(เด็กดื้อของเตชินท์)
จากนั้นดิวก็เดินกลับไปขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขับออกไปจากเรือนไม้สัก โดยมีน้ำพั้นซ์มองตามจนสุดสายตาด้วยความเป็นห่วง จนกระทั่งได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น เธอจึงหันกลับมามองเจ้าของเสียง
"เป็นห่วงแฟนที่โดนอาว่าเหรอ ถึงได้มองตามขนาดนั้น" เตชินท์อดไม่ได้ที่จะพูดประชดประชันคนตัวเล็ก เพราะท่าทีของเธอที่ดูเป็นห่วงเป็นใยอีกฝ่ายทำให้เขาหงุดหงิดในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
"พี่ดิวไม่ใช่แฟนหนูค่ะ แค่พี่ชายที่รู้จักกันเท่านั้น"
ทว่าคำตอบของคนตัวเล็ก ทำให้เตชินท์หันใบหน้าหลบไปอีกทางแล้วลอบกระตุกยิ้มด้วยความพอใจ จากนั้นก็หันกลับมาทำหน้านิ่งเหมือนเดิม ก่อนจะทำทีพูดประชดออกไปอีกครั้ง
"เหรอครับ อาก็นึกว่าแฟนเห็นนั่งตัวติดกันเชียว"
"พวกเราโตมาด้วยกันค่ะ เลยสนิทกันมาก"
"ถึงจะสนิทกันมากแค่ไหน แต่หนูพั้นซ์ก็เป็นผู้หญิง ไม่ควรจะใกล้ชิดผู้ชายขนาดนั้น อาหวง" เตชินท์ตั้งใจที่จะพูดคำว่าหวงออกมาชัดเจน จ้องมองคนตัวเล็กไม่วางตา
"หวง อ๋อ คงจะหมายถึงเป็นห่วงใช่ไหมคะ ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วงหนู คราวหลังหนูจะระวังให้มากกว่านี้ค่ะ" คราแรกก็ตกใจกับคำว่าหวงของคนตัวโต แต่พอคิดได้ว่าเขาอาจจะหมายถึงเป็นห่วงเธอแบบลูกแบบหลานก็รู้สึกเบาใจ
"อาห่วงอยู่แล้วครับ แต่เมื่อกี้อาบอกว่า อา หวง" เตชินท์พูดเน้นย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่ต่างจากใบหน้า ทีแรกเขาว่าจะค่อยเป็นค่อยไป แต่พอเห็นผู้ชายคนอื่นมายุ่งกับคนตัวเล็กของเขาต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เขาจึงทนกับความหึงหวงไม่ไหว ถ้าจะให้ค่อยเป็นค่อยไปเขากลัวว่าคนตัวเล็กอาจจะหวั่นไหวให้กับชายหนุ่มคนอื่นเสียก่อน
"อะ อาเต พูดอะไรคะ"
น้ำพั้นซ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ทั้งที่เข้าใจดีแต่ก็ยังจะถาม แก้มสาวเห่อร้อนแดงก่ำขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนเตชินท์เห็นแล้วก็นึกเอ็นดู อยากจะยื่นมือไปบีบแก้มป่องๆที่แดงอยู่แล้วให้มันแดงขึ้นอีก แต่ก็ไม่อยากทำรุ่มร่ามกับเธอตอนนี้
"ที่ถามนี่ แน่ใจนะครับว่าไม่เข้าใจที่อาพูด" เขาถามเชิงหยอกเย้า เพราะอดไม่ได้ที่จะแกล้ง
"ไม่เข้าใจค่ะ อาเตอิ่มยังคะหนูจะได้เก็บจาน" น้ำพั้นซ์ตอบออกไปทันที ก่อนจะเอ่ยถามเปลี่ยนเรื่องเพราะอยากหนีไปจากสถานการณ์ตอนนี้เหลือเกิน เธอก้มหน้างุด เม็มปากเข้าหากันแน่น ใจดวงน้อยสั่นระรัวเต้นผิดจังหวะไปหมด ตอนนี้เธอไม่กล้าเงยหน้าสบตากับคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เธอไม่เข้าใจตัวเองเลย ว่าทำไมต้องเสียอาการเมื่ออยู่กับเขา ทั้งที่ปกติเธอเป็นคนพูดจาฉะฉาน ช่างพูดช่างจา ต่อปากต่อคำเก่ง เรียกว่าเก่งไปเสียทุกเรื่อง แต่พออยู่กับคนตรงหน้าคนนี้ เธอก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแมวน้อยเชื่องๆเลย
ด้านเตชินท์ถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุดเมื่อเห็นท่าทีของคนตัวเล็ก ไหนจะแก้มแดงๆของเธออีก มันช่างน่ารักน่าเอ็นดูไปเสียหมด แต่เพราะไม่อยากทำให้เธออึดอัด เขาจึงเลือกที่จะเอ่ยตอบออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เก็บจานเลยก็ได้ครับอาอิ่มแล้ว"
"ค่ะ"
จากนั้นน้ำพั้นซ์ก็รีบเก็บจานใส่ถาด โดยไม่ยอมมองหน้าคนตัวโตเลย เมื่อเก็บจานเสร็จก็เดินเอาจานไปล้างตรงซิงค์ล้างจานในครัว โดยมีคนตัวโตมองตามการกระทำของเธออยู่ตลอดเวลาอย่างคนหลงใหล ราวกับต้องมนต์ให้เขาหยุดสายตาไว้แค่ที่เธอ
...ซึ่งครัวจะอยู่ใต้ถุนบ้านและเป็นครัวที่กั้นไม้เรียบจากพื้นขึ้นมาหนึ่งเมตร ฝากั้นห้องครัวใช้ไม้สักกั้นเว้นระยะเป็นร่องๆจึงทำให้คนข้างนอกมองเห็นคนข้างในได้ เป็นครัวกึ่งเปิดโล่ง ถัดมาก็จะเป็นห้องน้ำห้องเดียวที่ใช้ร่วมกัน มองเลยไปด้านหลังบ้านก็จะมีลูกหนำหรือกระท่อมหลังเล็กๆที่ตาบุญสร้างไว้นอนเล่นพักผ่อนยามนอนกลางวัน หรือตั้งวงกินเหล้าคนเดียว แบบชิลๆรับบรรยากาศธรรมชาติ รอบๆกระท่อมรายล้อมไปด้วยต้นผลไม้หลายชนิดที่ตาบุญปลูกไว้กิน มีทั้งต้นมะม่วงเบา มะม่วงมัน เงาะ ลำใย ละมุด มังคุด ลองกอง และผลไม้อีกหลายชนิดที่ตาบุญได้ปลูกไว้ในพื้นที่สวนหลังบ้านยาวไปถึงท้ายสวน...
เมื่อล้างจานเสร็จ น้ำพั้นซ์ก็เดินออกมาจากในครัว พอเห็นคนตัวโตยังนั่งอยู่ที่เดิม เธอก็ชะงักเล็กน้อยเพราะยังรู้สึกประหม่าอยู่ไม่หาย ก่อนจะเอ่ยถามเขาไปด้วยน้ำเสียงติดขัดเช่นเดิม
"อะ อาเตไม่ขึ้นบ้านเหรอคะ ทำไมยังนั่งอยู่อีก"
"อารอขึ้นบ้านพร้อมหนูพั้นซ์ครับ"
ได้ยินเช่นนั้นดวงตากลมโตก็กระพริบถี่ๆ กลอกตาไปมาไม่กล้าสู้สายตาคนตรงหน้าด้วยความเขินอาย ใจดวงน้อยสั่นระรัวราวกลองชุด แก้มสาวแดงก่ำราวลูกตำลึงสุก จนเตชินท์ที่มองอยู่ไม่ละสายตา ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความเอ็นดูเด็กน้อยตรงหน้าที่คล้ายกำลังเขินเขาอยู่ ยิ่งเห็นเธอเขินก็ยิ่งอยากแกล้ง ว่าแล้วก็ไม่รอช้า ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้สักแล้วเดินเข้าไปหาคนตัวเล็ก ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ดวงหน้าเล็ก แล้วเลื่อนมือหนาขึ้นมาบีบแก้มป่องๆทั้งสองข้างเบาๆอย่างอดหมั่นเขี้ยวไม่ได้
น้ำพั้นซ์สะดุ้งทันทีกับการกระทำของคนตัวโตตรงหน้า ดวงตากลมโตสบกับดวงตาคู่คมอย่างกล้าๆกลัวๆ สัมผัสจากปลายนิ้วของเขาที่กำลังบีบแก้มของเธอทั้งสองข้าง ทำให้เธอรู้สึกร้อนรุ่มในร่างแปลกๆคล้ายคนจะเป็นไข้ แต่เธอไม่ได้ปัดมือหนาออกจากแก้มของตัวเองแต่อย่างใด ปล่อยให้เขาบีบแก้มของเธออยู่อย่างนั้น โดยที่เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมให้เขาแตะเนื้อต้องตัวขนาดนี้ ทั้งที่เกิดมายี่สิบสองปียังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนได้ทำแบบนี้กับเธอเลย แม้กระทั่งดิวที่ว่าสนิทมากแล้ว เธอก็ไม่เคยปล่อยตัวกับดิวแบบนี้เลย อย่างมากก็แค่ลูบหัวแบบเอ็นดูตามประสาพี่ชายน้องสาว
"น่ารักจัง"
เสียงทุ้มเอ่ยออกมาลอยๆราวกับคนตกอยู่ในภวังค์ ทำเอาน้ำพั้นซ์ยิ่งเขินอายเข้าไปใหญ่ ทว่ามันก็ทำให้เธอได้สติในเวลาเดียวกัน เธอจึงเอ่ยพูดกับเขาไป
"นะ หนูขอตัวขึ้นบ้านก่อนนะคะ" เธอพูดพลางเบี่ยงใบหน้าออกจากมือหนา แล้วรีบเดินขึ้นบ้านไปทันที
เตชินท์มองตามหลังไวๆของคนตัวเล็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินขึ้นบ้านตามเธอไป โดยที่ปากหนายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุด รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจไปหมดที่เห็นคนตัวเล็กมีท่าทีเขินเขา แถมเธอไม่มีท่าทีผลักใสหรือปฏิเสธสัมผัสของเขาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้เขารู้สึกมีความสุขมากอย่างบอกไม่ถูก