บทที่ 1 ไอรัก
ปิ๊บๆ
เสียงสั่นเบาๆ พร้อมกับเสียงร้องทำให้เจ้าของสมาร์ตโฟนสีดำบางเฉียบต้องพลิกหน้าจอพินิจว่า ใครกันโทรมารบกวน รอยยิ้มได้ถูกแต้มขึ้นทันทีที่เห็นรายชื่อปรากฏ มือยกขึ้นหยุดการประชุมการออกแบบให้กับลูกค้ารายใหญ่เพื่อรับสายสำคัญ
“ป๋า”
“ว่าไงไอ้เปี๊ยก”
เสียงเรียกทำให้หัวใจของคนฟังเต้นไว รอยยิ้มกว้างกว่าเดิม ลำตัวขยับลุกจากเก้าอี้หนังพร้อมทั้งเดินออกจากห้องประชุมเพื่อพูดคุยธุระกับคนสำคัญ
“โธ่ป๋า ผมอายุยี่สิบสองแล้วนะ หยุดเรียกผมว่าไอ้เปี๊ยกเสียที” ด้านปลายสายนั้นมิวายบ่นอุบ ผ่านมานานแล้วแต่บิดาของเขาก็ยังไม่เลิกเรียกตนว่าไอ้เปี๊ยกเสียที ตอนนี้ตนโตเป็นหนุ่มที่อีกเพียงหนึ่งปีก็จะก้าวเข้าสู่วัยทำงานแล้ว
“ถ้าเลิกเป็นลูกป๋า ป๋าจะหยุดเรียก” ส่วนชายที่อยู่ในชุดสูทสีดำเรียบหรูอย่างอธิษฐ์เอ่ยเสียงเข้ม เขาไม่มีทางหยุดเรียกลูกชายว่าไอ้เปี๊ยกได้ เพราะไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนอนณยังดูเป็นเด็กตัวเล็กๆ สำหรับตนเสมอ เพียงมีสิ่งทำให้หัวใจเกิดความสงสัยยามไม่มีเสียงโต้ตอบกลับ
ลมหายใจของอนณระอุร้อน แถมถอนหายใจเฮือกอย่างกังวล นั่นกำลังทำให้นักธุรกิจใหญ่สงสัยใคร่รู้ เพราะปกติแล้วอนณจะเป็นเด็กร่าเริง พูดเก่ง แต่ทำไมวันนี้ดูเงียบไป ใบหน้าเริ่มมีความกังวล ก่อนร้องถามเสียงเข้ม
“วันนี้ลูกป๋าเป็นอะไรไปหรือเปล่า แล้วตอนนี้อยู่ไหน”
“ผมอยู่บ้านครับ” อนณตอบสั้นๆ ใบหน้ากำลังมีความหนักใจ ก่อนจะได้ยินอีกประโยคตามมา
“อยู่กับยัยตัวเล็กหรือไง” น้ำเสียงในประโยคนี้เบาลงแฝงไปด้วยความอบอุ่น เพียงใบหน้าวางเรียบ โดยไม่แน่ใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับบุตรชายหรือเปล่า พานให้ห่วงไปถึงคนคนหนึ่งที่มีความสำคัญต่ออนณเป็นอย่างมาก เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ดูบอบบางราวกับแผ่นกระดาษ
“ครับแล้วป๋าอยู่ไหน”
“ป๋าอยู่ออฟฟิศกำลังประชุมกับลูกน้องอยู่นณกำลังมีปัญหาใช่ไหม” อธิษฐ์หัวใจร้อนขึ้นเพราะบุตรชายเป็นเสมือนแก้วตา เป็นลมหายใจและเป็นชีวิตที่เขาจะดูแลเป็นอย่างดี
“ครับ ผมมีปัญหา ป๋าช่วยกลับมาหาผมที่บ้านได้ไหม” สองเท้าของอนณกำลังก้าววนเวียนไปมา ตอนกลับมาถึงบ้านคิดว่าจะได้พบกับคนเป็นพ่อ ในเวลานี้จึงรู้สึกเจียนจะบ้าพร้อมอยากเจอหน้าบิดาโดยไว เขาหวั่นเกรงว่า ใครคนหนึ่งจะทนไม่ไหว
“เดี๋ยวป๋าจะรีบไป รอไม่ถึงสิบนาที”
เรื่องของบุตรชายสำคัญต่ออธิษฐ์เสมอ เพียงเขาต้องเดินกลับเข้าไปในห้องประชุมด้านในที่มีลูกน้องนั่งรออยู่จำนวนห้าคนพร้อมทั้งเอ่ยบอกว่ามีเหตุจำเป็นต้องยุติการประชุม แม้การประชุมนี้จะค่อนข้างเร่งด่วน เพราะผาณิตาเป็นคู่ค้ารายใหญ่ แต่ไม่สำคัญเท่ากับลูกชาย ขณะโทรศัพท์ยังแนบอยู่กับใบหู ซึ่งทำให้ได้ยินประโยคสุดท้ายก่อนสายจะตัดไป
“ผมจะรอป๋านะครับ”
น้ำเสียงของอนณมีความร้อนรนประหนึ่งเขากำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกองไฟระอุร้อน ใบหน้าหันไปมองด้านประตูห้องอย่างทรมาน เขาทั้งห่วงและกลัว ได้แค่ภาวนาขอให้บิดากลับมาถึงโดยไว ด้านอธิษฐ์รีบสั่งลูกน้องให้นำพากลับบ้าน
โชคดีว่าช่วงเวลานี้เกือบจะสี่ทุ่มแล้วรถราจึงไม่หนาแน่นเหมือนช่วงเย็น ฉะนั้นคงใช้เวลาไม่นานน่าจะถึงบ้านตามที่ได้เอ่ยบอกกับบุตรชาย ไม่รู้ว่าอนณกำลังมีปัญหาอะไร ไม่เคยได้ยินน้ำเสียงที่ว้าวุ่นเช่นนั้น ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าไปในบ้านจัดสรรขนาดสองชั้นชายหนุ่มรีบตรงเข้าไปด้านใน
“คุณนณอยู่ไหน” อธิษฐ์เอ่ยถามกับพ่อบ้านที่เป็นคนดูแลทุกอย่างและทำงานกับเขามายาวนาน
“คุณนณบอกว่าจะไปรอคุณธิษฐ์ที่ห้องนอนครับ”
อธิษฐ์วางหน้าเครียด เพราะทุกครั้งที่บุตรชายมีเรื่องไม่สบายใจจะเข้าไปนอนในห้องของตน สองเท้ารีบก้าวขยับพร้อมถอดเสื้อสูทพาดไว้บนโซฟา ฝ่ามือแกร่งหมุนลูกบิดแล้วดันประตูห้องนอนให้เปิดออก สายตาเคร่งเครียดกวาดมองหาลูกชาย เสียงเอ่ยเรียกหา
“นณอยู่ไหนลูก...”
ไม่มีเสียงใดๆ โต้ตอบกลับมา สายตาดำขลับกวาดมองไปยังห้องด้านซ้ายที่เป็นมุมนั่งเล่น โดยมีโต๊ะทำงานอยู่ด้วยหรือบางทียามนี้อนณอาจจะไปหลับอยู่บนเตียง เท้าเลยก้าวเข้าไปด้านในแล้วได้พบกับร่างหนึ่งนอนอยู่จริงๆ
“นณ...”
อธิษฐ์รีบเดินเข้าไปด้านใน แต่แค่ชิดกับปลายเตียงนอนเท่านั้น ใบหน้ากลับเข้มขึ้นพร้อมตกใจเพราะไม่ใช่บุตรชายที่นอนอยู่บนเตียงกลับเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเขา
“ยัยตัวเล็ก…” หัวคิ้วเหนือดวงตาทรงเสน่ห์ยกขึ้นอย่างสงสัย เพราะอะไรกันเพื่อนรักของบุตรชายถึงมานอนอยู่บนเตียงของเขาได้พร้อมเห็นร่างอรชรที่ค่อยๆ บิดไปมาพร้อมส่งเสียงเรียกหา
“คุณป๋า...ป๋าขา”
บนดวงหน้าที่เคยมีความสดใส ในบัดนี้เต็มไปด้วยความทรมาน ลำตัวแทบลุกเป็นไฟ ขณะกายสั่นระริก ก่อนจะขอความช่วยเหลือออกไปเสียงแหบพร่า
“ป๋าช่วยจ้าวด้วย”
“เป็นอะไรจ้าว บอกป๋าซิ” อธิษฐ์ทิ้งกายลงบนเตียงนอน ขณะสายตามองสำรวจอย่างสงสัย หัวใจร้อนรนขึ้นมาในฉับพลัน
“จ้าวร้อน จ้าวทรมานค่ะป๋า” จ้าวหรือว่าจิณณา เพื่อนรักของอนณพยายามจะพยุงร่างขึ้น เพียงความรู้สึกภายในกายกำลังทำให้เธอทรมาน ได้แค่บิดกายไปมา ก่อนจะมีฝ่ามืออุ่นๆ ยื่นมาแตะหน้าผากทำให้รู้สึกราวกับมีกระแสไฟแล่นไปทั่วกาย
“ทำไมตัวร้อนแบบนี้ ใครทำจ้าว...” ใบหน้าของอธิษฐ์ขรึมมาก ปฏิกิริยาของจิณณาทำให้เขาคิดไปถึงหนึ่งอย่าง ฝ่ามือกำแน่น เสียงเค้นออกจากลำคออย่างดุดัน “ป๋าจะไปฆ่ามัน…ใครกล้าทำร้ายจ้าว ใครวางยาจ้าวบอกป๋ามา”
อธิษฐ์ถึงกับตัวสั่น ผู้ใดกันถึงกล้าทำเช่นนี้ ช่างรนหาที่ตาย เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดน้ำเสียงของบุตรชายถึงมีความกังวลมากนัก สายตาเริ่มกวาดมองหาแล้วตอนนี้อนณอยู่ไหน ทำให้ลำตัวต้องขยับลุกเพื่อตามหา เพราะอยากรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
“นณอยู่ไหน”
อธิษฐ์ส่งเสียงเรียกลูกชายอีกครั้ง แต่เขากลับได้ยินเสียงกุกกักที่หน้าประตูห้อง เท้ารีบเดินเข้าไปหาพร้อมรู้สึกฉงนแล้วหมุนลูกบิด แต่ประตูกลับไม่สามารถเปิดออกได้พลันร้องถาม เพราะอาจจะเป็นฝีมือของสายเลือด
“นณทำอะไร”
“ป๋าผมขอโทษ” คนที่อยู่หลังประตูนั้นเป็นอนณจริงๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้ จ้าวกำลังแย่” เขาเดาไม่ออกว่าบุตรชายต้องการสิ่งใด พลางร้องบอกด้วยความร้อนใจ แต่แค่ได้ฟังประโยคโต้กลับถัดมา ใบหน้าก็เข้มขึ้น มีความเครียดพาดผ่านราวกับมีปืนมาจ่ออยู่ที่หัวใจ
“ผมรู้ ผมถึงให้ป๋ารีบมาไง” อนณวางหน้าไม่ถูก แม้อยู่หลังประตูบานใหญ่ แต่จากน้ำเสียงรู้ได้ทันทีว่ากำลังทำให้บิดาไม่พอใจ กระนั้นไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ
“อนณ!!” เสียงของอธิษฐ์ดุห้วนและกระด้าง เข้าใจความหมายของบุตรชายเป็นอย่างดีพร้อมใช้ลำตัวกระแทกเข้าหาประตู ไม่สามารถทำตามที่ใจลูกต้องการได้ แต่แวบหนึ่งหันหลังไปมองบนเตียงนอนที่มีเจ้าของร่างบอบบางบิดไปมา
“ช่วยไอ้จ้าวด้วยนะป๋า”
อนณไม่ได้ฟังคำของบิดากลับเอ่ยปากขอร้องออกไป หวังว่าจิณณาจะได้รับความช่วยเหลือและหงุดหงิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“ไม่เอาวิธีนี้” อธิษฐ์ยังยืนยันคำเดิม ชั่วครู่จึงเอ่ยเสียงเหี้ยม เพราะคิดว่าลูกชายคงไม่รับฟัง “ถ้าไม่เปิด ป๋าจะไปเอาปืนมายิงให้กลอนประตูหลุด”
“งั้นผมก็จะยืนอยู่ตรงนี้ ป๋าอยากให้ลูกชายตายก็ตามใจ” เขาขอดื้อ เชื่อได้ว่า ป๋าของตนจะเป็นทางออกเดียวสำหรับเพื่อนรักพร้อมทั้งมีหนึ่งอย่างอยู่ในหัวใจ ไม่เช่นนั้นคงไม่เลือกวิธีนี้ ทว่าอดหวาดหวั่นไม่ได้เช่นกัน เพราะคงจะทำให้ถูกโกรธไม่น้อย
“อนณอย่าบีบป๋าแบบนี้ ป๋าทำไม่ได้…” อยากจะคำรามให้ลั่นห้อง ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาเจรจา อยากจะพาจิณณาออกไปหาหมอ แต่ลึกๆ ในหัวใจรู้ว่าวิธีรักษาเป็นอย่างไร ฝ่ามือกำแน่นกว่าเดิม ทั้งกรุ่นโกรธและหงุดหงิด หัวใจท่วมด้วยเปลวเพลิง
“ถ้าป๋าไม่ทำ ใครจะช่วยจ้าว” น้ำเสียงของคนที่อยู่หลังประตูอ่อนลงเล็กน้อย
“แกไง...” อธิษฐ์เอ่ย แต่หัวใจกลับสั่นไหว มันต่อต้านในสิ่งที่ได้กล่าวออกไปและถูกจู่โจมด้วยความรู้สึกที่ประท้วงหนักหน่วง
“ไม่เอาป๋า ผมทำมันไม่ได้จริงๆ” อนณยืนส่ายหน้าหวือแม้บิดาจะไม่เห็น ตนไม่สามารถทำอะไรจิณณาได้เมื่อหัวใจไม่ได้เสน่หา รักแค่ในฐานะเพื่อน เอ็นดูเหมือนน้องสาว มันต่างจากบิดา เพราะตนนั้นเฝ้าสังเกตมาเนิ่นนาน เพียงอึดใจเดียวใบหน้าเข้มขึ้นเล็กน้อย
“จำไม่ได้หรือไงว่า แม่ของแกทิ้งป๋าไปเพราะอะไร”
อธิษฐ์ปวดใจสำหรับเรื่องในอดีตที่ผ่านมา ก่อนจะบอกไปเพื่อเตือนสติ
“ป๋าซาดิสม์ ป๋าชอบมีเซ็กซ์แบบรุนแรง”