ตอนที่ 9 : ตั้งวงข้าวริมกองไฟ

1591 Words
ซาเล้งของอิปิ๊แล่นผ่านความมืดขรุขระของคันนามาจนถึงจุดหมาย แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องให้เห็นเงาตะคุ่มของเถียงนาไม้ที่กริชเพิ่งวิ่งหนีมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ประสานเสียงกันระงมจนกริชเผลอกระชับเป้ในมือแน่น “เอ้า... ถึงแล้วอ้ายกริช อย่ามัวแต่ยืนสั่น รีบลงมาช่วยกันจัดที่ทางก่อนสิค่ำไปกว่านี้” อิปิ๊กระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่วกริชก้าวลงจากรถด้วยความระแวง สายตามองขึ้นไปบนเถียงนาที่มืดมิด “ปิ๊... คุณแน่ใจนะว่ายาสมุนไพรนั่นได้ผล ผมยังหลอนท่าทางสะบัดหางของเจ้าบ้านตัวลายไม่หายเลย” “เชื่อใจข่อยเถอะน่า” อิปิ๊พูดพลางหยิบแผ่นโซลาร์เซลล์ขนาดพกพาสามสี่แผ่นออกมาจากหลังรถ เธอเดินไปติดมันไว้ตามมุมเสาเถียงนาและกิ่งไม้ใกล้ๆ เพียงครู่เดียว แสงไฟสีนวลตาจากหลอด LED เล็กๆ ก็สว่างขึ้นรอบเถียงนา เปลี่ยนบรรยากาศที่น่ากลัวให้ดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นทันตา “โอ้โห... คุณมีโซลาร์เซลล์ด้วยเหรอ นึกว่าจะมีแต่ตะเกียงน้ำมันก๊าดซะอีก” กริชอุทานด้วยความทึ่งในความไฮเทคของสาวบ้านนา “อ้ายกริช... นี่มันปีไหนแล้วจ้า ข่อยกะต้องใช้เทคโนโลยีช่วยคือกันล่ะ” อิปิ๊หัวเราะร่วนก่อนจะสั่งการต่อ “เอ้า! เอาเปลออกมา ผูกให้สูงๆ หน่อยที่เสาไม้หนา ๆ หน้าเถียงนานั่นล่ะ ผูกให้พ้นทางเดินมดกับแมลง แล้วกะระวังอย่าให้ต่ำเกินไปเดี๋ยวหมาว้อสิมาเลียหน้าเอาเด้อ” กริชเริ่มลงมือผูกเปลตามที่อิปิ๊สอน เขาใช้ทักษะการผูกเงื่อนที่พอจำได้สมัยเรียนลูกเสือ (บวกกับการชี้นำอย่างเข้มงวดของอิปิ๊) จนได้เปลญวนที่ตึงและมั่นคงอยู่ระหว่างเสาไม้ใหญ่หน้าเถียงนา ในขณะที่กริชกำลังวุ่นอยู่กับการจัดที่หลับที่นอน อิปิ๊ก็ไม่ได้อยู่ว่าง เธอเดินไปรวบรวมเศษไม้และฟางแห้งมากองไว้ที่ลานดินหน้าเถียงนา ฉึก! เสียงไฟแช็กดังขึ้นเพียงครั้งเดียว เปลวไฟสีส้มก็เริ่มเริงร่าขึ้นมา อิปิ๊โยนสมุนไพรสดและกิ่งขี้เหล็กบางส่วนลงไปในกองไฟ ควันสีจางๆ ที่มีกลิ่นฉุนอ่อนๆ ลอยขึ้นมาปกคลุมบริเวณนั้น “นี่ล่ะยาไล่ยุงแบบธรรมชาติ ยุงป่าแถวนี่มันย่านควันไฟปานผีปอบย่านใบบริสุทธิ์พู้นล่ะ” อิปิ๊เอ่ยพลางกวักมือเรียก “มาอ้าย... ที่นอนกะเสร็จแล้ว ยุงกะบ่มีแล้ว ลงมานั่งหม่องกองไฟนี่มา กินข้าวกันหิวจนไส้สิกิ่วแล้วเนี่ย” กริชเดินลงมานั่งบนขอนไม้ข้างกองไฟ ความอุ่นจากเปลวไฟช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงอย่างประหลาด เขาหยิบห่อข้าวเหนียวอุ่นๆ ของย่าบุญมาออกมาวางกลางวง อิปิ๊เห็นเข้าก็ตาโต “ปาดดด! ย่าบุญมาทอดไข่ใส่ชะอมให้พร้อมเบาะ มาๆ แบ่งกันกิน ข่อยกะมีแจ่วบองกับเนื้อแห้งที่แม่ทอดไว้ให้เหมือนกัน” คนสองคนนั่งล้อมวงกินข้าวริมกองไฟท่ามกลางทุ่งนากว้างใหญ่ กริชปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วบองรสแซ่บสลับกับไข่เจียวฝีมือย่า ความเรียบง่ายของรสชาติอาหารบวกกับบรรยากาศที่มีแสงดาวนับล้านอยู่เหนือหัว ทำให้เขาลืมความวุ่นวายในเมืองกรุงไปชั่วขณะ “ปิ๊... ขอบคุณนะที่มาเป็นเพื่อน ผมไม่คิดเลยว่าการนอนเฝ้าเถียงนามันจะ... จะรู้สึกดีแบบนี้” กริชเอ่ยขณะที่มองเปลวไฟเต้นระบำ “บ่ต้องมาขอบคุณดอกอ้าย ข่อยกะแค่ย่านอ้ายวิ่งหนีตุ๊กแกกลับบ้านไปกวนย่านอนซื่อๆ” อิปิ๊แซวพลางเคี้ยวเนื้อแห้งตุ้ยๆ “แต่กะดีแล้วล่ะ ที่อ้ายกล้าสู้ความกลัว... มรดกน่ะ มันบ่ได้มีไว้ให้แค่ถือโฉนด แต่มันมีไว้ให้เฮามาสัมผัสกลิ่นดินกลิ่นหญ้าแบบนี่ล่ะ” กริชพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบเชียบ คืนนี้อาจจะเป็นคืนแรกที่เขาได้นอนหลับใต้แสงดาวจริงๆ โดยมีเสียงไฟปะทุ เปรี๊ยะๆ และสาวบ้านนาจอมแสบนั่งเป็นเพื่อนข้างกองไฟ... ค่ำคืนที่เคยน่ากลัว กลับกลายเป็นค่ำคืนที่เขาจะจดจำไปอีกนาน ความเงียบสงัดของทุ่งนายามดึกสงัดนั้นแตกต่างจากความเงียบในห้องนอนคอนโดหรูอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงเคลื่อนไหวของธรรมชาติ แสงจากกองไฟมอดลงจนเหลือเพียงถ่านแดงโชน กริชนอนขดตัวอยู่ในเปลญวนที่ผูกไว้สูงลิบ เขาพยายามข่มตาหลับโดยมีแสงสีนวลจางๆ จากโซลาร์เซลล์ของอิปิ๊เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ อิปิ๊นอนอยู่อีกเปลหนึ่งที่ผูกเยื้องไปทางใต้ถุนเถียงนา เธอหลับสนิท (หรืออาจจะแกล้งหลับ) จนส่งเสียงกรนเบาๆ เป็นจังหวะ กริก... กริก... กอด... กริชสะดุ้งสุดตัว หูผึ่งขึ้นมาทันที เสียงนั่นดังมาจาก "ใต้พื้นไม้เถียงนา" ตรงจุดที่เขากองอุปกรณ์ทำความสะอาดไว้ มันไม่ใช่เสียงลมพัดสังกะสี และไม่ใช่เสียงตุ๊กแกที่เขาคุ้นเคย แต่มันเหมือนเสียงคนกำลังลากของหนักๆ ผ่านกองฟาง “ปิ๊... ปิ๊! ได้ยินไหม” กริชกระซิบเรียกเสียงพร่า แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากเปลข้างๆ สวบ... สวบ... คราวนี้เสียงชัดขึ้น กริชเอื้อมมือไปคว้าไฟฉายคาดหัวที่ย่าบุญมาให้มาสวมไว้ ใจหนึ่งก็กลัว อีกใจก็ห่วงกล้องถ่ายรูปและไอแพดราคาแพงที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเป้ใต้เปล เขาตัดสินใจกลั้นใจกดสวิตช์ไฟฉาย แสงไฟสีขาวสว่างวาบตัดผ่านความมืดพุ่งตรงไปที่ใต้เถียงนา สิ่งที่เห็นในคลองจักษุทำให้กริชแทบจะร่วงจากเปล แสงไฟสะท้อนดวงตาสีแดงคู่หนึ่งที่วาววับอยู่หลังกระสอบปุ๋ย มันตัวยาว ผิวหนังขรุขระ และกำลังแลบลิ้นแฉกออกมา “ปิ๊!!! ตะกวด ตะกวดตัวเท่าจระเข้เลยปิ๊” กริชตะโกนลั่นพลางตะเกียกตะกายจะโดดลงจากเปล แต่ดันเสียหลักจนเปลหมุนเคว้งเป็นดักแด้ “โอ๊ยยย! อีหยังอี๊กกอ้ายกริช” อิปิ๊เด้งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว (จนน่าสงสัยว่าเธอหลับจริงหรือเปล่า) เธอกระโดดลงพื้นดินแล้วเดินไปทางใต้เถียงนาหน้าตาเฉย “ไหน ไสล่ะจระเข้อ้าย” กริชตัวสั่นชี้ไปที่หลังกระสอบ “นั่นไง! มันมองผมอยู่ มันจะกินไอแพดผมไหมปิ๊!” อิปิ๊ส่องไฟฉายไปดู แล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น “ฮ่า ๆ อ้ายกริชเอ๊ย นั่นมัน 'พ่อบักแลน' เจ้าบ้านอีกคนหนึ่ง เพิ่นมาหาจับหนูกินซื่อๆ เพิ่นบ่สนใจไอแพดอ้ายดอก เพิ่นเล่นเฟซบุ๊กบ่เป็น!” “แต่มันตัวใหญ่มากนะปิ๊ ลิ้นมันแฉกด้วย” กริชยังไม่ยอมลงจากเปล อิปิ๊เห็นโอกาสแกล้ง เธอรีบทำหน้าจริงจังทันที “เอ้อ... แต่ข่อยลืมบอกไปอ้ายกริช คนเฒ่าคนแก่เพิ่นว่า ถ้าเห็นบักแลนมาหาตอนดึกๆ แสดงว่าเพิ่นมี 'ข่าว' มาบอกเด้อ... ข่าวจากเจ้าที่เจ้าทางหั่นน่ะ” “ข่าวอะไรปิ๊” กริชถามเสียงสั่น อิปิ๊แสร้งทำเป็นเงี่ยหูฟังเสียงลม “เพิ่นว่า... เพิ่นอยากได้ 'โสร่งไหม' ผืนงามๆ ที่อ้ายนุ่งนั่นล่ะไปทำรัง ถ้าอ้ายบ่แบ่งให้เพิ่น คืนนี้เพิ่นสิปีนขึ้นไปนอนในเปลนำอ้ายเด้อ!” “เฮ้ย! ไม่เอา!” กริชรีบรวบโสร่งเข้าหาตัว พลางมองซ้ายมองขวาอย่างระแวง “กริ้วววววว!” ทันใดนั้น เสียงนกแสกก็ร้องดังขึ้นเหนือหลังคาสังกะสีพอดี กริชขวัญกระเจิงจนเกือบจะตกเปลจริงๆ อิปิ๊ที่แกล้งทำเป็นน่ากลัวตอนแรกทนไม่ไหว ระเบิดหัวเราะออกมาจนตัวงอ “ฮ่าๆๆๆๆ อ้าย! เบิ่งหน้าอ้ายแน ซีดปานไก่ต้ม! ข่อยล้อเล่นจ้า บักแลนมันบ่ขึ่นเปลดอก มันย่านกลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ของอ้ายสิตายอยู่แล้วเนี่ย!” กริชถอนหายใจยาวเหยียด รู้ตัวว่าโดนสาวบ้านนาปั่นประสาทเข้าให้อีกแล้ว “คุณนี่มัน... แสบจริงๆ นะปิ๊ ผมเกือบหัวใจวายตายกลางทุ่งนาแล้วเนี่ย” “กะอยากให้อ้ายตื่นตัวตลอดเวลาไงจ้า” อิปิ๊เดินกลับไปนั่งข้างกองไฟที่เริ่มมอด “เอ้า... ลงมาเถาะ เพิ่นไปแล้ว บักแลนหนีไปทางสระน้ำแล้ว ลุกมาเติมฟืนช่วยข่อยแน เดี๋ยวหนาวตายก่อนแจ้ง” กริชค่อยๆ ปีนลงจากเปลอย่างทุลักทุเล เขาเดินมานั่งข้างกองไฟข้างๆ อิปิ๊ ความเงียบสงบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขารู้สึกว่าเสียงธรรมชาตินั้นไม่ได้น่ากลัวเท่าเดิม อย่างน้อยเขาก็รู้ว่า "เจ้าบ้านตัวลาย" หรือ "พ่อบักแลน" ก็แค่เพื่อนร่วมโลกที่มาทักทายสมาชิกใหม่ “ปิ๊... พรุ่งนี้พาผมทำความสะอาดจริงๆ นะ ห้ามแกล้งกันแล้วนะ” กริชเอ่ยเสียงเบา “เออ... ข่อยสิช่วยจ้า แต่อ้ายต้องเลี้ยงกาแฟยกล้อข่อยอีกถุงนะ!” อิปิ๊ยิ้มกว้าง แสงไฟจากกองไฟสะท้อนแววตาซุกซนของเธอที่เป็นประกายยิ่งกว่าดาวบนฟ้าเสียอีก ค่ำคืน "เสียงกระซิบกลางดึก" จบลงด้วยการที่สถาปนิกหนุ่มนั่งเรียนรู้วิธีการมอง "ตา" สัตว์ป่าจากสาวบ้านนา จนความกลัวเปลี่ยนเป็นความสงสัย และความห่างเหินเริ่มกลายเป็นความผูกพันโดยที่เขาไม่รู้ตัว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD