บทนำ
“สอเสือเขียนแบบนี้” เด็กหนุ่มวัย 15 จับมือนุ่มนิ่มของเด็กหญิงแก้มยุ้ยชั้นประถมศึกษาปีที่สองกำดินสอลากเส้นตามรอยปะอย่างใจเย็น
“มันยากนี่พี่ปลื้ม” คนบนตักโอดโอย พรูลมหายใจทิ้งตัวพิงอกพี่ชายข้างบ้านด้วยความขัดใจ
ปาณัสม์ยิ้มส่ายหน้า
“เขียน ส เสือไม่ได้จะเขียนชื่อตัวเองได้ไงฮึ จิรัสยา”
เด็กหญิงทำแก้มป่องถอดใจ กำลังจะวางดินสอแต่เขาพูดขึ้นก่อน
“เขียนชื่อพี่ไม่ได้ด้วยนะ”
“ป-ลื้-ม มี สอเสือตรงไหน” เธอไล่ตัวสะกด
“ชื่อจริงไง ป-า-ณั-ส-ม์” เขาสะกดให้ฟัง
“จริงด้วย ชื่อพี่ปลื้มก็มีสอเสือ” น้ำเสียงตื่นเต้น มือกำดินสออย่างตั้งอกตั้งใจอีกครั้ง
“คราวนี้ลองใหม่นะ” เด็กหนุ่มให้กำลังใจ
“ใช้ได้ยังคะ” จิรัสยาเอี้ยวตัวถาม
ปาณัสม์พิจารณาลายมือใกล้เคียงคำว่าไก่เขี่ยของเธอจึงตอบ
“ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็สวย” มือใหญ่ขยี้ผมเด็กหญิงด้วยความเอ็นดู
“ฮื่อ พี่ปลื้มอะ” คนตัวเล็กครางผิดหวัง นึกว่าเขาจะชม
“กินข้าวกันก่อนลูก” แม่เขาโผล่หน้ามาเรียกก่อนผลุบไปจัดอาหารขึ้นโต๊ะต่อ
“ครับ” เด็กหนุ่มขานรับ สะกิดจิรัสยาให้ลุกจากตักแล้วจูงเธอไปที่ห้องรับประทานอาหาร
“พ่อล่ะฮะ” ปาณัสม์ถามถึงปวรปรัชญ์ที่กลับบ้านไม่ค่อยตรงเวลาเพราะเพิ่งเข้ารับช่วงบริษัทของคุณปู่
“น่าจะใกล้ถึงแล้วละ หิวก็กินก่อนเลยจ้ะ” พัทธมนคดข้าวสวยใส่จานให้ทั้งสอง
สิ้นคำก็ปรากฏร่างสูงของอดีตนักแสดงในวัยสามสิบต้นๆ ปวรปรัชญ์สวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนพับแขนถึงข้อศอก เดินอ้าแขนตรงมาหาภรรยา แต่เธอส่ายหน้า ยิ้มเขินเด็ก เขาจึงลดแขนลงข้างตัวแล้วเดินไปกอดคอลูกชายแทน
“วันนี้มีสาวน้อยมาร่วมโต๊ะกับเราด้วย”
“สวัสดีค่ะน้าโปรด” จิรัสยากระพุ่มมือไหว้
“สวัสดีค่ะคนสวย”
“จิ๋วทำโอทีน่ะ” แม่ของลูกบอกพลางนั่งประจำที่
จิดารัตน์ หรือ จิ๋วหลิว แม่เลี้ยงเดี่ยวของจิ๊ดริดทำงานด้านการเงินในบริษัทยักษ์ใหญ่ อนวัชสามีของเธอและรุ่นพี่ร่วมคณะของพัทธมนเสียชีวิตไปตั้งแต่ลูกสาวอายุได้ไม่กี่เดือนเพราะโดนช้างป่าเหยียบตายขณะทำงานเป็นสัตวแพทย์ที่ศูนย์อนุรักษ์ฯ วันไหนกลับดึกจิดารัตน์ก็จำต้องฝากจิรัสยาไว้กับเธอซึ่งโดยมากดึกเสมอ
บ้านทั้งสองเป็นอาคารพาณิชย์ติดกัน ต่างเพียงจำนวนคูหา ‘โรงพยาบาลสัตว์ปลื้มใจ’ โรงพยาบาลสัตว์ครบวงจรของพัทธมนมีขนาดสี่คูหาสูงสี่ชั้น ชั้นหนึ่งเป็นห้องตรวจกับคอนโดรับฝากน้องหมา น้องแมวหรือน้องกระต่าย ชั้นสองเป็นห้องปลอดเชื้อสำหรับผ่าตัดและห้องเอกซเรย์ ลูกชายครองชั้นสี่คนเดียว ยกชั้นสามให้พ่อแม่
กระนั้นคุณหญิงกัลยา ไวยวัจน์ คุณย่าทวดวัยเก้าสิบกว่าของปาณัสม์ที่วางมือจากธุรกิจทั้งหลายแล้วยังมิวายค่อนขอดว่าความเป็นอยู่ของหลานรักนั้น ‘ต่ำกว่ามาตรฐาน’ เหลนของนางไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ปวรปรัชญ์เลือกสร้างเนื้อสร้างตัวเอง ไม่ขอรับเงินจากครอบครัว เขาอยากเป็นพ่อและสามีที่เอาไหนในสายตาแม่ยาย เว้นเสียแต่ว่าคุณย่าอยากมอบของเล็กๆ น้อยๆ ที่มูลค่าไม่น้อยให้ เขาก็ยินดีรับไว้
ในขณะที่จิดารัตน์เคยมีตึกสองคูหาแต่พอสามีเสียชีวิตลงก็ตกลงแบ่งขายหนึ่งคูหาให้กับโรงพยาบาลสัตว์โดยให้เหตุผลว่าบ้านหลังใหญ่ก็อ้างว้างเกินไปและต้องการเก็บเงินไว้ส่งเสียลูกสาวคนเดียว
ด้วยเหตุนี้เด็กหญิงจึงสนิทสนมกับครอบครัวไวยวัจน์ ติดปาณัสม์เป็นตังเม ใครๆ ก็เข้าใจว่าเธอเป็นลูกสาวอีกคน หากแต่พอก้าวสู่วัยแรกแย้มจิรัสยาจึงกระจ่างแก่ใจ ลูกสาวอะไรกัน ลูกสะใภ้ต่างหากที่อยากเป็น