ตอนที่ 11
ซ่งซูฮวามองลูกสาวอย่างไม่สบายใจ เธอก็ไม่เข้าใจเหมือกันว่าทำไมสามีถึงตัดสินใจเช่นนั้น
นึกถึงลูกสาวที่ต้องไปใช้ชีวิตในเซี่ยงไฮ้ ความเป็นอยู่และการเรียนก็คงลำบากไม่น้อย จึงมีความรู้สึกเห็นใจทั้งเรื่องการเรียน และความรัก
ใช่แล้ว ซ่งซูฮวาไม่ได้คิดผิด การเรียนของเหอซูเมิ่งลำบากมากจริงๆ และสถาบันเรียนที่เซี่ยงไฮ้ของทั้งสอง ก็คือมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้อย่างที่ทุกคนทราบ
แต่ถ้าเข้าใจในระดับนักศึกษาด้วยกันจะรู้ว่าที่เซี่ยงไฮ้มหาลัยที่ถูกจัดลำดับในเทียร์เดียวกับที่มหาลัยปักกิ่งคือ มหาวิทยาลัยฟูตันอันโด่งดัง
แต่ชาวเมืองทั่วไปต่างไม่เข้าใจอยู่แล้ว และทั้งสองก็ไม่ได้อยากจะแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ด้วย
หากแต่การเรียนที่ยากลำบากนั้นคือเรื่องจริง
เหอซูเมิ่งแท้จริงก็ไม่ใช่คนที่เรียนเก่งมีความสามารถอะไร ที่สามารถเรียนมอปลายจนมีผลการเรียนดี และสอบเข้ามหาลัยได้เป็นเพราะอาศัยความทรงจำให้อดีตชาติทั้งนั้น
เมื่อได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยสมใจ แต่ความรู้ที่ต้องใช้ในปีหนึ่งนั้นเธอกลับว่างเปล่า ทำให้เธอมีความรู้สึกลำบากในการเรียนของเด็กปีหนึ่งทั้งหมด
แต่เมื่อคิดได้ว่าเธอมีกงลู่เจ๋อแล้วคงไม่เป็นไร
เธอที่ย้อนอดีตมาได้แบบนี้ รู้ดีว่าอนาคตของกงลู่เจ๋อจะต้องสดใส จะยินยอมให้พ่อบงการเช่นเมื่อก่อนย่อมเป็นไปไม่ได้
“แกก็ใช้เงินประหยัดๆหน่อย อย่าได้ฟุ้งเฟ้อแบบคนในเมืองใหญ่มากนัก”
กงลั่วหยางบ่นลูกชายที่มาขอเงินเพราะอีกไม่กี่วันต้องนั่งรถไฟกลับไปเรียนที่เซี่ยงไฮ้อย่างโมโห เขาที่ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐในสำนักอุตสาหกรรมทองแดง สะสมเส้นสายและเก็บใต้โต๊ะได้เรื่อยมา ต้องมาเจอตอจนได้
สุดท้ายกงลั่วหยางถูกเด้งไปอยู่เป็นหัวหน้าแผนกคนหนึ่งในไปรษณีย์ เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงการสื่อสารแห่งประเทศ เรียกว่าข้ามกระทรวงเลยทีเดียว
ทำให้เขาไร้เส้นสายและต้องเริ่มทุกอย่างใหม่อย่างหงุดหงิด แม้ชามข้าวเหล็ก[1]ถ้วยนี้จะไม่มีวันแตก แต่การถูกโยกย้ายแบบนี้ก็ทำให้เขาถูกลดเงินเดือน และเสียเกียรติอย่างมาก
“พ่อมีแค่นี้ เอาไปก่อน”
กงลั่วหยางควักเงินไปเกือบพันหยวนก็แทบหมดกระเป๋าเขาแล้ว
“ขอบคุณครับพ่อ ที่ทำงานมีปัญหาหรือครับ”
กงลู่เจ๋อนับเงินอย่างพอใจ แต่ไม่วายถามหาสาเหตุที่ทำให้พ่อเขาดูหงุดหงิดกว่าทุกวัน
“ก็มีไอ้เด็กเมืองหลวงนั่นน่ะสิ แค่ให้มันต้องเพิ่มเงินนิดหน่อยทำเป็นฟ้องแม่”
กงลั่วหยางที่ก็ไม่อาจเล่าความผิดตัวเองออกไปได้ จึงโทษเซียวเซินแทน
“ทำไม่ต้องกลัวมันด้วยละพ่อ ถ้ามันไม่ยอมจ่ายเราก็ไม่ต้องดำเนินการให้”
กงลู่เจ๋อบอกอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ก็แม่มันคือลูกสาวของเลขาธิการพรรคฯ แกกล้าไม่ดำเนินการไหมละ เหอะ ต่อหน้าทำตัวติดดิน ลับหลังคงใส่ไฟฉันจนเป็นจุลหมดแล้ว
ต่อไปพ่อต้องไปอยู่ไปรษณีย์ แกก็ต้องใจเรียนให้มากๆ จะได้เป็นหน้าเป็นตาให้พ่อได้”
กงลั่วหยางบ่นรวดเดียว ลามไปถึงเรื่องการเรียนของลูกชาย ที่เขายินยอมเพราะมีลูกชายสอบติดมหาลัยที่เซี่ยงไฮ้ได้ ขอแค่เรียนจบเขาจะปูทางฝั่งนี้ให้ดีก็พอ
“ครับ”
กงลู่เจ๋อรับคำอย่างมึนงง ตลอดชีวิตในอิงถานของการเป็นลูกชายข้าราชการในสำนักอุตสาหกรรมทองแดงแม้ว่าไม่รวยมากแต่ก็นับว่ามีหน้ามีตาไม่น้อย
แต่พอรู้ว่ามีชายหนุ่มที่ร่ำรวยกว่าไม่พอยังมีรากฐานเส้นสายที่น่ากลัว ขนาดทำให้พ่อเขาต้องถูกสั่งย้ายได้ จึงรู้สึกเกรงกลัวไม่น้อย
เด็กหนุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าฟ้องแม่นั้นตอนนี้กำลังยืนรอหญิงสาวในดวงใจหน้าสถานีรถไฟตั้งแต่เช้าตรู่
หากเซียวเซินมาได้ยินคำพูดของกงลั่วหยางแล้วละก็ นอกจากหัวเราะใส่อย่างไม่สนใจแล้ว ก็คงมีแต่ความสมเพชให้เท่านั้น
ธุรกิจที่บ้านเขาเป็นระบบในเครือ ถึงแม้เขาจะได้นั่งตำแหน่งประธานบริหารของบริษัทอุตสาหกรรมเป้ยจิงเซียวต๋า ที่บ้านก็ยังมีธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับอสังหาฯเป็นหลักอีกหลายบริษัท นอกจากปักกิ่งยังมี บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และเชินเจิ้น อีกด้วย
ดังนั้นการที่เขามาอิงถานแล้วยังไม่สำเร็จลุล่วงตลอดสองสัปดาห์นั้นอย่างไรก็ต้องรายงานขึ้นไปให้คณะกรรมการ และบอร์ดทั้งหลายได้รับทราบ
เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องถึงหูคุณนายเซียวด้วยซ้ำ
เป้ยจิงเซียวต๋าได้สิทธิ์ในการซื้อเหมืองแห่งนั้นเป็นเรื่องที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลกลาง เมื่อมีเจ้าโง่คนหนึ่งอยากโชว์ขนาดนั้น ทุกคนก็พร้อมจะจัดการเจ้าพนักงานรัฐจอมละโมบนี้อย่างไม่ยากเย็น
“พี่ชายเซียว”
อวี่จือหลินมองหาชายหนุ่มไม่ยากเย็นนัก ด้วยเสื้อแจ็คเก็ตหนังทันสมัย ทับเสื้อยืดขาวให้ความรู้สึกแคชชวลที่ไม่เป็นทางการ แต่ดูเท่สมาร์ท กับกางเกงสแล็กสีดำและรองเท้าผ้าใบขาวอวดความสูงโปร่งของรูปร่าง
แค่เอาตั๋วรถไฟมาให้ต้องดูดีขนาดนี้เลยหรือ
อวี่จือหลินมองแล้วรีบเก็บสายตาชื่นชมกลับมาทันที เมื่อสบตากับคนเจ้าเล่ห์ที่มองการถูกสำรวจจากเธออย่างภาคภูมิใจ
“ไปกันเถอะ”
เซียวเซินรอหญิงสาวล็อคจักรยานเรียบร้อยแล้วเดินนำเข้าไปในสถานีรถไฟ
“ไปไหนเหรอคะ”
เป็นอวี่จือหลินที่ถามออกมาอย่างโง่งมอย่างหาได้ยาก
“ก็ไปสือซือน่ะสิ”
เซียวเซินมองความเด๋อด๋านั่นอย่างเอ็นดู ให้ตายเถอะเขารู้สึกว่าสามารถมองการเปลี่ยนสีหน้าของหญิงสาวได้เรื่อยๆอย่างไม่มีเบื่อ
“อ๋อ ค่ะ” …“เอ๊ะ ไม่ใช่สิ”
อวี่จือหลินพยักหน้าเข้าใจ ก่อนคิดได้ว่าแล้วทำไมเขาต้องขึ้นรถไฟมากับเธอด้วย
“ไปด้วยกันเถอะ ฉันเป็นห่วงเธอ”
ฉันเป็นห่วงเธอ
ห่วงเธอ
…ห่วง
…เธอ
เหมือนเป็นเสียงเอคโค่อยู่ในหัวของอวี่จ่งจนต้องยืนเอ๋ออยู่พักหนึ่ง จนมีผู้โดยสารท่านอื่นเร่งให้รีบเข้าไปเพราะเกะกะทางเดิน
[1] ชามข้าวเหล็ก อ้างถึงอาชีพที่มีการรับประกันความมั่นคงในการทำงานตลอดจนรายได้และผลประโยชน์ที่มั่นคง มีแต่เข้าไม่มีไล่ออก ในจีนหมายถึงงานของภาครัฐทั้งหมด
ติชมอย่างสุภาพ ขอคอมเม้นท์ และกำลังใจ ด้วยนะคะ