แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบใบหน้าหวานที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงนุ่ม ร่างบางขยับตัวซุกเข้าหาผ้าห่มผืนหนา ทว่าความรู้สึกปวดเมื่อยที่แล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กายราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ ทำให้รวินท์นิภาต้องนิ่วหน้าและค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก
"โอ๊ย..." เอ๋ยครางเบาๆ ในลำคอเมื่อพยายามจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกร้าวระบมที่ช่วงเอวและต้นขาเป็นตัวตอกย้ำชั้นดีว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน... ไม่ใช่ความฝัน
ภาพเหตุการณ์ในกระท่อมท้ายไร่ท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำไหลบ่าเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ทุกสัมผัสที่หนักหน่วง ทุกเสียงกระซิบแหบพร่า และทุกจังหวะลมหายใจที่สอดประสานกันของเธอกับผู้ชายหน้าตายคนนั้น มันชัดเจนเสียจนใบหน้าใสเห่อร้อนขึ้นมาดื้อๆ สีแดงลามริ้วไปจนถึงใบหู
‘เรียกพี่ไม้...’
เสียงกระซิบสั่งที่แสนจะเอาแต่ใจยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท เอ๋ยยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง กรีดร้องแบบไม่มีเสียงอยู่ใต้ผ้าห่ม
"ยัยเอ๋ย! ยัยคนใจง่าย! เถียงเขาวอดๆ อยู่ดีๆ ไปยอมให้เขากินดุเดือดขนาดนั้นได้ยังไง โอ๊ยยยยยยยยย จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเนี่ย!"
เธอจำได้รางๆ ว่าหลังจากพายุสงบลง เขาก็จัดการสวมเสื้อผ้าให้เธอด้วยตัวเองอย่างทะนุถนอม ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นรถจี๊ปและขับมาส่งถึงหน้าบ้านพักผู้จัดการอย่างปลอดภัย โดยที่ไม่ยอมให้เธอปริปากพูดอะไรเลยสักคำนอกจากคำว่า ‘ฝันดีนะ ยัยเด็กดื้อ’ พร้อมกับจูบหนักๆ ที่หน้าผากหนึ่งที
เอ๋ยสะบัดหัวไล่ความคิดชวนใจแตกออกไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองว่าวันนี้ต้องไปทำงาน ต้องกลับไปสวมบทบาทผู้จัดการรีสอร์ทสุดเนี้ยบ และที่สำคัญ... ต้องทำตัวให้เป็นปกติที่สุดเวลาเผชิญหน้ากับอีตาบอสจอมเผด็จการคนนั้น!
หญิงสาวก้าวลงจากเตียง เดินโซเซเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองกระจกบานใหญ่เหนืออ่างล้างหน้า ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างราวกับเห็นผี!
"เฮ้ย!!"
เอ๋ยถลึงตาจ้องมองภาพสะท้อนในกระจก บริเวณซอกคอขาวเนียนและไหปลาร้าของเธอ... มีรอยจ้ำสีแดงอมม่วงขนาดเท่าเหรียญสิบปรากฏอยู่อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่รอยเดียว แต่มีถึงสามรอยเรียงกันเป็นทาง!
"ไอ้บอสบ้า! ไอ้หมาบ้าเอ๊ย! กัดมาได้ รอยเบ้อเริ่มขนาดนี้ฉันจะปิดยังไงฮะ!" เอ๋ยสบถลั่นห้องน้ำ หยิบฟองน้ำมาถูๆ หวังให้มันจางลง แต่มันกลับยิ่งแดงเถือกขึ้นกว่าเดิม
ในที่สุด มหกรรมการรื้อตู้เสื้อผ้าก็เริ่มต้นขึ้น เอ๋ยจำใจต้องพับเก็บเสื้อเชิ้ตคอวีตัวเก่งเข้าตู้ไป แล้วหยิบเสื้อเชิ้ตคอเต่าแขนยาวสีครีมที่มักจะใส่เฉพาะช่วงฤดูหนาวจัดๆ ออกมาสวมแทน เท่านั้นยังไม่พอ เพื่อความปลอดภัยระดับสูงสุด เธอหยิบผ้าพันคอผ้าไหมสีเอิร์ธโทนผืนเล็กมาผูกทับเป็นโบว์ที่ลำคออีกชั้นหนึ่ง
มองตัวเองในกระจกอีกครั้ง... โอเค รอยแดงถูกปิดมิดชิดแล้ว แต่สภาพของเธอตอนนี้เหมือนคนเตรียมตัวไปปีนยอดเขาเอเวอเรสต์มากกว่าจะไปเดินตรวจรีสอร์ทในวันที่แดดเปรี้ยงขนาดนี้!
"เอาวะ ร้อนตายดีกว่าโดนจับโป๊ะตาย!" เอ๋ยปลอบใจตัวเอง คว้าแฟ้มเอกสารแล้วเดินออกจากบ้านพักมุ่งหน้าไปที่ล็อบบี้
บรรยากาศยามเช้าของรีสอร์ทหลังพายุฝนดูสดชื่นและเขียวขจีเป็นพิเศษ อากาศเย็นสบายและมีกลิ่นหอมของไอดิน เอ๋ยเดินตรวจความเรียบร้อยของพนักงานต้อนรับด้วยมาดผู้จัดการสุดเนี้ยบเช่นเคย แต่ทันทีที่พิมเดินถือแฟ้มรายงานเข้ามาใกล้ สายตาจับผิดระดับเรดาร์ของเพื่อนสนิทก็เริ่มทำงานทันที
"เดี๋ยวๆๆ สต็อปเลยยัยเอ๋ย" พิมยกมือขึ้นปราม หรี่ตามองเพื่อนตั้งแต่หัวจรดเท้า "นี่แกกำลังจะไปเดินแฟชั่นวีคคอลเลกชันวินเทอร์ที่ไหนจ๊ะ? เสื้อคอเต่าว่าร้อนแล้ว นี่แกเล่นผูกผ้าพันคอไหมทับอีกชั้น อุณหภูมิวันนี้ 30 องศานะเว้ย เป็นบ้าหรือเปล่าเนี่ย?"
เอ๋ยสะดุ้งเล็กน้อย รีบยกมือขึ้นจับปมผ้าพันคอตัวเองอัตโนมัติ "บะ... บ้าอะไรเล่า! ก็เมื่อวานฉันตากฝนจนหวัดกินไง เช้านี้เลยรู้สึกหนาวๆ คอแห้งๆ ก็เลยต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นไว้ก่อน เดี๋ยวกระทบต่องาน"
"หนาว? หน้าแกแดงเหงื่อซึมขนาดนี้เนี่ยนะหนาว?" พิมหรี่ตาแคบลงไปอีก จ้องมองเพื่อนอย่างไม่เชื่อสายตา "แล้วเมื่อวานตอนพายุเข้า แกหายไปไหนมา โทรไปก็บอกให้รอห้านาทีๆ แล้วก็หายจ้อยไปเลย กลับมาอีกทีตอนไหนก็ไม่รู้"
"ก็... ก็ฝนมันตกหนัก รถกอล์ฟติดหล่ม ฉันก็เลยไปหลบฝนอยู่ที่กระท่อมเก็บของท้ายไร่ไง รอจนฝนซาถึงเดินกลับมาได้ ไม่มีอะไรหรอกน่า แกอย่าเซ้าซี้สิ ไปๆ ไปดูโซนอาหารเช้าเลย แขก VIP จะลงมาแล้ว" เอ๋ยรีบตัดบท ไล่ต้อนเพื่อนให้ไปทำงานเพื่อกลบเกลื่อนความลุกลี้ลุกลนของตัวเอง
พิมยอมเดินออกไปอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ไม่วายหันกลับมามองเพื่อนด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงรองเท้าบูทหนังที่คุ้นเคยดังกระทบพื้นไม้กระดานล็อบบี้ เอ๋ยชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นับหนึ่งถึงสามในใจ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียง
กฤษณะ เตชะกล้าณรงค์ เดินเข้ามาในล็อบบี้ด้วยท่วงท่าสง่างามและน่าเกรงขามเช่นเคย วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มพับแขนและกางเกงยีนส์เข้ารูป ใบหน้าคมคายหล่อเหลานั้นเรียบตึง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย เขายังคงสวมหน้ากาก ‘เจ้านายสายโหด’ ได้อย่างแนบเนียนสมบูรณ์แบบ ราวกับว่าเรื่องราวเร่าร้อนในกระท่อมเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นจริง
เอ๋ยลอบเม้มริมฝีปาก... ทีเมื่อคืนล่ะทำมาเป็นครางเรียกชื่อเสียงอ่อนเสียงหวาน พอเช้ามาทำหน้าตึงเป็นฉีดโบท็อกซ์เลยนะไอ้บอสหน้าตาย!
"สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณไม้" เอ๋ยยกมือไหว้ ทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแบบมืออาชีพที่สุด
ไม้รับไหว้ด้วยการพยักหน้า สายตาคมกริบตวัดมองร่างบางตรงหน้า ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นชุดที่เธอใส่ ประกายแสงบางอย่างพาดผ่านดวงตาสีนิลคู่นั้น มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาเรียบตึงตามเดิม
"สวัสดีคุณผู้จัดการ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทาย เขาก้าวเข้ามาใกล้เธออีกสองก้าว "เมื่อคืน... พายุแรงดีนะครับ"
เอ๋ยเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าเขา แต่เขากลับมองเลยเธอไปที่แปลงส้มด้านนอก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
"คุณ... หมายถึงลมพายุเหรอคะ?" เอ๋ยถามกลับเสียงสั่น พยายามรักษาระดับเสียงไม่ให้ดังเกินไป
"ก็ลมพายุน่ะสิ หรือคุณคิดว่าผมหมายถึงพายุอะไร" ไม้หันกลับมาสบตาเธอ ดวงตาของเขาพราวระยับไปด้วยความเจ้าเล่ห์ที่คนอื่นมองไม่เห็น มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ความหมายแฝงในประโยคนั้น "แต่ก็โชคดีนะ... ที่กระท่อมท้ายไร่ของเราโครงสร้างแข็งแรง อุ่น... แล้วก็เก็บเสียงได้ดีเยี่ยม ฝนตกหนักแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา"
หน้าของเอ๋ยแดงเถือกเป็นลูกตำลึงสุกทะลุผ้าพันคอออกมา เธอถลึงตาใส่เขาอย่างเอาเรื่อง มือเล็กเผลอกำแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนยับ
"ค่ะ โครงสร้างแข็งแรงดีมาก! แต่คราวหน้าเอ๋ยคงไม่ไปหลบฝนที่นั่นอีกแล้วล่ะค่ะ... กลัวโดนสัตว์ป่าแถวนั้นขย้ำเอา!" เอ๋ยสวนกลับหน้าตาย จิกกัดเข้าให้แบบไม่เกรงใจสถานะ
ไม้หลุดหัวเราะหึในลำคอด้วยความชอบใจที่ยั่วโมโหแม่แมวป่าตัวน้อยได้สำเร็จ "สัตว์ป่าที่นั่นไม่ขย้ำใครซี้ซั้วหรอกครับ... ถ้าเหยื่อไม่น่ากินจริงๆ"
"คุณไม้!" เอ๋ยปรามเสียงดุ มองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กกลัวพนักงานคนอื่นจะได้ยิน
"เอาล่ะ เข้าเรื่องงาน" ไม้ปรับโหมดกลับมาจริงจังอย่างรวดเร็วจนเอ๋ยตามแทบไม่ทัน "แฟ้มสรุปจุดพัก Eco-Trail ที่คุณไปลุยเก็บข้อมูลมาเมื่อวาน ผมขอตรวจก่อนที่คุณจะส่งให้ทีมมาร์เก็ตติ้ง ตามเข้าไปที่ออฟฟิศผมด้วย... เดี๋ยวนี้"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินล้วงกระเป๋านำหน้าไปทางห้องทำงานส่วนตัว ทิ้งให้เอ๋ยยืนทำปากขมุบขมิบด่าตามหลัง ก่อนจะจำใจต้องเดินตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อประตูห้องทำงานบานใหญ่ปิดลงและล็อกสนิท บรรยากาศความกดดันแบบเจ้านายกับลูกน้องก็ดูเหมือนจะมลายหายไปในพริบตา ไม้ไม่ได้เดินไปนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน แต่เขากลับหยุดยืนพิงขอบโต๊ะ กอดอกมองคนที่เพิ่งเดินตามเข้ามาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ใช่สายตาจับผิด... แต่มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลและเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างเปิดเผย
"แฟ้ม... แฟ้มอยู่ตรงนี้ค่ะ เอ๋ยทำพิกัดไว้ครบหมดแล้ว" เอ๋ยเดินก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสบตาเขา ยื่นแฟ้มไปตรงหน้า
ไม้ไม่รับแฟ้ม แต่เขากลับยื่นมือไปดึงแฟ้มออกจากมือเธอแล้วโยนทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ไยดี ก่อนจะคว้าข้อมือเล็ก ดึงร่างบางให้ถลาเข้ามาหาตัว จนเอ๋ยต้องใช้มือยันแผงอกกว้างของเขาไว้เพื่อไม่ให้หน้าคะมำ
"คุณไม้! ทำอะไรคะ เดี๋ยวใครก็เข้ามาเห็นหรอก!" เอ๋ยร้องอุทาน พยายามขืนตัวออก
"ไม่มีใครกล้าเข้ามาห้องผมโดยไม่เคาะประตูหรอก" ไม้ตอบเสียงพร่า รวบเอวบางเข้ามากอดไว้หลวมๆ "แล้วนี่... ใส่เสื้อหนาขนาดนี้ไม่ร้อนหรือไง หรือว่าตั้งใจจะยั่วให้ผมถอดให้"
"บ้า! ใครจะยั่วคุณ!" เอ๋ยตีต้นแขนเขาไปหนึ่งทีด้วยความเขิน "ก็ใครกันล่ะที่ทำรอยบ้าๆ ไว้ที่คอเอ๋ยจนต้องหาผ้ามาพันปิดไว้แบบนี้ เกิดยัยพิมหรือใครเห็นเข้า เอ๋ยจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ เจ้านายหน้าตายแห่งไร่ส้มแอบกินผู้จัดการตัวเองลับหลังเนี่ย!"
ไม้ยิ้มกริ่ม ค่อยๆ ยกมือขึ้นไล้ปลายนิ้วไปตามขอบผ้าพันคอไหมของเธออย่างแผ่วเบา "ก็ให้เขารู้ไปสิ ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังอยู่แล้ว... อีกอย่าง รอยนั่นผมก็ตั้งใจทำไว้ประกาศอาณาเขต ใครจะได้ไม่กล้ามายุ่งกับคนของผม"
"คนของคุณอะไรกันคะ เรายังไม่ได้ตกลงสถานะกันสักหน่อย!" เอ๋ยเถียงกลับ เชิดหน้ารั้นๆ ขึ้นสู้ "เมื่อคืนมันก็แค่อุบัติเหตุ... แค่พายุพาไปต่างหาก"
"อุบัติเหตุงั้นเหรอ?" ไม้เลิกคิ้วสูง นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ขึ้นมานิดๆ กับความปากแข็งของคนในอ้อมกอด "อุบัติเหตุอะไรที่ครางเรียก 'พี่ไม้' ทั้งคืนจนเสียงแหบแบบนี้ฮะ รวินท์นิภา"
"อ๊ะ! หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!" เอ๋ยรีบยกมือขึ้นปิดปากเขา ใบหน้าแดงซ่านจนแทบจะระเบิด "ถ้าคุณยังขืนพูดเรื่องเมื่อคืนอีก เอ๋ยจะ... เอ๋ยจะลาออกจริงๆ ด้วย!"
ไม้ดึงมือเธอออก แล้วกดจูบลงบนฝ่ามือนุ่มนั้นอย่างทะนุถนอม "ไม่ให้ลาออก... แล้วก็ไม่ให้อุบัติเหตุด้วย เมื่อคืนผมตั้งใจ และผมก็รู้ว่าคุณเองก็เต็มใจ... ยอมรับมาเถอะน่าเอ๋ย ว่ากำแพงคู่กัดของเรามันพังลงไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว"
น้ำเสียงจริงจังและสายตาเว้าวอนของเขาทำเอาเอ๋ยใจสั่นระรัว เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง เธอพ่ายแพ้ต่อเขาอย่างราบคาบไปแล้ว ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมถึงหัวใจที่เคยตั้งป้อม العداء (ความเป็นศัตรู) มาตลอดด้วย
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ทั้งคู่สะดุ้งผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับแม่เหล็กสลับขั้ว เอ๋ยรีบจัดเสื้อผ้าและผ้าพันคอให้เข้าที่ หันไปยืนตัวตรงแหน่วอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ส่วนไม้ก็รีบกระแอมไอ ดึงหน้ากลับมาตึงเปรี๊ยะ สวมบทบอสสุดโหด หยิบแฟ้มขึ้นมาเปิดดูทำทีเป็นตรวจงาน
"เข้ามา" ไม้เอ่ยอนุญาตเสียงเข้ม
ประตูเปิดออก พร้อมกับร่างท้วมของป้าศรีที่เดินถือถาดใส่แก้วกาแฟดำและน้ำส้มคั้นสดเข้ามา รอยยิ้มใจดีประดับอยู่บนใบหน้า
"ป้าเอากาแฟมาส่งค่ะพ่อเลี้ยง เห็นว่าเช้านี้ลงตรวจแปลงส้มแต่เช้า คงจะเหนื่อย... อ้าว คุณเอ๋ยก็อยู่ด้วยพอดีเลย นี่ค่ะ น้ำส้มคั้นสดๆ หวานชื่นใจ ป้าคั้นเผื่อไว้ให้" ป้าศรีวางถาดลงบนโต๊ะเล็กรับแขก
"ขอบคุณมากค่ะป้าศรี" เอ๋ยส่งยิ้มเจื่อนๆ พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด
ป้าศรีหันมามองผู้จัดการสาว ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ "เอ๊ะ คุณเอ๋ย วันนี้แต่งตัวซะมิดชิดเชียว ไม่ร้อนหรือคะ แดดออกจะเปรี้ยงขนาดนี้"
"เอ่อ... คือเอ๋ยรู้สึกเหมือนจะเป็นหวัดนิดหน่อยน่ะค่ะป้าศรี เลยใส่กันลมไว้ก่อน" เอ๋ยตอบตะกุกตะกัก ยกมือขึ้นจับผ้าพันคออีกครั้งด้วยความประหม่า
แต่เพราะความลนลาน จังหวะที่เอ๋ยยกมือขึ้นจับ ปมผ้าพันคอไหมที่ผูกไว้หลวมๆ ดันคลายตัวออกและร่นลงมา กองอยู่ที่ไหปลาร้า เผยให้เห็นซอกคอขาวเนียน... และรอยจ้ำสีแดงอมม่วงขนาดเหรียญสิบสองสามรอยที่เด่นหราเตะตาอย่างชัดเจน!
เอ๋ยเบิกตากว้าง รีบตะครุบผ้าพันคอขึ้นมาปิดอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ทันสายตาอันเฉียบคมของป้าแม่บ้านเก่าแก่เสียแล้ว
ป้าศรีชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาฝ้าฟางกะพริบปริบๆ มองสลับระหว่างรอยแดงบนคอของเอ๋ย กับใบหน้าเรียบตึง (ที่แอบมีพิรุธ) ของพ่อเลี้ยงไม้ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำเป็นอ่านแฟ้มกลับหัวอยู่
ริมฝีปากของหญิงวัยกลางคนค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและรู้ทันแบบสุดๆ
"อ๋อ... เป็นหวัดนี่เอง" ป้าศรีลากเสียงยาวอย่างมีเลศนัย "มิน่าล่ะ ถึงต้องหาผ้ามาพันคอไว้... แต่ป้าว่านะคุณเอ๋ย คราวหน้าถ้าจะไปตรวจงานท้ายไร่ ต้องระวังตัวให้มากๆ หน่อยนะคะ"
"ระ... ระวังอะไรหรือคะป้าศรี" เอ๋ยถามหน้าเจื่อน เหงื่อกาฬเริ่มแตกพลั่ก
ป้าศรีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ปรายตามองไปทางพ่อเลี้ยงไม้ที่ตอนนี้นั่งเกร็งไปทั้งตัว "ก็ระวังยุงน่ะสิคะ... ยุงท้ายไร่เราน่ะ มันดุจะตายไป แถมยังกัดเจ็บ กัดเก่ง ซะจนทิ้งรอยเบ้อเริ่มไว้ตั้งหลายรอย... แหม ป้าเห็นแล้วยังตกใจ นึกว่าโดนเสือที่ไหนตะปบเอาเสียอีก"
ประโยคแซวหน้าตายของป้าศรีทำเอาบรรยากาศในห้องทำงานเดดแอร์ไปชั่วขณะ
เอ๋ยหน้าแดงแปร๊ดจนอยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด เธอได้แต่ก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาใครทั้งสิ้น ในขณะที่กฤษณะ... พ่อเลี้ยงจอมเผด็จการผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร กลับต้องแกล้งกระแอมไอติดๆ กันหลายครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่ถูกแม่บ้านเก่าแก่จับโป๊ะได้อย่างจัง
"แฮ่ม!... ป้าศรีครับ กาแฟชืดหมดแล้ว ป้าไปดูเด็กๆ ในครัวเถอะครับ เผื่อมีอะไรต้องเตรียมมื้อเที่ยง" ไม้รีบออกปากไล่ทางอ้อม
"ค่าๆ ป้าไปแล้วค่า ไม่กวนเวลา 'ตรวจงาน' ของพ่อเลี้ยงกับคุณผู้จัดการแล้วค่ะ" ป้าศรีรับคำอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินอมยิ้มแก้มแทบปริออกจากห้องไป ปิดประตูให้อย่างรู้มารยาท
ทันทีที่เสียงฝีเท้าของป้าศรีห่างออกไป เอ๋ยก็หันขวับมามองค้อนขวับใส่เจ้านายหนุ่มทันที
"เห็นไหมคะ! เอ๋ยบอกแล้วว่าเดี๋ยวก็โดนจับโป๊ะ! ป้าศรีรู้แล้วแน่ๆ เลยว่ารอยนี่มันมาจากไหน โอ๊ยยยย เอ๋ยจะบ้าตาย!" เอ๋ยโวยวายเบาๆ ยกมือขึ้นกุมขมับ
ไม้ลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินเข้ามาใกล้หญิงสาวที่กำลังสติแตก เขาส่งรอยยิ้มอ่อนโยนที่หาดูได้ยากมาให้ มือหนาเอื้อมไปจัดขอบผ้าพันคอของเธอให้เข้าที่อย่างเบามือ
"รู้ก็รู้ไปสิครับ ป้าศรีแกเป็นผู้ใหญ่ แกไม่เอาไปพูดต่อหรอก... อีกอย่าง แกคงดีใจด้วยซ้ำที่เห็นผมเลิกทำตัวเป็นพ่อเลี้ยงหน้าตาย แล้วหันมามีความรักกับเขาสักที"
คำว่า 'มีความรัก' ที่หลุดออกจากปากเขาอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาเอ๋ยที่กำลังโวยวายอยู่ถึงกับชะงักนิ่งไป หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วยิ่งเต้นกระหน่ำรัวราวกับจังหวะกลอง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเขาไม่มีความล้อเล่น มีเพียงความมั่นคงและจริงจัง
"ความรัก... คุณไม้แน่ใจเหรอคะ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันคือความรัก ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ" เอ๋ยถามเสียงแผ่ว ความไม่มั่นใจในสถานะยังคงก่อกวนจิตใจ เธอเป็นแค่ลูกน้อง ส่วนเขาคือเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ ช่องว่างระหว่างวัยและฐานะมันทำให้เธอแอบหวั่นใจ
ไม้สอดฝ่ามืออุ่นเข้าประคองแก้มใสของหญิงสาว นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มที่ซับสีเลือดฝาด
"ผมอายุสามสิบสองแล้วนะเอ๋ย ผ่านผู้คนมาก็มาก ผมรู้ตัวเองดีว่าผมกำลังทำอะไร... และกำลังรู้สึกยังไง" น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง "ผมอาจจะเริ่มจากการหมั่นไส้ที่คุณดื้อรั้น ไม่ยอมคน แต่ความเก่ง ความพยายาม และความสดใสของคุณ... มันค่อยๆ ทลายกำแพงน้ำแข็งของผมลงทีละนิด"
เขาโน้มหน้าผากลงมาแตะกับหน้าผากของเธอ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินซึ่งกันและกัน
"ผมไม่ได้มองคุณเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ... แต่ผมมองคุณเป็นผู้หญิงที่ผมอยากจะเดินควงแขนตรวจไร่ส้มไปด้วยกันทุกๆ วัน นับตั้งแต่นี้ไป... เข้าใจไหม ยัยผู้จัดการตัวแสบ"
คำสารภาพรักแบบฉบับคนซึนที่ไม่มีคำว่า 'รัก' ตรงๆ แต่มันกลับลึกซึ้งและกินใจเสียจนเอ๋ยรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าว รอยยิ้มหวานค่อยๆ คลี่ออกบนริมฝีปากบาง เธอไม่ได้เถียง หรือผลักเขาออกเหมือนทุกครั้ง แต่เธอกลับหลับตาลง ซึมซับความอบอุ่นจากผู้ชายตรงหน้าอย่างเต็มใจ
"เข้าใจแล้วค่ะ... 'พี่ไม้'" เอ๋ยตอบรับเสียงแผ่วเบา สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำเอารอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย
ทั้งสองคนยืนอิงแอบกันอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบในห้องทำงาน ปล่อยให้หัวใจสองดวงที่เคยตั้งป้อมเข้าหากัน ได้เชื่อมประสานและเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างสมบูรณ์ หน้ากากเจ้านายและลูกน้องถูกถอดออก เหลือเพียงชายหนุ่มและหญิงสาวที่พร้อมจะจับมือกันก้าวผ่านสมรภูมิในไร่ส้มแห่งนี้ไปด้วยกัน
แต่ก็นั่นแหละ... ความลับในที่ทำงาน มันไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกใบนี้หรอก! และพายุลูกใหม่ที่ชื่อว่า 'ความหึงหวง' กำลังจะพัดเข้ามากระทบความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะเริ่มต้นของพวกเขาในไม่ช้านี้แน่นอน!