ตอนที่ 8: คืนที่ต้องกลายเป็นยามเฝ้าเถียงนา

1309 Words
หลังจากเหตุการณ์ “ตุ๊กแกบุกสตูดิโอของกริช” จนสถาปนิกหนุ่มต้องวิ่งหน้าตั้งลืมมาด อิปิ๊ก็ทำหน้าที่มัคคุเทศก์จำเป็นกึ่งพี่เลี้ยง พาเขานั่งซาเล้งไปที่ร้านค้าท้ายหมู่บ้านเพื่อซื้ออาวุธลับที่เธออ้างว่า “เอาอยู่” ยิ่งกว่ายาฆ่าแมลงกระป๋องไหนๆ “เอ้า... นี่ล่ะอ้ายกริช สมุนไพรไล่ตุ๊กแกสูตรเด็ด” อิปิ๊ยื่นก้อนถุงผ้าเล็ก ๆ ที่ส่งก “เอาไปแขวนไว้ตามมุมมืดๆ หม่องที่เห็นไข่มันนั่นล่ะ กลิ่นนี่สิเฮ็ดให้พวกเพิ่นแสบจมูกแล้วย้ายสำมะโนครัวออกไปเองแบบสันติวิธี” เมื่อกลับมาถึงเถียงนา กริชยังคงยืนกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ที่โคนบันได จนอิปิ๊ต้องเดินนำขึ้นไปแขวนถุงสมุนไพรตามจุดต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับหันมาสอนเขาใช้สเปรย์สมุนไพรฉีดพ่นไล่สัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ ทั้งตะขาบและแมงมุมที่อาจซ่อนตัวอยู่ตามซอกไม้ “จำไว้อ้าย... เฮาบ่ได้มาฆ่าเพิ่น เฮาแค่มาขอแบ่งที่อยู่ เพิ่นแสบเพิ่นกะไปเอง” อิปิ๊เอ่ยเสียงใสขณะฉีดฟึ่ดๆ เข้าไปในรูไม้ที่แม่ตุ๊กแกเคยโผล่หน้าออกมา แต่ปัญหาใหม่ที่กริชเพิ่งนึกได้ก็คือ ของที่เขาอุตส่าห์แบกออกมาวางไว้กลางเถียงนาเพื่อเตรียมทำความสะอาด ทั้งอุปกรณ์ทำนาของย่า อุปกรณ์เขียนแบบราคาแพง และเครื่องมือช่างสารพัดอย่าง ตอนนี้มันถูกกองไว้แบบไร้การป้องกัน หากเขาทิ้งไว้แล้วกลับไปนอนบ้านย่าคืนนี้ มีหวังวันพรุ่งนี้ของอาจจะหาย หรือไม่ก็โดนฝนหลงฤดูซัดจนพังหมด “ปิ๊... ผมว่าผมกลับบ้านไม่ได้แล้วล่ะ ของพวกนี้ทิ้งไว้ไม่ได้เลย” กริชเอ่ยพลางมองกองสมบัติด้วยความกังวล “แม่นแล้วอ้าย ขืนทิ้งไว้นี่ ถ้าบ่แม่นคนลัก กะแม่นปลวกสิมาจองกินก่อน” อิปิ๊ยักคิ้ว “อ้ายต้องนอนเฝ้าแล้วล่ะมั้งคืนนี่” 18.30 น. ณ บ้านย่าบุญมา กริชรีบขี่จักรยานกลับมาที่บ้านย่าในสภาพรีบร้อน เขาตรงดิ่งไปที่ตุ่มน้ำหลังบ้าน ตักน้ำราดตัวโครมๆ เพื่อล้างคราบเหงื่อและคราบโคลน ก่อนจะนุ่งผ้าขาวม้าผืนใหม่ลงมากินข้าวกับย่าบุญมาอย่างรวดเร็ว “ย่าครับ... คืนนี้ผมขอไฟฉายคาดหัว ยาจุดกันยุง ยาทากันยุง แล้วก็เปลญวนหน่อยครับ ผมจะไปนอนเฝ้าของที่เถียงนา” กริชบอกขณะที่มือยังตักแจ่วเข้าปาก ย่าบุญมาชะงักช้อน ขมวดคิ้วมองหลานชายจากเมืองกรุง “หือ สิไปนอนเถียงนาอีหลีเบาะหลาน มันบ่คือห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ เด้อ ลมพัดตึง ๆ เสียงสัตว์เสียงป่ามันสิเฮ็ดให้เจ้าขวัญเสียอีกบ่ล่ะ” “ผมกลัวของหายครับย่า ของของย่าทั้งนั้นเลย อีกอย่างผมอยากพิสูจน์ตัวเองด้วยครับว่าผมอยู่ได้” กริชตอบเสียงหนักแน่น แม้ในใจจะยังนึกถึงดวงตาตุ๊กแกตัวนั้นอยู่ก็ตาม “โอ๊ยยย... ย่าล่ะย่านแต่เจ้าสิวิ่งกลับมาบ้านตอนเที่ยงคืนซั่นดอก” ย่าหัวเราะหึ ๆ แต่ก็เดินไปหยิบไฟฉายคาดหัวดวงใหญ่และยาเส้นมาให้ “เอาไปจุดไฟไล่ยุงนำเด้อ ยุงนาหนังกะหนา ต่อยเจ็บปานมดตะนอยพู้น" กริชจัดแจงแพ็คของใส่กระเป๋าเป้ใบใหญ่ ทั้งน้ำดื่ม ขนมปังที่ซื้อตุนไว้ และคลังแสงอุปกรณ์ป้องกันตัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นยากันยุงหลากยี่ห้อและสเปรย์ฆ่าเชื้อ เขาแบกเป้ขึ้นบ่าเตรียมตัวจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เถียงนาที่กลายเป็น "ออฟฟิศชั่วคราว" แต่ความกังวลเรื่องของหายทำให้เขาลนลานจนลืมแม้กระทั่งมื้อเย็น “บักกริช! มากินข้าวก่อนลูก ฟ้าวไปไสแท้!” ย่าบุญมาตะโกนเรียกมาจากบนบ้าน เมื่อเห็นหลานชายกำลังสวมรองเท้าผ้าใบเตรียมเผ่น “ไม่ทันแล้วครับย่า ผมต้องรีบไปของวางกองไว้หน้าเถียงนาแบบนั้น ผมกลัวคนมาแอบขนไป หรือไม่ก็พวกมดปลวกจะมารุมเอา ย่าไม่ต้องรอผมนะคืนนี้” กริชตะโกนตอบพลางหันซ้ายหันขวาหาทางจะออกไปให้เร็วที่สุด ย่าบุญมาส่ายหัวพลางบ่นพึมพำ “โอ๊ยยย... ขยันผิดเวลาน้อหลานข่อย กองไว้หั่นล่ะบ่มีไผลักดอก บ้านเฮามันบ่ใช่กรุงเทพฯ” แต่ถึงจะบ่น มือเหี่ยวๆ ของย่าก็รีบคว้ากระติ๊บข้าวเหนียวขนาดเล็ก จัดแจงเอาข้าวเหนียวร้อนๆ ยัดใส่ลงไปจนแน่น ตามด้วยการเจียวไข่ใส่ชะอมหอมๆ สองฟองรีบตักใส่ถุง และไม่ลืมตักแจ่วพริกป่นถ้วยเล็กยัดใส่ถุงพลาสติกมัดยางวงอย่างคล่องแคล่ว “เอ้า เอาไปกินหั่น หิวมาสิแสบท้อง” ย่าเดินลงบันไดมาส่งถึงที่ พร้อมยัดห่อข้าวอุ่นๆ ใส่มือหลาน “ในนี่มีข้าวเหนียว ไข่ทอด แล้วกะแจ่ว บ่อยากกินกะต้องกินเด้อ ร่างกายบ่มีแฮงมันสิสู้ตุ๊กแกบ่ไหว” กริชรับห่อข้าวมาด้วยความรู้สึกอุ่นวาบในใจ กลิ่นไข่เจียวหอม ๆ ผสมกลิ่นข้าวเหนียวใหม่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ออกไปรบอย่างโดดเดี่ยว “บรืนนนนนน... ปังๆ!” ยังไม่ทันที่กริชจะก้าวเท้าออกจากเขตรั้วบ้าน เสียงซาเล้งเจ้าเก่าก็ดังระเบิดเถิดเทิงมาแต่ไกล อิปิ๊ขี่รถมาจอดเทียบท่าหน้าบ้านพอดีเป๊ะ เธออยู่ในชุดพร้อมลุย เสื้อเชิ้ตแขนยาวคลุมทับด้วยเสื้อกั๊กที่มีกระเป๋าเยอะแยะ และที่สำคัญคือเธอมี ‘เปลญวน’ สีเขียวทหารมัดติดมากับราวเหล็กข้างรถด้วย เปลของเธอหนามีมุ้งกันยุงพร้อม “ปาดดด สัมภาระอ้ายคือจั่งสิไปออกรบแท้” อิปิ๊ตะโกนแซวพลางดับเครื่องยนต์ “ย่าจ๋า ปิ๊มารับอาสาสมัครไปเฝ้าชายแดนแล้วจ้า” ย่าบุญมาหัวเราะร่วน “ฝากเบิ่งอ้ายเขาแนเด้ออีปิ๊ ย่านเพิ่นตื่นเสียงหนูวิ่งชนสังกะสีจนช็อกตายก่อนแจ้ง” “บ่ต้องห่วงจร้าย่า ปิ๊เตรียมอุปกรณ์มาพร้อม มื้อนี่ปิ๊สิอยู่เป็นเพื่อนอ้ายเขาเอง ข่อยกะอยากฮู้เหมือนกันว่าสถาปนิกเมืองกรุงเวลาเจอยุงป่ารุมกินโต๊ะสิยังรักษามาดได้ยุเบาะ” อิปิ๊หันมาขยิบตาให้กริชที่ยืนอึ้งอยู่ “คุณจะไปนอนที่นั่นจริง ๆ เหรอปิ๊ มันลำบากนะ ผมเกรงใจ...” “เซาเกรงใจได้แล้วอ้าย ขึ้นรถเถาะ ถ้าช้ากว่านี่ผีตากผ้าอ้อมสิหายไปก่อน (แสงสุดท้ายจะหมด) แล้วเฮาสิปูเปลลำบาก” อิปิ๊ตบเบาะรถเรียกให้เขาขึ้นซ้อนท้าย “ลำบากสำหรับอ้าย แต่มันคือเรื่องปกติสำหรับข่อยจ้า ฟ้าวขึ้นรถเถาะ เดี๋ยวค่ำกว่านี่ยุงสิหามอ้ายไปกินก่อนฮอดนา” กริชจำใจก้าวขึ้นซาเล้ง ในมือยังกำกระติ๊บข้าวเหนียวไข่เจียวของย่าไว้แน่น ซาเล้งพาคนสองคนมุ่งหน้าสู่ทุ่งนาที่เริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืดและเสียงแมลงกลางคืนที่เริ่มบรรเลงเพลง ค่ำคืนนี้จะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของกริช ว่าเขาจะเป็นแค่สถาปนิกที่มาพักร้อน หรือจะเป็นลูกหลานบ้านโคกอีแหลวที่พร้อมจะปกป้องมรดกของบรรพบุรุษจริง ขณะที่รถค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ทุ่งนาอันมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟหน้าซาเล้งสลัวๆ นำทาง ความกลัวเรื่องตุ๊กแกและความลำบากในใจของกริชเริ่มจางลงไปนิดหน่อย เมื่อรู้ว่าคืนนี้เขาจะมี "ไกด์สาวจอมแสบ" นั่งอยู่ข้างๆ บนเถียงนาไม้เก่านั่นด้วยกัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD