ตอนที่ 10
รถม้าของสกุลเฉียนเคลื่อนมาจนถึงหน้าจวนสกุลหลี่ หลังจากจอดเทียบสนิทแล้ว บ่าวติดตามของเหยียนผู่ลงม้าหยิบม้ารองลงมาตั้งบนพื้น ให้บรรดาเจ้านายได้เหยียบลงมาจากรถม้า
เหยียนผู่ก้าวลงมาเป็นคนแรก คราวนี้เขายืนเอามือไพล่หลังไว้ และเว้นระยะห่างจากรถม้าพอสมควร
เซ่าซางตามลงมา แล้วยื่นมือบางไปให้ผู้เป็นนายได้จับประคอง ก้าวเท้าลงมาจนถึงพื้นได้อย่างมั่นคง
หลี่เหม่ยเอิน แหงนหน้าขึ้นมองป้ายชื่อสกุลหลี่ ที่แสนจะคิดถึง ในที่สุดวันนี้ก็ได้กลับมาเห็นอีกครั้ง เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
"เราเข้าไปด้านในกันเถอะ"
บุรุษหนุ่มเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น ก่อนจะเป็นฝ่ายก้าวเท้านำเข้าประตูไป
สตรีอีกสองนาง ไม่รอช้ารีบตามหลังชายหนุ่มไปติด ๆ ทั้งสองเหลียวมองทุกสิ่งรอบตัว แล้วหันมายิ้มให้กัน
นี้เป็นรอยยิ้มแรก นับตั้งแต่คุณหนูแต่งงานออกเรือนไป แม้ว่าจะยังแย้มยิ้มได้ไม่เต็มที่ก็ตาม
ทั้งสามเดินผ่านลานกลางจวน ที่ตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ แล้วในที่สุดก็ไปหยุดอยู่หน้าเรือนหลังใหญ่ ที่งดงามไม่แพ้เรือนหลักของสกุลเฉียน
"เอินเอ๋อร์"
สตรีวัยกลางคนก้าวเท้าอย่างเร็ว ตรงเข้ามาหาสตรีคราวลูก ที่นางเลี้ยงฟูมฟักมากับมือ ก่อนจะสวมกอดด้วยความคิดถึง
"ท่านแม่ ลูกคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน"
เหม่ยเอินกอดตอบมารดาเลี้ยง ด้วยความรักความคิดถึงเช่นเดียวกัน ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็น บิดาที่เดินออกมาจากเรือน ใบหน้าของท่านเผยรอยยิ้มกว้างออกมา และสตรีอีกหนึ่งนางที่ตามหลังมา ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นน้องสาวขี้อิจฉาที่ชอบรังแกนางมาตลอด
"ไป๋ซูคารวะพี่เขย พี่หญิงใหญ่" สตรีร่างสมส่วนยอบกายลงทำความเคารพชายหนุ่มที่ยืนส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มมาให้ นางเองแม้ไม่ได้มีใจให้ แต่ก็ทำเป็นขวยเขินสะทกสะท้านต่อสายตานั้น
สองอิสตรีที่กอดกันอยู่ยอมผละออกจากกัน
เหม่ยเอินเองรีบเข้าไปหาบิดา แล้วยอบกายทำความเคารพ ก่อนจะถลาเข้าสู่อ้อมแขนแกร่งที่อ้ารอรับ
"เหม่ยเอินลูกพ่อ"
"ท่านพ่อ"
หลังจากตักตวงไออุ่นกันจนพอใจแล้ว ใต้เท้าหลี่ก็เชื้อเชิญทุกคนเข้าไปในโถงรับรอง เพื่อพูดคุยกัน ระหว่างที่ทางโรงครัวกำลังเตรียมอาหารเพื่อเลี้ยงฉลอง
ตลอดเวลาที่พูดคุยกัน เหยียนผู่มักจะคอยลอบส่งสายตาที่มีความหมายไปให้สตรีผู้งดงามที่มีกิริยาอ่อนช้อยอ่อนหวาน โดยที่พยายามไม่ให้ผู้ใดรู้
ไป๋ซูเองก็ใช่ย่อย คอยส่งสายตาเชิญชวน ทอดสะพานไปให้ เพราะอยากแกล้งให้พี่สาว ได้เจ็บช้ำน้ำใจ
แต่สำหรับเหม่ยเอินแล้ว ในตอนนี้หาได้สนใจว่าใครจะทำอะไรไม่ แม้ว่าจะสังเกตเห็นท่าทีของคนทั้งคู่แล้ว แต่ว่าในเวลาที่ได้มาอยู่ มาพูดคุย ร่วมทานข้าวกับบิดาและมารดาเลี้ยง เพียงแค่นี้ก็รู้สึกว่ามีความสุขมากแล้ว
หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งหมดนั่งคุยกันต่อในโถงรับรอง สักพักคนสนิทของใต้เท้าหลี่ก็เข้ามารายงาน
"ใต้เท้า ท่านแม่ทัพใหญ่มาขอเข้าพบขอรับ"
ทุกคนในที่นั้นพากันแปลกใจ ว่าคุณชายสกุลหลักเฉียนมาทำอะไรปานนี้ ยกเว้นเพียงแต่บุรุษหนุ่มเท่านั้น ที่เผยรอยยิ้มกว้างออกมา
สิ้นเสียงรายงาน บุรุษท่าทางองอาจเดินเข้ามาภายในห้อง ก่อนจะโค้งคำนับผู้อาวุโสกว่าทั้งสอง
"ขออภัยใต้เท้าหลี่กับหลี่ฮูหยิน ที่มารบกวนในเวลาที่ดีแบบนี้" สายตาเหยี่ยวกวาดมองทุกคน ยกเว้นก็แต่สตรีที่นั่งอยู่เคียงข้างกับน้องชาย
หลี่ซูฮัวหายตกใจเป็นคนแรก รีบแย้มยิ้มออกมา ก่อนจะเชื้อเชิญให้แขกที่พิเศษยิ่งนั่งลงบนเก้าอี้
"ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพจะมาเยี่ยมจวนหลี่ เลยไม่ได้ให้การต้อนรับที่ดี"
"เป็นข้าที่มาโดยพลการ แต่เป็นเพราะว่าเรื่องที่อยากจะมาขอร้องท่านเสนาบดีหลี่ มันทำให้จิตใจข้าร้อนรุ่มเป็นอย่างมาก เรื่องการมาสู่ขอ..."
แล้วอยู่ ๆ แม่ทัพหนุ่มก็หยุดพูด ปรายตามองสตรีอีกนางที่นั่งมองเขาตาไม่กะพริบ
คำพูดของชายหนุ่ม สร้างความรู้สึกให้หญิงสาวสองนางแตกต่างกัน
ผู้หนึ่งได้ฟังคำพูดจบ รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องไม่สมควรก็ตาม
ส่วนอิสตรีอีกผู้หนึ่งกับใจเต้นแรงเป็นเสียงกลองรบที่ดังมาก ดีใจจนเนื้อสาวเต้นระริก ๆ
"ซุนเอ๋อร์ พาพี่หญิงกับพี่เขยไปที่เรือนพักก่อน"
ซุนหวางรีบเอ่ยปากไล่ให้บุตรสาว ให้พาเหม่ยเอินกับเหยียนผู่ออกไปก่อน ผู้หลักผู้ใหญ่จะได้พูดคุยธุระกันอย่างสะดวกใจ
ไป๋ซูทำตามอย่างว่าง่าย ดีเสียอีกหากการเจรจาเรื่องการสู่ขอสำเร็จ นางจะได้แต่งเข้าไปเป็นฮูหยินข้างกายของบุรุษที่นางมอบหัวใจให้...นึกไม่ถึงว่า การที่เขาพลาดงานแต่งกับพี่สาวนาง เขาจะรีบมาพูดจาเรื่องการสู่ขอด้วยตนเอง แบบไม่ต้องใช้พ่อสื่อแม่สื่อ
เหม่ยเอินเดินตามหลังคนอื่น ๆ ความสุขที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะหายไปอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามข่มความรู้สึกนี้ไม่ให้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม
ส่วนบุรุษหนุ่มอีกคน ที่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ว่าพี่ชายมาสู่ขอให้ใคร แทบจะเดินตัวลอย แต่พยายามเก็บอาการเอาไว้ไม่ให้ไก่ตื่น วันที่เขาเฝ้ารอใกล้เข้ามาแล้วเช่นกัน
แต่พอสายตามองเห็นท่าทางหงอยเหงาของฮูหยินที่เขาเคยเกลียดชัง รู้สึกเห็นใจนางอยู่ไม่น้อย เขามัวแต่โกรธเกลียดนาง ที่มากั้นกลางระหว่างเขากับผู้หญิงที่รัก จนลืมคิดไปว่า นางเองก็คงไม่ได้มีใจให้เขา และคงขมขื่นจากงานแต่งเช่นกัน ต่อไปเขาคงต้องทำดีกับนางชดใช้การกระทำแย่ ๆ ของเขาบ้างแล้ว
"เป็นอะไรหรือ เหม่ยเอิน"
"ปะ เปล่าเจ้าคะ"
เหม่ยเอินสะดุ้งตัวโยน ตื่นจากภวังค์ ตลอดทางที่เดินตามคนอื่นมาถึงเรือนพัก แทบไม่รับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวเลย
"พี่หญิง ท่านแม่สั่งให้คนทำความสะอาดเรือนเดิมของพี่ทุกวัน น้องส่งพวกท่านแค่นี้นะเจ้าคะ"
ไป๋ซูยอบกาย ยังมิวายช้อนสายตางามไปให้สามีพี่สาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินถอยออกมา ปล่อยให้สามีภรรยาได้อยู่ด้วยกัน
ส่วนตัวนางเองก็รีบกลับไปที่เรือนของตัวเอง หลังจากนั้นก็...
"กรี๊ด"
หญิงสาวหวีดร้องออกมา ด้วยความดีใจ ในที่สุดคนที่นางหมายปองก็ตกมาเป็นของนางจนได้ ไม่เสียแรงที่ลงทุนกำจัดพี่สาวไปให้พ้นทาง
"คุณหนู บ่าวดีใจด้วยนะเจ้าคะ" ยวนยางสาวใช้ข้างกาย รีบกล่าวประจบประแจง
"ข้าก็ดีใจ จนอยากจะร้องกรี๊ดออกมาตรงนั้นเลย แต่ดีที่ข้ายั้งตัวไว้ได้ทัน"
ไป๋ซูผู้ไม่สนเรื่องกิริยามรรยาทของสตรี เมื่ออยู่ในที่ส่วนตัวแบบนี้ แต่ต่อหน้าผู้อื่น นางย่อมต้องรักษากิริยาให้เรียบร้อยอ่อนหวานเข้าไว้
"ฮูหยินไป๋...บ่าวเรียกคุณหนูแบบนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ"
คนที่ถูกเรียกว่าฮูหยินแย้มยิ้มออกมา สีหน้าแววตาบ่งบอกว่าพอใจเป็นอย่างมาก นางหยิบถุงเงินถุงเล็กออกมา ก่อนจะยื่นให้สาวใช้ เป็นรางวัลที่พูดจาถูกใจมากเป็นพิเศษ
ยวนยางรีบหยิบถุงเงินเก็บเอาไว้อย่างมิดชิด สายตาเต็มไปด้วยความละโมบ สาวใช้ในเรือนคนอื่นอาจจะกลัวอารมณ์ร้ายของคุณหนูรอง แต่ตัวนางรู้จักนิสัยที่ชอบคำเยินยอของคุณหนูไป๋ซูผู้นี้เป็นอย่างดี จึงมักได้รับรางวัลอยู่เป็นประจำ และได้เลื่อนขั้นมาเป็นสาวใช้คนสนิทแทนคนเก่า ที่ถูกขายออกไป...