บทที่ 7

1615 Words
ทุกสามเดือนชรัณจะเดินทางไปสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกที่ทิวาได้เดินทางไปด้วย ปกติชรัณจะไปคนเดียว แต่เพราะวันนี้มีประชุมใหญ่ชรัณเลยต้องมีบอดี้การ์ดไว้คุ้มกันตัวเองเผื่อมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น รถยนต์คันขาวเคลื่อนจอดเข้าที่ลานจอดรถ สถานที่ที่พวกเขามาวันนี้คือวัด เป็นวัดที่ชรัณมาประจำทุกๆ สามเดือน “รออยู่ตรงนี้ ไม่ต้องตามมา” คนผิวแทนเอ่ยพร้อมกับหยิบดอกไม้ที่ตนเตรียมไว้ออกมาจากในรถ “แต่ว่า...” “ในวัดจะมีใครกล้ามาทำร้ายฉัน รออยู่นี่แหละ” ว่าจบร่างสูงของชรัณก็เดินจากไปทันที ทิ้งทิวายืนรอเขาอยู่ข้างรถ เขาอยากจะตามอีกฝ่ายไปมากเพราะอยากสืบว่าชรัณมาวัดทำไม แต่กลัวว่าถ้าทำให้ชรัณไม่พอใจเขาจะไม่ได้สืบต่อ อีกอย่างนี้ก็วัดเดียวกับที่ที่เขาเก็บอัฐิของแม่ปกติทิวาจะมาเดือนละครั้ง แต่ถ้าเขาเข้าไปตอนนี้คงจะมีพิรุธและโดนจับได้ ทิวาเลยเลือกที่จะรออีกฝ่ายทำธุระเสร็จ ระหว่างรอก็มีผู้สุงอายุหลายคนทักทายชวนเขาคุยบ้างเป็นปะปราย ทำให้เขาไม่เหงามากนัก ทางด้านชรัณ ร่างสูงเดินเข้ามาในลานด้านหลังวัดที่มีเจดีย์ขนาดเล็กเรียงรายอยู่ใต้ร่มไม้ แต่ละองค์เป็นที่เก็บอัฐิของญาติผู้ล่วงลับ มีทั้งแบบทรงไทยเรียบ ๆ และแบบก่ออิฐถือปูนป้ายหินจารึกชื่ออย่างประณีต ชรัณหยุดลงหน้าเจดีย์องค์หนึ่งที่ป้ายหน้าติดชื่อของพ่อไว้เรียบง่าย ‘นายชิระวิต อัครวรรธน์’ พร้อมวันเดือนปีเกิดและวันจากลา ตัวอักษรเริ่มเลือนจางจากแดดและฝน แต่ชรัณจำมันได้ดีเสมอ ชรัณคุกเข่าลงหน้าป้าย วางดอกดาวเรืองไว้ตรงฐานเจดีย์ ก่อนจะจุดธูปสามดอกแล้วพนมมือขึ้นแนบอก หลับตาลงอย่างเงียบงัน “พ่อครับ ชินมาแล้วนะ” เขากระซิบ ริมฝีปากแผ่วเบาราวกลัวจะทำลายความสงบของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นธูปลอยอ้อยอิ่งในอากาศ เสียงลมหายใจของตัวเองชัดเจนท่ามกลางความสงบที่โอบล้อม ความทรงจำเก่า ๆ ผุดขึ้นในใจ ทั้งคำพูด คำสอน และรอยยิ้มของคนที่เขายังรักไม่เสื่อมคลาย เขานั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “พ่อครับ ผมยังจำทุกอย่างได้ดี วันที่พ่อจากไป มันไม่ควรจะจบแบบนั้น…” เสียงเขาสะท้อนเบา ๆ กลับมาในความเงียบ ดวงตาคมมองตรงไปยังชื่อที่สลักบนป้ายหิน “ทุกคนบอกให้ชินปล่อยวาง แต่ชินปล่อยไม่ได้ เพราะชินรู้ว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา” มือหนากำแน่นอยู่บนตัก ขณะที่สายลมพัดเอากลิ่นธูปจาง ๆ ลอยไปในอากาศ “ชินสัญญา พ่อ... ชินจะหาความจริงให้ได้ว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด ไม่ว่าใครจะพยายามปิดบังแค่ไหน ชินจะเปิดโปงมันด้วยตัวเอง” เขาก้มลงกราบอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม ราวกับเป็นคำปฏิญาณที่ฝังไว้ลึกในใจ บาร์แห่งนี้ไม่มีชื่อ ไม่มีป้าย ไม่มีแม้แต่เสียงเรียกลูกค้า มีเพียงประตูไม้เก่าทรงโค้งที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงอิฐหนาทึบในซอยเปลี่ยว เมื่อผลักเข้ามา กลิ่นไม้เก่า แอลกอฮอล์ชั้นดี และเครื่องหนังแท้ตลบอบอวลจนรู้สึกได้ถึงกลิ่นของ “อำนาจ” ทิวาเดินตามหลังของชรัณ ดวงตาสอดส่องบรรยากาศรอบกาย พลางคิดในใจว่า...สถานที่แบบนี้ไม่มีทางเป็นเพียงบาร์ธรรมดา ใครที่สามารถบริหารที่ตรงนี้ได้ ต้องไม่ธรรมดา และเขาก็รู้อยู่เต็มอกว่า “ใคร” ที่ชรัณนัดเจอคืนนี้ ไม่ได้เป็นแค่คนธรรมดาเช่นกัน บาร์เทนเดอร์แต่งชุดสูทสีดำเรียบสนิท ไม่มีป้ายชื่อ ไม่มีแม้แต่คำพูด เขายืนเงียบอยู่หลังบาร์ราวกับเงา สายตาไม่แม้แต่จะมองตรงมาทางแขก แต่กลับคอยหยิบขวดเหล้าชั้นยอดรินลงแก้วราวกับรู้ใจ เสียงรองเท้าหนังสองคู่กระทบพื้นไม้ของบันไดแคบ ๆ ดังสม่ำเสมอ ทั้งคู่เดินเคียงกันโดยไม่พูดอะไร ท่ามกลางแสงไฟสลัวที่ฉาบผนังอิฐอย่างนุ่มนวล เขาหยุดยืนที่จุดบนสุดของชั้นลอย ราวกับใช้ความสูงตรงนี้เพื่อสูดลมหายใจลึกก่อนลงสนาม ชรัณพิงราวเหล็ก กอดอก มองลงไปยังโต๊ะวีไอพีด้านล่าง “มาแล้วเหรอ” เขาพึมพำ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองร่างชายคนหนึ่งที่กำลังยกแก้วดื่มอย่างมีจริต ทิวายืนห่างออกมาครึ่งก้าว ไม่พูดอะไรตอนแรก ก่อนจะเหลือบตามองสีหน้าของเจ้านายอย่างระวัง “ดูไม่ค่อยเต็มใจจะเจอเท่าไหร่นะครับ” “ก็จริง มันทั้งน่ารำคาญ..พูดมาก กวนส้นตีน” เขาตอบทันที น้ำเสียงติดห้วน ก่อนจะเสริมขึ้นมา “นายก็ระวังตัวดีๆ หล่ะ” ทิวาหลุดยิ้มน้อย ๆ เพราะให้ความรู้สึกเหมือนเขากับตินภพเป๊ะ “ฟังดูเหมือนจะสนิทกันมากนะครับ” ชรัณหันขวับ “สนิทบ้านนายสิ” เสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจในจังหวะที่รู้ว่าตัวเองหลุดไป “แค่ทำธุรกิจด้วยกันเฉย ๆ” “แล้วผมต้องคุ้มกันตัวเขาหรือคุณครับ” ชรัณชะงักไปเล็กน้อย หันมามองหน้าคนถาม แววตาคมวาววับเหมือนจะขู่ แต่มุมปากกลับกระตุกขึ้นเหมือนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ถ้ามันพูดมากเกินไป...ช่วยกันปากไว้ก็พอ” “รับทราบครับ” แสงจากโคมไฟเหนือโต๊ะวีไอพีสะท้อนบนพื้นไม้เข้มขัดมันเป็นเงา แสงสีทองอ่อนคลุมโต๊ะหินอ่อนทรงกลมที่ตั้งอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยโซฟาหนังแท้สีน้ำตาลเข้มและเบาะนุ่มหนาระดับพรีเมียม กลิ่นเครื่องหอมแบบผู้ดีลอยแผ่วปะปนกับกลิ่นเหล้าชั้นดีที่วางเรียงรายหลังเคาน์เตอร์ เสียงเพลงแจ๊สเบา ๆ คล้ายลอยออกมาจากมุมมืดของห้อง บรรยากาศไม่ได้ชวนให้สังสรรค์ หากแต่ให้ความรู้สึกเหมือนโต๊ะเจรจาของนักธุรกิจที่ไม่มีใครยอมใคร ตรงกลางห้อง ร่างชายคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่ก่อนแล้ว เสื้อเชิ้ตแบรนด์หรูพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เปิดกระดุมสองเม็ดบนสุดอย่างตั้งใจเพื่ออวดสร้อยเส้นบางที่ซ่อนคำพูดบางอย่างไว้แทนคำทักทาย รอยยิ้มของเขาเหยียดกว้างแต่สายตาคมกริบเต็มไปด้วยความยียวนแบบไม่ปิดบัง “ไง...นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสองร่างที่กำลังเดินลงบันไดมา “หรือมัวแต่คิดหาคำด่า?” ไฟจากโคมเหนือโต๊ะสะท้อนเงาของทั้งสามคนลงบนผนังอิฐเปลือย บรรยากาศในห้องที่เงียบงัน กลับยิ่งขับให้ประโยคนั้นฟังดูดังเกินจริง “ถ้ากูจะด่า ไม่จำเป็นต้องคิดนาน” ชรัณสวนกลับทันควัน ทิวาที่ยืนอยู่ข้างหลังเหลือบตามองทั้งคู่เล็กน้อย ก่อนขยับก้าวเล็กน้อยไปทางด้านขวา สวมบทบอดี้การ์ดเต็มตัว คนตรงหน้าของเขาคนนี้คือ คิมหันต์ เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่มมึนเมา เวลาว่างใช้ไปกับการลงแข่งรถ อีกฝ่ายเป็นคนตัวสูงรูปร่างสมส่วนผิวสีน้ำผึ้ง ใบหน้าคมคายดวงตาคมสีน้ำตาลเข้ม ทรงผมทรงมัลเล็ตสีขาวไฮไท์สีฟ้า อีกฝ่ายมองมาที่เขาไม่วางตา “มองเหี้ยไร” ชรัณเอ่ยออกมา เพราะสังเกตเห็นคิมหันต์มองคนของเขามานอนสองนานแล้ว “ก็แค่บอดี้การ์ดจะหวงอะไรนัก” “ไม่เสือก..มีอะไรก็รีบพูด” จบคำชรัณกับคิมหันต์ก็พูดคุยกันเรื่องสินค้าใหม่ที่คิมหันต์กำลังผลิต เขาจะนำเข้าในบาร์เลยอยากจะสอบถามชรัณก่อนว่าได้หรือไม่ ในระหว่างคุยกันสายตาของคิมหันต์ก็มองมาที่ทิวาอยู่หลายครั้งจนชรัณเริ่มจะหมดอารมณ์คุย “แค่นี้แหละ อีกอย่างถ้าไอ้ชินมันดูแลไม่ดี บอกผมได้เลยนะครับ” คิมหันต์กล่าวจบก็ส่งยิ้มให้กับทิวา “ผมรับมาดูแลได้ตลอด” “มึงจะมากเกินไปแล้วนะไอ้คิม” ชรัณลุกขึ้นตั้งท่าจะเข้าไปต่อยอีกฝ่ายแต่เป็นทิวาที่เข้ามาห้ามไว้ก่อน ทิวาพาชรัณออกจากบาร์โดยมีคิมหันต์เดินออกมาส่งพลางยิ้มเยาะชรัณ ก่อนที่คิมหันต์จะกล่าวทิ้งท้ายให้ชรัณอารมณ์ขึ้นกว่าเดิมว่า “ดูแลคนของมึงให้ดี..วันหนึ่งเขาอาจจะอยากมาอยู่กับกูจริงๆ ก็ได้” “ปล่อย!!..ก็บอกให้ปล่อยไงวะ” ชรัณพยายามสะบัดตัวออกจากทิวาแต่ไม่เป็นผลเพราะอีกฝ่ายกอดเขาไว้แน่น คนผิวขาวจูงมือชรัณไปที่รถ แต่จะใช้คำว่าจูงก็ไม่น่าได้เพราะชรัณไม่ให้ความร่วมมือ “คุณชรัณตอนนี้ดึกมากแล้ว..ผมว่าพวกเราควรกลับ” “ตอนนี้นายมีสิทธิ์ที่จะสั่งฉันได้แล้วอย่างนั้นเหรอ” “ป่าวครับ แต่ตอนนี้มันดึกแล้ว ถ้ากลับค่ำกว่านี้มันอันตรายนะครับ” “ข้ออ้าง” เอ่ยแบบนั้นแต่ร่างสูงก็เข้าไปนั่งในรถอยู่ดี ชรัณผินใบหน้ามองหน้าต่างพร้อมกับกอดอกวางท่า เขาไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่งกับคนของเขา โดยเฉพาะพวกเจ้าชู้แบบคิมหันต์ คิดแล้วก็อยากจะซัดหน้ามันสักทีสองที
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD