บทที่ 4

1591 Words
ทิวาหันหน้ามองชรัณที่นั่งอยู่บนเตียง อีกฝ่ายคลุมผ้าห่มเกือบจะมิดหัว กลิ่นดินที่เขาได้สูดดมไม่ใช่จากด้านนอกเป็นแน่ แต่เป็นกลิ่นฟีโรโมนจากตัวของชรัณเอง ดูเหมือนว่าชรัณจะชอบบรรยากาศแบบนี้มากเลยทำให้เขาคุมฟีโรโมนไม่ได้ หรืออาจจะไม่สบายตัว ร่างสูงครุ่นคิดก่อนที่ทิวาจะลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินเข้าไปหาชรัณ ชรัณจ้องมองไปนอกหน้าต่างหันมามองร่างสูงที่เดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าเขา ชรัณเลิกคิ้วสงสัย แต่ไม่ทันได้ถามทิวาก็ใช้มือหนาทาบทับลงหน้าผากของคนผิวแทน ชรัณตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถอยหนี “คุณมีไข้นะครับ” “จะบ้าเหรอ ฉันไม่ได้ป่วยนานแล้ว” ทิวาไม่ฟังคำคนป่วย เขาเดินไปที่ห้องน้ำหยิบกะละมังใส่น้ำและผ้าผืนเล็กที่เจ้าของบ้านยังไม่รู้ว่าอยู่ไหนถือออกมาด้วย ทิวานั่งลงบนเตียงตรงข้ามกับชรัณ มือหนาจุ่มผ้าลงในกะละมังและบิดผ้าให้พอหมาด ก่อนจะแปะผ้าลงบนหน้าผากของคนผิวแทนและลูบไปตามกรอบหน้าของอีกฝ่ายเบาๆ ชรัณที่มีคนทำแบบนี้ให้เขาครั้งแรกหลังจากที่ตนไม่ได้ป่วยมานานก็หน้าแดงขึ้นมาทันที แต่ทิวาคิดว่าเขานั้นไข้ขึ้น “ไม่ดีขึ้นเหรอครับ ทำไมคุณหน้าแดงกว่าเดิม” เมื่อทิวาเอ่ยจบชรัณก็หยิบผ้าจากมืออีกฝ่ายมาเช็ดตัวเอง โดยมีทิวาคอยดูอยู่ข้างๆ ตลอด ผ่านไปไม่นานชรัณก็รู้สึกหิว ดีที่บ้านหลังเล็กของเขามีของกินอยู่ เพราะว่าเขานั้นจะมาบ้านหลังนี้ทุกอาทิตย์ เข้ามาบ่อยยิ่งกว่าบ้านปู่ของตัวเองเสียอีก ร่างสูงของชรัณลุกขึ้นและเดินไปเปิดตู้เก็บของ ชรัณหยิบขนมออกมาสองห่อ เขาหันไปมองทิวาที่มองตนอยู่ ชรัณโยนขนมไปให้อีกฝ่ายและทิวารับมันได้ทันที “จริงๆ ผมมีอาหารอยู่” “ถ้ามันอร่อยนายคงกินไปแล้ว” ชรัณพูดพลางแกะถุงขนมไปด้วย “ก็จริง” ทางด้านตินภพที่เดินวนจนจะทั่วป่าแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอของที่ต้องหา เขาจึงตัดสินใจเข้าไปในถ้ำเพื่อหลบฝน มือหนาจับไฟฉายอย่างมั่นคงสอดส่ายแสงไฟไปทั่วถ้ำเพื่อความปลอดภัย ตินภพวางกระเป๋าสัมภาระลงและหยิบขนมออกมากินคลายความกังวลในจิตใจ เขารออยู่นานแต่ฝนก็ไม่มีท่าว่าจะหยุด ตินภพจึงตัดสินใจที่จะนอนค้างแรมอยู่ในถ้ำหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าตนถึงจะลุยหาตราสัญลักษณ์ต่อ ร่างสูงใหญ่ของทิวาเดินออกจากห้องน้ำพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ของชรัณ ทิวาใช้ผ้าขนหนูเช็ดที่ผมของตนเบาๆ โดยมีสายตาของชรัณจับจ้องมองมาที่ทิวาเป็นครั้งคราว เมื่อเช็ดผมเสร็จร่างสูงก็ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาและหยิบหมอนที่วางอยู่มาจัดไว้เพื่อเตรียมตัวนอน “จะนอนแล้วเหรอ” คนป่วยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทิวาพยักหน้าตอบก่อนจะลุกขึ้นและเดินเข้าหาชรัณที่นอนอยู่บนเตียง ทิวายกมือทาบที่หน้าผากของอีกฝ่ายเพื่อวัดอุณหภูมิของชรัณหลังจากเช็ดตัวไป “ไข้ลดลงแล้ว ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกผมได้ตลอดนะครับ” ชรัณพยักหน้าตอบ เห็นดังนั้นร่างหนาจึงเดินกลับไปที่โซฟาเพื่อนอนพักผ่อน เช้าวันรุ่งขึ้นทิวาถูกปลุกจากนิทราด้วยกลิ่นหอมจากอาหารที่ถูกปรุงสุก ร่างสูงลุกขึ้นนั่งกระพริบตาปริบๆ เพื่อปรับสายตา เมื่อตื่นเต็มตาแล้วทิวาก็ลุกขึ้นจากโซฟาเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัวในยามเช้า เมื่อออกมาจากห้องน้ำก็เจอชรัณที่ยืนกอดอกพิงบานประตูบ้านมองมาที่ตน ทิวาเดินเข้ามาหาอีกฝ่ายด้วยส่วนสูงที่ใกล้เคียงกันทำให้ทั้งคู่สบตากันชั่วครู่ ก่อนที่ชรัณจะยื่นตราประจำตระกูลให้ทิวา “ครับ??” “ฉันเจออยู่ที่ริมแม่น้ำ..รับไปสิ..ไม่คิดเงินหรอก” เอ่ยจบคนผิวแทนก็จับมือของคนผิวขาวขึ้นมาและวางตราสัญลักษณ์ลงบนมือหนาของทิวา ทั้งคู่สบตากันอีกครั้ง ก่อนที่อะไรมันจะมากไปกว่านี้กลิ่นของอาหารไหม้ก็ลอยมาแตะจมูกของทั้งสองคน “อะไรไหม้ครับ” เป็นทิวาที่เอ่ยถาม ชรัณขมวดคิ้วและรีบวิ่งออกไปดูทันที ปรากฏว่าปลาที่ชรัณหามาได้อย่างยากลำบากกำลังจะไหม้ ร่างสูงนั่งลงและใช้ไม้เขี่ยเปลวไฟที่กำลังรุกโชนให้เบาลง แต่เหมือนไม้ที่เจ้าตัวใช้เขี่ยจะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ทิวาที่ยืนดูอยู่จึงรีบเข้ามาช่วยทันทีด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายทำไฟลามมาถึงในบ้าน “นายทำอาหารเป็นด้วยเหรอ” ชรัณเอ่ยถามหลังจากมองดูการแก้ไขสถานการ์ณของคนผิวขาวตรงหน้า ทิวาใช้หินมาวางทำเป็นกระทะ อีกทั้งจับปลามาได้อีกสามตัว เมนูที่ทิวาทำตอนนี้คือปลาย่าง กับมันฝรั่งที่อยู่ในบ้านของเขา อีกฝ่ายก็เอามาทำเป็นมันบด เก่งเกินไปแล้ว! ชรัณเอ่ยชมในใจ “ผมดูมาจากในเน็ตครับ” ทิวาและชรัณนั่งกินอาหารกันที่หน้าบ้านหลังเล็ก บรรยากาศโดยรอบหลังจากฝนตกนั้นรมรื่น ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เสียงน้ำไหลพาทำให้จิตใจสงบ ไม่แปลกใจนักที่ชรัณจะชอบมาที่นี้ ทิวามองบรรยากาศโดยรอบพลางมองสังเกตชรัณไปด้วย ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่มีอะไรน่าสงสัย และชรัณก็ยังไม่รู้ว่าเขานั้นรู้จักอีกฝ่ายในด้านคนทั่วไปรู้จัก แต่ทำไมชรัณถึงไม่บอกเขาหล่ะว่าตัวเองเป็นใคร ทำไมถึงเลือกจะปิดบัง ทั้ง ๆ ที่เขาก็ต้องได้เป็นบอดี้การ์ดของอีกฝ่ายอยู่ดี “คุณเจอตราสัญลักษณ์ที่ไหนครับ” ทิวาเอ่ยถามด้วยรู้อยู่แล้วว่าตราสัญลักษณ์ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ชรัณครุ่นคิดสักพักก่อนจะเอ่ย “ริมน้ำ...เมื่อเช้าฉันไปจับปลาแล้วเจอพอดี” “แต่เมื่อวานที่เราเดินมา...ทำไมไม่เห็นครับ” ทิวาลอบขำในใจ ชรัณนั้นโกหกไม่เนียนเลย อีกฝ่ายทำตัวลนลานเหมือนไฟไหม้ก้น ใครจะไปเชื่อ “น้ำ...มันอาจจะลอยมาจากต้นน้ำก็ได้” เขาจะยอมแกล้งเชื่อก็ได้... ตินภพที่นอนหลับไม่เต็มอิ่มเพราะเสียงจากในถ้ำทำให้จิตใจเขาฟรุ้งซ่าน ร่างสูงรีบเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมออกจากถ้ำแห่งนี้ แต่ในเมื่อเข้ามาแล้วเขาก็ต้องสำรวจเสียก่อน เพราะอาจจะเจอสัญลักษณ์ที่เขาตามหา ทันใดนั้นเสียงจากวิทยุสื่อสารก็ดังขึ้น ตินภพที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ร้องสุดเสียง “ตอนนี้ผมหาตราสัญลักษณ์เจอแล้วครับ” เป็นเสียงเพื่อนร่วมภารกิจของเขา ตินภพถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องรีบออกไปให้ได้โดยไว “ครับ ตอนนี้ทีมกำลังเข้าไปรับคุณ รออยู่ตรงนั้นห้ามไปไหนนะครับ” และเสียงวิทยุสื่อสารก็ดับไป ตินภพแบกสัมภาระขึ้นหลังและถือไฟฉายเดินเข้าไปในถ้ำลึกขึ้น ร่างสูงค่อยๆ ก้าวไปทีละนิด แสงจากดวงอาทิตย์ที่เข้าไม่ถึงในถ้ำทำให้เขาต้องใช้ไฟฉายช่วยส่องทาง แต่ไฟฉายดันส่องแสงริบหรี่ลงเพราะเมื่อคืนเขาดันเปิดมันไว้ทั้งคืน แต่พอจะหาถ่านก็ไม่มี ดูท่าวันนี้เขาคงไม่รอดแน่ ฝากด้วยทิวา ตินภพปลอบใจตัวเอง ทันใดนั้นเสียงอะไรสักอย่างก็ดังขึ้นด้านหน้าเขา ทำให้ตินภพต้องรีบส่องไฟไปที่โขดหินด้านหน้าตัวเขา แต่ก็ไม่มีอะไรมีแค่หินก้อนไม่ใหญ่มากหนึ่งก้อนและต้นหญ้าที่ขึ้นบริเวณนั้น ไม่ทันได้โล่งใจกระต่ายตัวหนึ่งก็กระโดดออกมาจากหลังโขดหินทำให้ตินภพตกใจสุดขีด ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!! เขาส่งเสียงดังออกมาอีกครั้ง แต่รอบนี้เขาไม่ทันได้ดูที่โขดหินว่ามีของซ่อนไว้ไหม ร่างสูงก็รีบวิ่งออกมาจากถ้ำทันทีเพราะมีค้างคาวจำนวนมากบินออกมาเพราะตกใจเสียงของเขา ตินภพวิ่งไม่ดูทางจนชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ ร่างสูงทรุดลงบนพื้นก่อนที่ตาจะปิดตินภพก็เหลือบเห็นตราสัญลักษณ์ที่อยู่ในโพรงของต้นไม้เขาหยิบออกมากำไว้ก่อนที่จะสลบไป โดยมีกล้องที่อยู่บริเวณนั้นจับภาพของเขาไว้ได้ทุกตัว จริณที่ดูภาพจากกล้องอยู่ก็รู้สึกสงสารอีกฝ่ายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เขาได้แต่ส่งทีมเข้าไปเพื่อพาอีกฝ่ายออกมาจากป่า ถ้าปล่อยให้ออกมาเองมีหวังได้ออกมาพรุ่งนี้เป็นแน่
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD