ แต่พูดให้เธอรับผิดชอบไม่หยุด
“ค่ะ” เกรซลินพูดก่อนลงจากรถ เธอเดินเข้าไปภายในซอยอย่างอารมณ์ไม่ดี อีกทั้งตอนนี้ก็มีเรื่องให้หนักใจไม่หยุด
ส่วนทางด้านของคิณทร์ณภัทร
ชายหนุ่มไม่ได้ขับรถออกไปแต่อย่างใด เขายังคงจอดมองร่างระหงเดินเข้าไปภายในซอย ใบหน้าที่แสนเย็นชาของชายหนุ่มในเวลานี้กลับกระตุกยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ให้คนไปสืบเรื่องของเกรซลินให้ฉันหน่อย” คิณทร์ณภัทรกดโทรศัพท์โทรหาใครบางคน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา สายตาที่ไม่บ่งบอกความคิดของเขายังคงมองตรงไปยังร่างระหงอย่างไม่ละสายตา
.
.
.
ทางด้านของเกรซลินตอนนี้หญิงสาวได้แต่ภาวนาของให้เพชรอย่ามาที่บ้าน เพราะไม่อย่างนั้นสิ่งที่เธอโกหกเอาไว้ก่อนหน้านี้ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแน่ ๆ ด้วยเพราะเธอเป็นเพียงลูกสาวบุญธรรมของบ้านเท่านั้น การหมั้นของเธอกับเพชรก็เป็นเพียงการแสดงความกตัญญู
“พี่เกรซ พี่ไปไหนมา รู้ไหมว่าพี่เพชรมาหาพี่ที่นี่” เกวลินที่เดินไปเดินมาตรงหน้าบ้านอย่างร้อนใจ เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าพี่สาวของตนเองเดินเข้ามาภายในบ้าน
“เมื่อวานพี่เมาเลยไปนอนกับเพื่อนมา ว่าแต่เราเถอะมายืนทำไมตรงนี้”
“ก็พี่เพชรมาเมื่อกี้นี้” คำพูดของเกวลินทำเอาเกรซลินถึงกับหน้าถอดสีด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นตนเองลงจากรถของคิณทร์ณภัทร
“ไม่ต้องมองหาแล้วค่ะ เขากลับไปแล้ว หนูบอกว่าพี่หลับอยู่เลยไม่ให้กวน”
“ขอบใจนะ” เกรซลินเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้ว่าหลังจากเกวลินจะกลับมาที่บ้านแล้วทำให้พ่อแม้บุญธรรมของเธอดูห่างเหินกับเธอ แต่น้องสาวอย่างเกวลินกลับดีกลับเธอมาตลอด
“ว่าแต่เมื่อวานนี้พี่ไปนอนกับเพื่อนมาจริง ๆ เหรอ ทำไมพี่เพชร เขาถึงบอกว่าพี่ไปนอนที่โรงแรมของเขา”
“เมื่อวานนี้พี่เมา เพื่อนเลยพากลับ แต่พี่ไม่อยากให้พี่เพชรรู้เดี๋ยวจะเป็นเรื่องเอาได้” แม้ว่าคำโกหกของหญิงสาวจะไม่สมจริงเอาเสียเลย แต่น้องสาวอย่างเกวลินก็พยักหน้ารับอย่างไม่คิดถามเซ้าซี้
“ช่างมันเถอะค่ะ เข้าบ้านกันดีกว่า” เกวลินเดินเข้ามาสวมแขนของพี่สาวก่อนออกแรงรั้งให้เธอเดินเข้าไปภายในบ้าน
.
.
.
หลังจากคิณทร์ณภัทรไปส่งเกรซลินเสร็จ ชายหนุ่มก็ขับรถมุ่งหน้ากลับมายังบ้านที่เขาไม่ได้มานานถึง 4 ปี นับแต่วันที่ถูกส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ
“นายท่าน” คนสนิทของคิณทร์ณภัทรเดินเข้ามาหาผู้เป็นนายก่อนก้มศีรษะลงเพื่อแสดงความเคารพอีกฝ่าย แม้ว่าเขาจะโตว่าอีกฝ่ายเกือบ 10 ปี แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของอีกฝ่ายทำให้ทุกคนต่างพากันเกรงกลัวโดยไม่สนใจเรื่องอายุ
“…” คิณทร์ณภัทรปรายตามองอีกฝ่ายเพียงเล็กน้อย ก่อนก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน
“มาได้แล้วเหรอไอ้ตัวดี” เสียงทุ้มแหบของชายชราในวัย 70 กว่าปีอย่าง ราเมนทร์ ปู่ของคิณทร์ณภัทรเอ่ยทักทายหลานชายเพียงคนเดียวของตนเองด้วยความโกรธ
ด้วยเพราะหลายชายของเขาเดินทางกลับมาถึงตั้งแต่เมื่อวานช่วงบ่าย แต่กลับไม่ยอมกลับมาที่บ้าน ไม่รู้ว่าไปหมกตัวอยู่ที่ไหน
“ครับคุณปู่”
“แกยังจำได้อีกเหรอว่าฉันเป็นปู่แก” คำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของบ้านหลังนี้รู้สึกเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ให้ผมกลับมาที่นี่มีอะไรเหรอครับ”
“หึ...ฉันเรียกแกกลับมา มันต้องมีเหตุผลด้วยใช่ไหม”
“ก็เหมือนตอนที่ปู่ไล่ผมไปไง ยังมีเหตุผลเลย”
“ไอ้คิณทร์ เก่งขึ้นแล้วนิ”
“ยังไม่เท่าปู่หรอก ขนาดหลานแท้ ๆ ยังส่งไปตายเอาดาบหน้าได้เลย ถ้าไม่มีอะไรผมขอตัว”
“นั่นแกจะไปไหน”
“กลับบ้าน” บ้านที่คิณทร์ณภัทรพูดถึงคือบ้านของพ่อและแม่เขา แม้ว่าเขาจะเติบโตมากับปู่ของเขา แต่คิณทร์ณภัทรไม่เคยลืมเลยว่าบ้านของเขาจริง ๆ คือบ้านพ่อกับแม่ของเขา
“รั้น แกมันรั้นเหมือนพ่อแก” คิณทร์ณภัทรไม่สนใจแม้คำพูดของอีกฝ่าย เขายังคงเดินออกจากบ้าน ทิ้งให้ราเมนทร์ได้แต่มองตามด้วยความโมโห