บรรยากาศในไร่ส้มเตชะกล้าณรงค์ช่วงสายของวันศุกร์คึกคักเป็นพิเศษ แสงแดดสดใสที่สาดส่องลงมาสะท้อนกับหยาดน้ำค้างบนใบส้มสร้างความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา แต่สิ่งที่ดูจะสดใสและมีชีวิตชีวายิ่งกว่าสภาพอากาศ ก็คงหนีไม่พ้นรอยยิ้มของผู้จัดการสาวคนเก่งที่เดินตรวจความเรียบร้อยรอบรีสอร์ทด้วยอารมณ์ที่เบิกบานผิดปกติ
"แหม... ตั้งแต่ถอดผ้าพันคอไหมพรมออกเนี่ย หน้าตาก็ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นมาเชียวนะยะ" พิมที่เดินขนาบข้างถือวิสาสะแซวเพื่อนรักที่วันนี้กลับมาใส่เสื้อเชิ้ตคอวีสีฟ้าอ่อนตามปกติ แถมยังฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี "ตกลงว่ารอยยุงกัดที่คอหายแล้วเหรอจ๊ะ ถึงกล้าโชว์ผิวได้เนี่ย"
เอ๋ยหันไปค้อนเพื่อนวงใหญ่ แต่บนใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด "ยุงป่ามันกัดเจ็บก็จริง แต่มันก็หายเร็วเว้ย แกอย่ามาจับผิดฉันให้ยากเลย วันนี้ฉันอารมณ์ดี มีสมาธิกับการทำงานสุดๆ"
"จ้าๆ แม่คนอินเลิฟ... เอ้ย แม่คนบ้างาน" พิมหัวเราะคิกคัก "ก็แน่ล่ะสิ เมื่อเช้าฉันเห็นนะว่ารถจี๊ปของใครบางคนมาจอดส่งผู้จัดการถึงหน้าบ้านพัก แถมยังเดินถือแก้วกาแฟมาส่งให้ถึงมืออีก... ไม่ทราบว่าโปรโมชั่นเจ้านายดูแลลูกน้องแบบนี้ ฉันจะขอใช้สิทธิ์บ้างได้ไหมคะ?"
"ยัยพิม! เลิกแซวได้แล้วน่า เดี๋ยวคนอื่นมาได้ยินเข้าจะเอาไปนินทาหรอก" เอ๋ยรีบเอ็ดเบาๆ ใบหน้าซับสีเลือดฝาดขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า
กฤษณะไม่ได้แวะมาแค่ส่งกาแฟ แต่เขายังถือวิสาสะดึงตัวเธอเข้าไปกอดหลวมๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูว่า ‘ตั้งใจทำงานนะ ยัยเด็กดื้อ... เย็นนี้เดี๋ยวพาไปกินของอร่อยในเมือง’ แค่นึกถึงน้ำเสียงทุ้มๆ กับสายตาที่ทอดมองมา หัวใจของเธอก็เต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอกแล้ว สถานะที่ไม่ได้ระบุชัดเจน แต่การกระทำกลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ทำให้โลกของรวินท์นิภากลายเป็นสีชมพูไปหมด
"เออๆ ไม่แซวแล้วก็ได้" พิมปรับสีหน้าเข้าสู่โหมดจริงจัง "ว่าแต่งานเช้านี้ แกจำได้ใช่ไหมว่าเรามีนัดคุยโปรเจกต์เครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับทาง 'ภูวิมาน รีสอร์ท' ตอนสิบเอ็ดโมง"
เอ๋ยพยักหน้ารับ "จำได้สิ ภูวิมาน รีสอร์ทที่เพิ่งเปิดใหม่ตรงยอดเขาฝั่งขะนู้นใช่ไหม เห็นว่าเจ้าของเป็นคนหนุ่มไฟแรง เพิ่งเรียนจบเมืองนอกมาหมาดๆ เลยนี่นา เขาอยากจะมาโคแคมเปญกับเราเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ"
"ใช่ๆ ได้ข่าวว่าหล่อมากกกกก เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลอสังหาฯ ระดับประเทศเลยนะแก ชื่อคุณ 'วิน' หรือ ภวินท์ อะไรสักอย่างนี่แหละ" พิมลากเสียงยาว ทำตาโตด้วยความตื่นเต้น "เตรียมตัวรับแขกดีๆ ล่ะ งานนี้ถ้าดิวโปรเจกต์สำเร็จ รีสอร์ทเราได้กำไรบานเบอะแน่ๆ"
"รับทราบค่ะคุณผู้ช่วย ไปเตรียมห้องรับรอง VIP ที่คอฟฟี่ช็อปริมสระน้ำกันเถอะ" เอ๋ยยิ้มรับอย่างกระตือรือร้น
เวลา 11:00 น. ตรง
เสียงเครื่องยนต์สปอร์ตคาร์หรูสัญชาติยุโรปสีแดงเพลิงแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าล็อบบี้ของรีสอร์ท สร้างความฮือฮาให้กับพนักงานที่เดินผ่านไปมา รูปลักษณ์ของรถที่ดูโฉบเฉี่ยวและหรูหรานั้นช่างขัดกับบรรยากาศธรรมชาติของไร่ส้มอย่างสิ้นเชิง และมันก็ต่างจากรถจี๊ปลุยๆ ของพ่อเลี้ยงไม้แบบหน้ามือเป็นหลังมือ
ประตูรถเปิดออก พร้อมกับร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีที่ก้าวลงมา ‘วิน’ หรือ ภวินท์ เจ้าของภูวิมาน รีสอร์ท ปรากฏตัวในลุคแคชชวลสมาร์ท สวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมสีขาวปลดกระดุมบน กางเกงสแล็คสีครีมเข้ารูป และแว่นตากันแดดทรงเรย์แบน ใบหน้าหล่อเหลาสไตล์โอปป้าเกาหลีผสมความคมเข้มแบบชายไทยประดับด้วยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์แพรวพราวตลอดเวลา แค่เขาสะบัดผมที่เซ็ตมาอย่างดี พนักงานต้อนรับสาวๆ ก็แทบจะละลายกองไปกับพื้น
"สวัสดีครับ ผมภวินท์ นัดไว้กับผู้จัดการรีสอร์ทครับ" เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยทักทายอย่างสุภาพและเป็นกันเอง
"เชิญทางนี้เลยค่ะคุณภวินท์ ผู้จัดการรออยู่ที่ห้องรับรองริมสระน้ำแล้วค่ะ" พนักงานต้อนรับรีบผายมือเชิญด้วยความเต็มใจ
เมื่อภวินท์เดินตามพนักงานมาถึงโซนคอฟฟี่ช็อป สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับร่างระหงของเอ๋ยที่กำลังยืนสั่งงานพนักงานเสิร์ฟอยู่ ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ ภายใต้กรอบแว่นกันแดด ดวงตาของเขาฉายแววพึงพอใจและประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ผู้หญิงในชุดสูทสีฟ้าอ่อนกางเกงสแล็คสีขาว รูปร่างสมส่วน ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ไม่ได้พึ่งพาเครื่องสำอางหนาเตอะนั้น ดูโดดเด่นและดึงดูดสายตาอย่างประหลาด
"สวัสดีครับ... คุณรวินท์นิภาใช่ไหมครับ?" ภวินท์ถอดแว่นกันแดดออก ส่งยิ้มทรงเสน่ห์ไปให้
เอ๋ยหันมาตามเสียงเรียก เมื่อเห็นแขกคนสำคัญเธอก็รีบคลี่ยิ้มการค้าที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี พร้อมกับยกมือไหว้ทักทาย "สวัสดีค่ะคุณภวินท์ ยินดีต้อนรับสู่ไร่ส้มเตชะกล้าณรงค์ค่ะ เชิญนั่งด้านในก่อนนะคะ เอ๋ยให้เชฟเตรียมเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของทางเราไว้รอรับรองแล้วค่ะ"
"ขอบคุณครับ แต่ไม่ต้องเรียกคุณภวินท์หรอกครับ มันดูห่างเหินไป เรียกผมว่า 'วิน' เฉยๆ ก็ได้ครับ เราอายุคงไล่เลี่ยกัน" ภวินท์ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ท้าวคางมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาแพรวพราวอย่างไม่ปิดบัง
"ค่ะ คุณวิน... งั้นเรามาเริ่มคุยเรื่องแคมเปญ Eco-Tourism ที่ทางคุณเสนอมาเลยดีไหมคะ" เอ๋ยรักษาระยะห่างอย่างมืออาชีพ เปิดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะเพื่อดึงความสนใจกลับมาที่เรื่องงาน
การพูดคุยดำเนินไปอย่างราบรื่น เอ๋ยพรีเซนต์ข้อมูลจุดเด่นของไร่ส้มและรีสอร์ทได้อย่างฉะฉาน ไหวพริบและการตอบคำถามที่ชาญฉลาดของเธอทำให้ภวินท์ที่ตอนแรกสนใจแค่หน้าตา เริ่มรู้สึกทึ่งในความสามารถของผู้หญิงคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
"ผมยอมรับเลยนะว่า ตอนแรกที่ผมส่งอีเมลมาขอร่วมโปรเจกต์ ผมคิดว่าผมจะได้คุยกับพ่อเลี้ยงกฤษณะจอมโหดที่มีข่าวลือว่าคุยงานด้วยยากที่สุดเสียอีก... ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอกับผู้จัดการที่ทั้งเก่ง ทั้งสวย แถมยังมีวิสัยทัศน์เฉียบขาดขนาดนี้" ภวินท์เอ่ยชมตรงๆ รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความเจ้าชู้ที่ซ่อนไม่มิด
"คุณวินก็ชมเกินไปค่ะ เอ๋ยก็แค่ทำตามนโยบายของคุณไม้เท่านั้นเองค่ะ รีสอร์ทเรามีจุดขายที่ชัดเจน การร่วมมือกับภูวิมานที่มีจุดเด่นเรื่องความหรูหราบนยอดเขา จะช่วยดึงกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ได้กว้างขึ้นแน่นอนค่ะ" เอ๋ยตอบกลับอย่างถ่อมตัว พยายามเลี่ยงสายตาที่มองมาอย่างโลมเลียนั้น
"คุณเอ๋ยทำงานที่นี่มานานหรือยังครับ?" ภวินท์เปลี่ยนเรื่องสนทนากะทันหัน เขาโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด
"ก็... สองปีกว่าแล้วค่ะ ตั้งแต่เรียนจบโทก็มาเริ่มงานที่นี่เลย"
"น่าเสียดายจังนะครับ" ภวินท์ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ "คนมีความสามารถระดับคุณ ต้องมาทนทำงานอยู่ใต้ร่มเงาของคนเจ้าระเบียบแบบพ่อเลี้ยงกฤษณะ ผมได้ยินมาว่าเขาดุลูกน้องอย่างกับอะไรดี สวัสดิการก็คงงั้นๆ ... สนใจอยากจะย้ายไปทำงานกับผมที่ภูวิมานไหมครับ? ผมกำลังมองหาตำแหน่ง General Manager อยู่พอดี ถ้าเป็นคุณเอ๋ยล่ะก็... ผมยินดีจ่ายเงินเดือนให้ 'สองเท่า' ของที่นี่เลย แถมสวัสดิการที่พักระดับห้องสูท และรถประจำตำแหน่งด้วย"
ข้อเสนอที่ถูกโยนมาแบบโต้งๆ ทำเอาเอ๋ยถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เธอเบิกตากว้าง มองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าที่ไม่ได้มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย พิมที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง นี่มันคือการมาฉกตัวพนักงานระดับสูงกันซึ่งๆ หน้าในถิ่นของศัตรูชัดๆ!
"เอ่อ... คือ..." เอ๋ยกระแอมในลำคอ พยายามหาคำพูดปฏิเสธที่รักษาน้ำใจที่สุด "ขอบคุณสำหรับข้อเสนอที่น่าสนใจมากๆ นะคะคุณวิน แต่เอ๋ยผูกพันกับที่นี่ไปแล้วค่ะ แล้วคุณไม้เองก็เป็นเจ้านายที่ดี... ถึงจะดุไปบ้าง แต่เขาก็แฟร์และดูแลพนักงานทุกคนอย่างดีค่ะ เอ๋ยคงทิ้งที่นี่ไปไม่ได้หรอกค่ะ"
"แหม... ปฏิเสธเร็วขนาดนี้ ผมเสียใจแย่เลยนะครับ" ภวินท์ทำหน้ามุ่ยแบบเด็กๆ แสร้งทำเป็นตัดพ้อ "หรือว่า... ที่ไร่ส้มแห่งนี้ มี 'ของดี' อะไรที่เหนี่ยวรั้งหัวใจของคุณเอ๋ยไว้กันแน่ครับ ถึงได้ยอมทิ้งข้อเสนอสองเท่าของผมไปได้"
พูดจบ ภวินท์ก็เอื้อมมือมาข้างหน้า ทำทีเป็นจะหยิบแก้วน้ำ แต่กลับจงใจวางทาบทับลงบนหลังมือของเอ๋ยที่จับปากกาอยู่อย่างหน้าตาเฉย!
เอ๋ยสะดุ้งสุดตัว รีบชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากต่อว่าอะไร...
"บังเอิญว่า 'ของดี' ที่นี่... มันมีค่าเกินกว่าที่คุณจะประเมินราคาได้น่ะสิครับ คุณภวินท์"
เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นปานน้ำแข็งหล่นกระทบพื้นดังขึ้นจากทางด้านหลังของเอ๋ย
ทุกคนบริเวณนั้นสะดุ้งเฮือก รังสีอำมหิตแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วคอฟฟี่ช็อป อุณหภูมิรอบตัวเหมือนจะลดฮวบลงไปหลายองศาในพริบตา เอ๋ยหันขวับไปมอง ก็พบกับร่างสูงใหญ่ของพ่อเลี้ยงกฤษณะที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
วันนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทพับแขนและกางเกงยีนส์สีเข้ม ใบหน้าคมคายที่เคยมีรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อตอนเช้า บัดนี้บึ้งตึงและถมึงทึงจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบสีนิลจับจ้องไปที่ภวินท์ราวกับพญาเหยี่ยวที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อให้ขาดเป็นชิ้นๆ สันกรามนูนเด่นจากการขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
นั่นคือโหมดหึงหวงระดับสิบของพ่อเลี้ยงไม้... โหมดที่เอ๋ยเองก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก!
"อ้าว... พ่อเลี้ยงกฤษณะ ไม่คิดว่าจะได้เจอตัวเป็นๆ นะครับเนี่ย" ภวินท์ลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มทักทาย แม้จะแอบหวั่นๆ กับสายตาดุดันนั้น แต่ด้วยความถือดีของลูกเศรษฐี เขาจึงทำใจดีสู้เสือ "ผมกำลังคุยเรื่องโปรเจกต์กับคุณเอ๋ยอยู่พอดีเลยครับ เธอเก่งมากจริงๆ จนผมอดไม่ได้ที่จะชวนไปร่วมงานด้วย"
"ผมรู้ว่าผู้จัดการของผมเก่ง" ไม้ตอบเสียงเรียบ แต่กระแสเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกดดัน เขาก้าวเข้ามายืนขนาบข้างเก้าอี้ของเอ๋ย มือหนาข้างหนึ่งวางทาบลงบนพนักพิงเก้าอี้ของเธออย่างแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง "และผมก็รู้ด้วยว่ามารยาทในการทำธุรกิจที่ดี... เขาไม่มานั่งฉกตัวพนักงานของคนอื่นในถิ่นของเขาแบบนี้หรอกนะครับ"
ภวินท์หัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ "โธ่ พ่อเลี้ยง ผมก็แค่พูดแหย่เล่นสนุกๆ น่ะครับ เห็นคุณเอ๋ยเธอทำงานหนัก ก็เลยอยากเสนอทางเลือกที่ดีกว่าให้... คนเก่งๆ ก็ต้องอยู่กับที่ที่พร้อมจะเปย์ให้สมน้ำสมเนื้อ จริงไหมครับ?"
คำว่า 'เปย์' และ 'ทางเลือกที่ดีกว่า' เหมือนเอาน้ำมันไปราดบนกองเพลิงในใจของกฤษณะ
มือที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้ของเอ๋ยกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาจ้องหน้าภวินท์เขม็ง ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์... รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเป็นมิตรเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
"ทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ได้วัดกันที่ตัวเงินเสมอไปหรอกครับ" ไม้เอ่ยช้าๆ ชัดๆ ทุกถ้อยคำ "และสำหรับ 'คนของผม' ... ผมมีปัญญาดูแลให้ดีที่สุดในทุกๆ ด้าน โดยที่เธอไม่ต้องลดตัวไปรับข้อเสนอจากรีสอร์ทที่เพิ่งเปิดใหม่ และยังไม่รู้ว่าจะรอดพ้นปีแรกไปได้หรือเปล่าด้วยซ้ำ"
ประโยคเชือดเฉือนที่แทงใจดำเข้าอย่างจัง ทำเอาภวินท์ถึงกับหน้าตึง รอยยิ้มเจ้าชู้หายวับไปจากใบหน้า ชายหนุ่มรุ่นน้องรู้ตัวดีว่ากำลังถูกบอสใหญ่แห่งไร่ส้มข่มรัศมีอย่างหนัก และถ้าขืนต่อปากต่อคำไปมากกว่านี้ การเจรจาธุรกิจคงพังไม่เป็นท่าแน่ๆ
"แหม... พ่อเลี้ยงก็พูดแรงไปนะครับ" ภวินท์พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ "เอาเป็นว่าเรื่องงาน ผมถือว่าทางคุณเอ๋ยตกลงในหลักการเบื้องต้นแล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะให้เลขาฯ ส่งร่างสัญญามาให้พิจารณาอีกที... ส่วนคุณเอ๋ย"
เขาหันมามองหญิงสาวที่ตอนนี้นั่งตัวลีบเป็นมดอยู่ตรงกลาง "ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ โทรหาผมได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะครับ"
ภวินท์หยิบนามบัตรเคลือบทองของตัวเองวางลงบนโต๊ะ เลื่อนมันไปตรงหน้าเอ๋ย ก่อนจะส่งยิ้มหวานทิ้งท้ายและหันหลังเดินกลับไปที่รถสปอร์ตของตัวเอง
ทันทีที่รถคันหรูแล่นออกไปพ้นเขตล็อบบี้ บรรยากาศในคอฟฟี่ช็อปก็เงียบกริบราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ พิมแกล้งทำเป็นเดินเช็ดโต๊ะอยู่อีกมุมหนึ่ง ไม่กล้าหันมามองความคุกรุ่นที่โต๊ะ VIP
เอ๋ยนั่งก้มหน้ามองนามบัตรเคลือบทองบนโต๊ะ รู้สึกได้ถึงรังสีความกดดันที่แผ่ลงมาจากร่างสูงข้างๆ อย่างชัดเจน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมใจรับมือกับพายุอารมณ์ที่กำลังจะปะทุ
"ชอบนักเหรอ... ไอ้พวกลูกคุณหนูขับรถสปอร์ต ทำตัวกรุ้มกริ่มแจกนามบัตรไปทั่วเนี่ย" น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นเหนือหัว
เอ๋ยเงยหน้าขึ้นมองเขา คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน "คุณไม้พูดอะไรคะ เอ๋ยแค่คุยเรื่องงานกับเขาตามหน้าที่ ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยสักหน่อย"
"ไม่ได้คิดอะไร?" ไม้แค่นหัวเราะ "ไม่ได้คิดอะไรแล้วทำไมปล่อยให้มันจับมือถือแขน! ถ้าผมไม่เดินเข้ามาเห็น ป่านนี้ไม่ยอมให้มันลากขึ้นรถสปอร์ตคันนั้นไปแล้วเหรอฮะ!"
"คุณไม้! มันจะมากไปแล้วนะคะ!" เอ๋ยผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโมโหที่ถูกกล่าวหาแบบไร้เหตุผล "คุณก็เห็นว่าเขาแค่เอื้อมมือมา เอ๋ยยังไม่ทันได้ตอบโต้อะไรคุณก็เข้ามาแทรก แล้วอีกอย่าง เรื่องการนำเสนอเงินเดือนใหม่ มันก็เป็นเรื่องปกติของการดึงตัวคนทำงาน คุณไม่เห็นต้องไปพูดจาดูถูกรีสอร์ทเขาแบบนั้นเลย นี่มันธุรกิจนะคะ!"
"อ๋อ... นี่คุณปกป้องมันงั้นสิ?" ไม้ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนเอ๋ยต้องถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะ ดวงตาสีนิลวาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งความหึงหวง "หรือว่าแอบหวั่นไหวกับข้อเสนอเงินเดือนสองเท่าของมันเข้าให้แล้ว? ถ้าอยากได้เงินเพิ่มมากนัก ทำไมไม่มาบอกผมล่ะ รวินท์นิภา หรือว่าอยากได้ตำแหน่ง 'คุณนาย' ภูวิมาน รีสอร์ท มากกว่าผู้จัดการที่นี่!"
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังลั่นคอฟฟี่ช็อป เอ๋ยฟาดมือลงบนแก้มสากของเขาอย่างแรงด้วยความลืมตัว ความเจ็บปวดและน้อยใจแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอหอย ดวงตากลมโตเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา
"คุณมันบ้าไปแล้ว กฤษณะ!" เอ๋ยเรียกชื่อจริงของเขาด้วยเสียงสั่นเครือ "คุณดูถูกความตั้งใจในการทำงานของเอ๋ยมาตลอด เอ๋ยทนได้... แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาดูถูกศักดิ์ศรีและเอาความรู้สึกของเอ๋ยมาล้อเล่นแบบนี้! ถ้าคุณคิดว่าเอ๋ยเป็นคนหน้าเงิน เห็นแก่ตัวขนาดนั้น... งั้นเอ๋ยก็ขอลาออก!"
พูดจบ ร่างบางก็คว้าแฟ้มเอกสารและหมุนตัววิ่งหนีออกไปจากคอฟฟี่ช็อปทันที ทิ้งให้กฤษณะยืนหน้าหันอยู่กับที่ รอยนิ้วมือสีแดงห้าเส้นปรากฏชัดบนแก้มซ้ายของเขา
ไม้ไม่ได้รู้สึกเจ็บที่ใบหน้า... แต่มันเจ็บหนึบที่ก้อนเนื้อข้างซ้ายต่างหาก
เขาสบถคำหยาบออกมาอย่างหัวเสีย ทึ้งผมตัวเองแรงๆ เพื่อเรียกสติ ความหึงหวงและหวงก้างมันบังตาจนทำให้เขาขาดสติ พ่นคำพูดร้ายกาจออกไปทำร้ายจิตใจคนที่เขาเพิ่งจะสารภาพความรู้สึกไปเมื่อเช้านี้หมาดๆ
เขาไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกเธอ... เขาแค่โกรธ โกรธที่เห็นสายตาของผู้ชายคนอื่นมองมาที่ผู้หญิงของเขาด้วยความปรารถนา โกรธที่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นมีข้อเสนอที่ดีกว่าและพร้อมจะพรากเธอไปจากเขาได้ทุกเมื่อ ความไม่มั่นคงในใจว่าตัวเองอายุมากกว่าและมีแต่ความดุดัน จะทำให้เธอทนไม่ได้และหนีไปหาคนที่เพียบพร้อมกว่า มันตีรวนจนกลายเป็นความเกรี้ยวกราด
สายตาคมกริบตวัดไปมองนามบัตรสีทองที่ยังคงวางทิ้งอยู่บนโต๊ะ มือหนาเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมา ขยำจนยับยู่ยี่คามือ ก่อนจะโยนทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
"ลุงยอด!" ไม้ตะโกนลั่นจนลุงยอดที่เดินอยู่แถวนั้นต้องวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
"ครับๆ พ่อเลี้ยง มีอะไรให้รับใช้ครับ หน้าตาดูโมโหเชียว"
"ไปบอกให้พนักงานทุกคนเลิกงานตามปกติ... ส่วนคุณเอ๋ย บอกเธอว่าให้ไปพบผมที่ห้องทำงานส่วนตัวเดี๋ยวนี้ ถ้าเธอไม่ยอมไป ก็บอกว่าผมจะเดินไปอุ้มเธอมาจากบ้านพักเอง!"
เขาออกคำสั่งเด็ดขาด น้ำเสียงทรงอำนาจแบบที่ไม่มีใครกล้าขัดแย้ง ก่อนจะเดินก้าวยาวๆ มุ่งหน้ากลับไปยังอาณาเขตส่วนตัวของตัวเอง
พายุฝนเมื่อวานว่าหนักหนาแล้ว... แต่พายุความหึงหวงของพ่อเลี้ยงไม้ในวันนี้ ดูท่าจะรุนแรงและแผดเผาจนแทบจะมอดไหม้กันไปข้างหนึ่งแน่นอน!
เกมนี้ไม่ได้จบแค่การปะทะคารม... เพราะพ่อเลี้ยงสายดุกำลังจะใช้ 'วิธีของเขา' ในการลงโทษแม่คนเก่ง และทวงคืนความเป็นเจ้าของอย่างเร่าร้อนที่สุดในห้องทำงานคืนนี้!