สายตาที่เปลี่ยนไป

2737 Words
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องพักผู้จัดการรีสอร์ท เอ๋ยนั่งเหม่อมองเงาตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง มือเล็กยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองอย่างลืมตัว สัมผัสอุ่นวาบและลมหายใจที่เป่ารดใกล้ๆ เมื่อคืนนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา ‘ถ้าดื้อนัก... คืนนี้ผมจะไม่ให้กินแค่ซุปกระดูกหมูนะ รวินท์นิภา’ ประโยคชวนขนลุกขนพอง (และชวนให้ใจเต้นแรงที่สุดในชีวิต) ดังก้องขึ้นมาในหัวอีกครั้ง เอ๋ยสะบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆ นั้นออกไป ใบหน้าใสเห่อร้อนขึ้นมาดื้อๆ "ตื่นเดี๋ยวนี้นะยัยเอ๋ย! แกจะมานั่งหน้าแดงเพราะอีตาบอสโรคจิตไม่ได้นะเว้ย เขาแค่ขู่แก เขาแค่กวนประสาทแก!" เอ๋ยตบแก้มตัวเองเบาๆ สองทีเพื่อเรียกสติ ก่อนจะรีบแต่งตัวด้วยชุดทำงานที่ทะมัดทะแมง วันนี้เธอเลือกใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนและกางเกงสแล็คสีดำ... และแน่นอน รองเท้าผ้าใบกันลื่นอย่างดี! บทเรียนจากรอยโคลนคราวก่อนสอนให้รู้ว่า อย่าหาทำใส่ส้นเข็มไปเดินเฉิดฉายในอาณาจักรของเขาอีกเด็ดขาด เมื่อเดินมาถึงออฟฟิศ พิมที่กำลังชงกาแฟอยู่ก็หันมาหรี่ตาจับผิดเพื่อนสนิททันที "แหม... วันนี้หน้าตาดูสดใสอมชมพูผิดปกตินะจ๊ะ เมื่อคืนไปส่งงานที่ถ้ำเสือมา เสือไม่ตะปบเอาเหรอ หรือว่า... เสือใจดีแบ่งกระดูกหมูให้แทะ?" พิมแซวอย่างรู้ทัน เพราะเมื่อคืนป้าศรีแอบไลน์มาเมาท์ให้ฟังว่าเจ้านายกับผู้จัดการนั่งซดน้ำซุปกระดูกหมูด้วยกันจนดึกดื่น "เสือบ้าอะไรล่ะ! ฉันก็แค่... หิว ก็เลยกินๆ ไปงั้นแหละ ป้าศรีอุตส่าห์ทำเผื่อ" เอ๋ยแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แสร้งเปิดแฟ้มงานบนโต๊ะเพื่อหลบสายตาจับผิดของเพื่อน "แล้วนี่เรื่องแขก VIP เรียบร้อยดีใช่ไหม?" พิมพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้นมานิดนึง "เรียบร้อยดีแก คุณหญิงดาริกาเดินทางมาถึงตั้งแต่แปดโมงเช้า รถกอล์ฟพาขึ้นไปส่งที่บ้านพักส่วนตัวบนเนินเขาแล้ว เห็นว่าแฮปปี้สุดๆ ไปเลยล่ะ... แกนี่โชคดีนะที่พ่อเลี้ยงยอมสละพื้นที่หวงห้ามเพื่อแก้ปัญหาให้ ไม่งั้นรีสอร์ทเราโดนคุณหญิงคอมเพลนยับแน่ๆ" คำพูดของพิมทำเอาเอ๋ยชะงักไปนิด ความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจตีตื้นขึ้นมาในอก กฤษณะเป็นคนแบบนี้เสมอ ปากด่าเธอฉอดๆ ต่อหน้าคนอื่นเพื่อรักษาความเด็ดขาด แต่ลับหลังกลับเป็นคนลงมือแก้ปัญหาที่ยากที่สุดให้เธออย่างเงียบๆ และแนบเนียนที่สุด ติ๊ง! เสียงข้อความไลน์จากกลุ่ม ‘Management Team’ ดังขึ้น เอ๋ยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เป็นข้อความจากเลขาฯ ของพ่อเลี้ยงไม้ [ประกาศ: วันนี้เวลา 10.00 น. พ่อเลี้ยงไม้จะลงตรวจพื้นที่แปลงส้มฝั่งตะวันออกและโรงคัดบรรจุ ขอให้ผู้จัดการรีสอร์ทเตรียมตัวลงพื้นที่เพื่อดูเส้นทางสำหรับจัดทำ Eco-Trail ให้นักท่องเที่ยวด้วยค่ะ] เอ๋ยถอนหายใจยาว... เอาล่ะสิ เพิ่งจะสงบศึกกันไปเมื่อคืน เช้านี้บอสใหญ่ก็เรียกใช้งาน (และอาจจะหาเรื่องจับผิด) เธออีกแล้ว "ไปลุยสวนอีกแล้วสินะ สู้ๆ นะแก ระวังลื่นโคลนไปซบอกพ่อเลี้ยงอีกล่ะ" พิมหัวเราะคิกคักก่อนจะเดินหนีไปทำงาน ทิ้งให้เอ๋ยยืนทำหน้ามุ่ยอยู่คนเดียว เวลาสิบโมงตรง เอ๋ยมาปรากฏตัวที่หน้าแปลงส้มฝั่งตะวันออก รถจี๊ปคันเก่งของไม้จอดอยู่ก่อนแล้ว วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีน้ำตาลอ่อนพับแขนขึ้นมาถึงศอก กางเกงยีนส์สีซีด และสวมหมวกปีกกว้างกันแดด ลุคที่ดูดิบเถื่อนและกลมกลืนกับธรรมชาติแบบนี้ เป็นลุคที่ทำให้เขามีเสน่ห์เหลือร้ายจริงๆ เอ๋ยเดินเข้าไปหาเขาที่กำลังยืนคุยอยู่กับลุงยอดและกลุ่มคนงาน เธอตั้งใจจะเอ่ยทักทายตามมารยาท แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เธอต้องหยุดชะงักและยืนมองอยู่เงียบๆ "ป้าต้อย หลานเป็นยังไงบ้าง ไข้ลดหรือยัง" เสียงทุ้มดุดันที่มักจะใช้ตวาดเธอในห้องประชุม ตอนนี้กลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ไม้กำลังก้มลงคุยกับหญิงวัยกลางคนที่เป็นคนงานคัดส้ม "ลดแล้วจ้ะพ่อเลี้ยง เมื่อคืนหมอให้ยาแก้อักเสบมา ป้าเลยให้แกนอนพักอยู่ที่บ้านพักคนงาน ไม่ได้พามาตากแดดที่โรงคัดด้วย" ป้าต้อยตอบด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจ "ดีแล้ว ให้พักจนกว่าจะหายขาด ไม่ต้องรีบ" ไม้พยักหน้า ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต หยิบซองสีขาวปึกหนายัดใส่มือป้าต้อย "นี่ค่าหมอค่าหยูกยา แล้วก็เอาไว้ซื้อขนมให้หลานมันด้วย ขาดเหลืออะไรไปบอกลุงยอดนะ ไม่ต้องเกรงใจ" "โอย... พ่อเลี้ยง ไม่ต้องหรอกจ้ะ แค่นี้พ่อเลี้ยงก็เมตตาพวกเรามากแล้ว ค่าแรงก็ให้เต็มไม่เคยหัก..." ป้าต้อยละล่ำละลักปฏิเสธ น้ำตาคลอเบ้า "รับไปเถอะป้า ถือว่าเป็นขวัญถุงให้หลานมัน คนของผม ผมก็ต้องดูแลให้ดีที่สุดสิ" ไม้ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทหรือเย้ยหยันเหมือนที่เขาชอบยิ้มให้เธอ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูสว่างไสวและอบอุ่นจนคนมองแทบจะละสายตาไม่ได้ เอ๋ยยืนอึ้งอยู่หลังต้นส้มขนาดใหญ่ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างรุนแรง ภาพผู้ชายหน้าตายสุดแสนจะเจ้าระเบียบ ซ้อนทับกับภาพของผู้ชายที่อบอุ่น อ่อนโยน และเป็นที่พึ่งพาของลูกน้องทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบ... นี่สินะ คือเหตุผลที่ทำไมคนงานในไร่ถึงได้รักและเคารพพ่อเลี้ยงไม้กันนักหนา แม้เขาจะดุแค่ไหนก็ตาม เขาไม่ได้ดุเพราะอยากบ้าอำนาจ แต่เขาเข้มงวดเพราะเขามีชีวิตของคนงานหลายร้อยชีวิตอยู่บนบ่า เขาต้องการให้รีสอร์ทและไร่ส้มแห่งนี้เป็นที่ที่เลี้ยงปากท้องทุกคนได้อย่างยั่งยืนที่สุด "จะยืนแอบหลังต้นไม้อีกนานไหมคุณผู้จัดการ หรือว่ากำลังซ้อมเล่นซ่อนหากับแมลงหวี่อยู่" เสียงทุ้มกวนประสาทดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ทำลายภวังค์อันแสนละมุนของเอ๋ยจนแตกกระเจิง ไม้หันมาเห็นเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขากอดอกยืนพิงรถจี๊ป เลิกคิ้วมองเธอด้วยสายตาจับผิด เอ๋ยสะดุ้ง รีบเดินออกมาจากหลังต้นส้ม "ใครแอบคะ! เอ๋ยก็แค่... แค่กำลังสำรวจดูว่าต้นส้มแถวนี้มีแมลงศัตรูพืชหรือเปล่าต่างหากล่ะคะ" "ด้วยตาเปล่าเนี่ยนะ? เก่งจังนะเรื่องแถเนี่ย" ไม้ส่ายหน้าเบาๆ แต่ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เขาหันไปพยักหน้าให้ลุงยอดพางานคนอื่นไปทำงานต่อ ก่อนจะหันมาสั่งเธอ "ตามมา จะพาไปดูเส้นทางปั่นจักรยาน Eco-Trail ที่จะเปิดใหม่เดือนหน้า คุณต้องเอาข้อมูลไปบรีฟทีมมาร์เก็ตติ้งต่อ" พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินนำเข้าไปในดงส้มทันที เอ๋ยรีบสาวเท้าเดินตามให้ทัน วันนี้ทางเดินไม่ได้ลื่นเป็นโคลนเหมือนคราวก่อนเพราะแดดออกจัด แต่อากาศก็ค่อนข้างร้อนอบอ้าว ทั้งคู่เดินลัดเลาะไปตามเนินเขา ผ่านดงส้มที่ออกผลดกเต็มต้นตลอดทาง ไม้ไม่ได้เดินเร็วเป็นพายุเหมือนคราวที่แล้ว เขาเดินนำหน้าเธอในระยะกะทัดรัด คอยใช้มือหนาดันกิ่งส้มที่ยื่นขวางทางออกให้เธอเดินผ่านได้สะดวกโดยไม่ต้องเอ่ยปากบอก แถมยังคอยหันกลับมามองเป็นระยะๆ ราวกับเช็กดูว่าเธอเดินตามทันไหม หรือหน้ามืดเป็นลมไปแล้วหรือเปล่า เอ๋ยมองแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเจ้านายหนุ่ม แสงแดดที่ส่องลอดใบไม้ลงมากระทบเส้นผมสีเข้มของเขาทำให้ดูมีมิติ... เมื่อก่อนเวลาเดินตามแผ่นหลังนี้ เธอจะรู้สึกกดดันและหมั่นไส้อยากจะกระโดดเตะก้านคอให้รู้แล้วรู้รอด แต่ตอนนี้... ทำไมแผ่นหลังกว้างๆ ที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบนี้ มันถึงดูเท่และน่าพึ่งพาจังเลยนะ "ตรงนี้จะเป็นจุดพักรถจักรยาน" ไม้หยุดเดินและหันกลับมาอธิบาย ชี้มือไปที่ลานดินโล่งๆ ใต้ต้นจามจุรีใหญ่ "ผมจะให้ช่างไม้มาทำม้านั่งยาว แล้วก็จุดบริการน้ำดื่ม คุณโน้ตไว้ด้วยว่าต้องจัดหาพนักงานมาดูแลความสะอาดตรงนี้ทุกๆ สองชั่วโมง" เอ๋ยที่กำลังเหม่อมองลูกกระเดือกของเขาที่ขยับขึ้นลงเวลาพูด สะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกเรียกให้จดงาน "อะ... อ๋อ ค่ะๆ จดแล้วค่ะ จุดพักรถจักรยาน ใต้ต้นจามจุรี..." เธอรีบก้มหน้าก้มตาจดลงในสมุดโน้ตเล่มเล็ก ซ่อนใบหน้าที่เริ่มเห่อร้อนของตัวเอง ไม้หรี่ตามองคนตรงหน้าที่ดูเหม่อลอยผิดปกติ "เป็นอะไร หน้าแดงๆ ไข้กลับหรือไง" เขาก้าวเข้ามาใกล้ ยกมือขึ้นทำท่าจะอังหน้าผากเธอเหมือนที่เคยทำ เอ๋ยรีบถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าว ส่ายหน้ารัวๆ "ปะ... เปล่าค่ะ! ไม่ได้เป็นไข้ แค่อากาศมันร้อน เอ๋ยเลยหน้าแดงแค่นั้นเอง" ไม้มองท่าทีลุกลี้ลุกลนนั้นแล้วก็ลอบยิ้มมุมปาก เขาเดินไปที่ต้นส้มสายน้ำผึ้งต้นหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ เลือกเด็ดผลส้มที่สีส้มจัดและผิวเต่งตึงที่สุดออกมาหนึ่งลูก เขาใช้เล็บนิ้วหัวแม่มือที่สะอาดสะอ้านกรีดเปลือกส้มอย่างชำนาญ ก่อนจะปอกมันออกอย่างรวดเร็วและประณีต กลิ่นหอมชื่นใจของน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้มฟุ้งกระจายไปในอากาศ ไม้ดึงกลีบส้มชิ้นโตที่ปราศจากใยสีขาวออกมายื่นไปตรงหน้าเอ๋ย "กินซะ" "คะ?" เอ๋ยมองชิ้นส้มสลับกับใบหน้าหล่อเหลาของคนยื่นให้ด้วยความงุนงง "บอกให้กินก็กินเถอะน่า หน้าซีดเป็นไก่ต้มขนาดนี้ เดี๋ยวก็เป็นลมล้มพับไปให้ผมต้องแบกกลับอีก" เขาพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ที่แฝงความรำคาญ (ซึ่งเอ๋ยเริ่มจับทางได้แล้วว่ามันคือความห่วงใยฉบับคนปากแข็ง) "วิตามินซีสดๆ จากต้น ช่วยให้สดชื่นขึ้น อ้าปากสิ มือผมเปื้อนฝุ่น คุณจับเองไม่ได้หรอก" พระเจ้าช่วย... เขาจะป้อนเธอเนี่ยนะ! เอ๋ยเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาเต้นแท็ปอยู่นอกอก บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดใบส้มปลิวไสว สายตาคมกริบของเขากำลังจ้องมองมาที่ริมฝีปากของเธออย่างรอคอย ไม่มีแววตาล้อเล่น มีแต่ความจริงจังที่ทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธได้ ผู้จัดการสาวค่อยๆ เผยอริมฝีปากออกอย่างว่าง่าย ไม้ส่งชิ้นส้มสีทองฉ่ำน้ำเข้าปากเธออย่างนุ่มนวล ปลายนิ้วชี้ที่สากเล็กน้อยของเขาเฉียดผ่านริมฝีปากล่างของเธอไปอย่างแผ่วเบา... สัมผัสนั้นเบาหวิวราวกับขนนก แต่มันกลับจุดกระแสไฟช็อตวูบวาบไปทั่วทั้งร่างของหญิงสาว เมื่อส้มเข้าปาก รสชาติหวานฉ่ำอมเปรี้ยวนิดๆ ก็แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ความสดชื่นของมันช่วยคลายความร้อนอบอ้าวได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยรู้สึกหน้าร้อนผ่าวหนักกว่าเดิม คือสายตาของคนป้อนที่ยังคงจ้องมองเธอเคี้ยวส้มอย่างไม่วางตา "หวานไหม" เขาถามเสียงเบา "หะ... หวานค่ะ หวานมาก" เอ๋ยตอบตะกุกตะกัก ก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาคมคู่นั้นอีกต่อไป ไม้กระตุกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ เขาจัดการปอกส้มที่เหลือเข้าปากตัวเองบ้าง ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีเข้มออกมาเช็ดมืออย่างลวกๆ "รู้ไหม ทำไมผมถึงชอบพาคุณมาเดินในสวนแทนที่จะคุยงานในออฟฟิศ" จู่ๆ เขาก็เปิดบทสนทนาขึ้นมาขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินกลับไปที่รถ เอ๋ยส่ายหน้า "เพราะคุณอยากแกล้งให้เอ๋ยเดินตากแดดจนหน้าดำล่ะมั้งคะ" เธออดไม่ได้ที่จะจิกกัดกลับไปนิดนึงตามประสาคู่กัด "ผิด" ไม้หัวเราะในลำคอ "เพราะอยู่ในออฟฟิศ คุณชอบทำตัวเป็น 'ผู้จัดการรวินท์นิภา' ที่ต้องเป๊ะไปซะทุกอย่าง ต้องเก่ง ต้องเถียงชนะ... แต่มันดูฝืนธรรมชาติของคุณไปหน่อย" เอ๋ยชะงัก หันไปมองเสี้ยวหน้าของเขา "แล้วธรรมชาติของเอ๋ยในสายตาคุณไม้ มันเป็นยังไงล่ะคะ" ไม้หยุดเดิน หันมาประจันหน้ากับเธอ เขาใช้สายตากวาดมองผู้จัดการสาวในชุดเชิ้ตพับแขนและรองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง... "ธรรมชาติของคุณ คือยัยเด็กดื้อตาใส ซน แก่นแก้ว ที่ชอบพุ่งชนปัญหาตรงๆ ... เวลาคุณอยู่ที่นี่ กลางไร่ส้มแห่งนี้ คุณดูมีชีวิตชีวา ดูเป็น 'เอ๋ย' คนที่พร้อมจะลุยไปข้างหน้าโดยไม่ต้องมัวมากังวลเรื่องภาพลักษณ์ หรือคอยระแวงว่าผมจะจับผิดอะไรคุณอีก" คำพูดที่ตรงไปตรงมาและทะลุปรุโปร่งนั้นทำเอาเอ๋ยถึงกับอึ้งไป เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าภายใต้สายตาดุๆ ที่คอยแต่จะติเตียนงานของเธอ เขาจะคอยเฝ้ามองและทำความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเธออย่างลึกซึ้งขนาดนี้ "แล้ว... คุณไม้ชอบแบบไหนมากกว่ากันคะ" คำถามนั้นหลุดออกจากปากไปก่อนที่สมองจะทันได้สั่งการ เอ๋ยอยากจะตบปากตัวเองสักร้อยครั้งที่เผลอถามอะไรที่ดูอ่อยเบอร์แรงขนาดนั้นออกไป! ไม้นิ่งไปชั่วขณะ นัยน์ตาสีเข้มไหววูบ เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กลับสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงเหลือเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดอยู่ที่หน้าผากมนของเธอ "แบบไหนน่ะเหรอ..." เขาโน้มหน้าลงมากระซิบใกล้ๆ ใบหูของเธอ เสียงทุ้มต่ำนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูด "ก็คงเป็นแบบที่... กล้ายืนเถียงผมฉอดๆ แต่พอโดนป้อนส้มชิ้นเดียว ก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกแบบตอนนี้ล่ะมั้ง" บึ้ม! เหมือนมีระเบิดลงกลางหัวใจของรวินท์นิภา เอ๋ยเบิกตากว้าง หน้าแดงก่ำไปจนถึงใบหู เธอผลักอกแกร่งของเขาออกเบาๆ ด้วยความเขินอายขั้นสุด "คะ... คนบ้า! ใครหน้าแดงกันคะ อากาศมันร้อนต่างหากเล่า! เอ๋ยไม่คุยกับคุณแล้ว กลับไปทำงานดีกว่า!" พูดจบยัยผู้จัดการสาวสายลุยก็สับเท้าวิ่งหนีกลับไปที่รถจี๊ปอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมหันกลับมามองคนข้างหลังอีกเลย ทิ้งให้พ่อเลี้ยงกฤษณะยืนล้วงกระเป๋ากางเกง หัวเราะร่วนออกมาอย่างอารมณ์ดีที่สุดในรอบปี เขามองตามแผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังวิ่งหนีด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูและความหลงใหลที่ปิดไม่มิดอีกต่อไป กำแพงความหมั่นไส้ที่เคยมีต่อกันพังทลายลงจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกดีๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความหวานอมเปรี้ยวของไร่ส้มแห่งนี้ ใช่... สายตาของเอ๋ยที่มองเขาเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เธอไม่ได้เห็นเขาเป็นแค่เจ้านายหน้าตายบ้าอำนาจอีกต่อไป แต่เธอเห็นเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง... ผู้ชายอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากน้ำแข็ง ผู้ชายที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะได้ทุกครั้งที่เข้าใกล้ และเธอก็รู้ดีว่า... สายตาของเขาที่มองมาที่เธอ มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเช่นกัน ความรัก... กำลังเบ่งบานในไร่ส้มเตชะกล้าณรงค์อย่างช้าๆ แต่ทว่ามั่นคง รอเพียงเวลาที่พายุฝนจะพัดพาความปากแข็งของคนทั้งคู่ให้หลุดลอยไปเท่านั้นเอง!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD