EP. 9 อย่าให้รู้ว่าหนีไปกับใคร

1331 Words
รถซุปเปอร์คาร์สีดำสนิทคำรามกึกก้องขณะเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบหน้าคณะบริหารธุรกิจอย่างทรงพลัง แสงแดดสะท้อนเงาวับบนตัวรถดึงดูดสายตานักศึกษาที่เดินพลุกพล่านให้หยุดมองเป็นตาเดียว โดยเฉพาะกลุ่มของเต้ อดีตเดือนคณะคนดังที่กำลังยืนถือชีทเรียนอยู่กับกลุ่มเพื่อน ทันทีที่รถจอดนิ่ง ความสงสัยก็เริ่มปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขนมผิงที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับพยายามจัดปกคอเสื้อชุดนักศึกษาให้สูงขึ้นจนแทบจะชิดใบหู เธอพยายามส่องกระจกเช็กครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อปิดรอยรักสีกุหลาบที่เพลิงจงใจฝากไว้เมื่อคืน “เฮีย จอดไกลหน่อยก็ได้ค่ะ ผิงอายคนอื่นเขา” ผิงบ่นอุบอิบ ใบหน้าหวานแดงซ่านอย่างห้ามไม่ได้ “อายทำไม? หรือกลัวไอ้หน้าอ่อนนั่นมันเห็นรอยที่คอเธอ” เพลิงกระตุกยิ้มร้าย แววตาคมกริบจ้องมองไปที่กลุ่มของเต้ที่ยืนหน้าถอดสีอยู่ไม่ไกล เขาดับเครื่องยนต์ก่อนจะเอื้อมมือไปเชยคางมนให้สบตา “ยิ่งเธออาย เฮียยิ่งอยากจะประกาศให้โลกรู้วันนี้เลยว่าเธอเป็นของใคร” ใบหน้าหล่อคมคายไม่ลดละสายตาไปจากใบหน้าหวานจิ้มลิ้มที่เขานอนกอดและรังแกมาทั้งคืน มือหนาไล้ปลายนิ้วโป้งลงบนริมฝีปากบางที่เจ่อช้ำเล็กน้อยจากการบดจูบอย่างเอาแต่ใจ “อย่าลืมกินยาที่เฮียให้ไปด้วย” เขาเว้นจังหวะพลางขยับเข้าไปกระซิบชิดใบหูจนผิงขนลุกซู่ “แต่ถ้าผิงอยากจะท้อง เฮียก็ไม่ติด!” คำพูดและแววตาจริงจังของเพลิงฉายชัดออกมาบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่นแม้แต่นิดเดียว “พูดอะไรของเฮีย ผิงยังเรียนไม่จบเลย” คนตัวเล็กหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงลำคอ หัวใจเต้นโครมครามกับคำพูดเอาแต่ใจของเขา ผิงรีบคว้ากระเป๋าแล้วเปิดประตูรถลงไปทันที เพราะกลัวว่าถ้าอยู่นานกว่านี้เธออาจจะถูกปีศาจตรงหน้ากลืนกินอีกรอบ ทว่าเพลิงกลับไม่ได้ปล่อยเธอไปง่ายๆ เขาเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วก้าวลงจากรถตามไปทันที ท่วงท่าที่สง่างามของเขาเปี่ยมไปด้วยรัศมีของมาเฟียหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล เสื้อเชิ้ตสีดำเนื้อดีที่ถูกพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ โชว์ให้เห็นนาฬิกาแบรนด์หรูและรอยสักที่ข้อมือซึ่งขับเน้นให้เขาดูดิบเถื่อนและน่าเกรงขาม และไม่ลืมที่จะปรายหางตาคมกริบจ้องตรงไปยังเต้ด้วยท่าทางข่มขวัญชัดเจน “อ๊ะ!” ขนมผิงอุทานเบาๆ เมื่อเพลิงไม่เพียงแค่ลงมาอย่างเดียว มือหนาค้ำหยันไว้ที่รถก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงไปจนจมูกโด่งคมเฉียดแก้มใส พลางกระซิบที่ข้างหูเธอเสียงพร่า “ตอนเย็นเฮียมารับ อย่าให้รู้ว่าหนีไปกับใคร ไม่งั้นรอยที่คอวันนี้ มันจะลามไปถึงขาหนีบแน่!” คำพูดหยาบโลนที่แสนเร่าร้อนทำเอาผิงหน้าแดงแปร๊ดจนถึงใบหู หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวกับคำขู่ที่แสนอันตราย เธอรีบเบี่ยงตัวหมายจะก้าวออกจากวงแขนแกร่งของคนพี่ทว่ากลับช้าไปเพียงก้าวเดียว เพลิงคว้าเอวบางเอาไว้มั่น ก่อนจะดึงร่างเล็กเข้าไปชิดอกกว้าง แล้วกดริมฝีปากประทับจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากมนอย่างถือวิสาสะ ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองมาด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะเต้ที่ยืนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยความเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้ แววตาที่มองเต้เต็มไปด้วยความเหนือกว่าอย่างผู้ชนะ ก่อนจะปรายตาคมกริบมามองคนตัวเล็กที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนก แล้วจึงก้าวขึ้นรถขับทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ที่แสนดิบเถื่อนให้ตลบอบอวลอยู่ในอากาศ “ยัยผิง! มานี่เลยแก!” ยังไม่ทันที่ผิงจะได้ตั้งตัว แยมและน้ำสองเพื่อนสนิทก็พุ่งตัวเข้ามาลากแขนเธอไปที่ซอกตึกใต้คณะทันที แยมที่มีเซนส์เรื่องความสัมพันธ์อันเฉียบคมหรี่ตามองเพื่อนรักอย่างจับผิด “เมื่อคืนแกอยู่กับเฮียเพลิงอีกแล้วใช่ไหม? แล้วนั่น! รอยอะไรที่คอ!” แยมไม่พูดเปล่า เธอยื่นมือมาปัดปกเสื้อผิงออกจนเห็นรอยสีเข้มเด่นชัด “ยัยแยม เบาๆ สิ คนเยอะแยะ” ผิงพยายามตะปบปกเสื้อคืน ใบหน้าหวานร้อนผ่าว “เมื่อคืนพวกฉันก็อุส่าห์พาไปคลายเครียดเพื่อให้หายเศร้า แล้วนี่อะไรได้รอยใหม่มาอีกแล้ว กูจะบ้า!!” น้ำที่ปกติเงียบขรึมถึงกับอุทานออกมาอย่างเหลืออด เธอขยับแว่นมองเพื่อนรักด้วยสายตาที่กังวลปนหงุดหวง ผิงอึกอักพูดไม่ออก แต่ก่อนที่เธอจะได้อธิบายอะไร เต้ก็เดินตรงเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยปนหึงหวง “น้องผิง เมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง กลับเร็วเลย” เต้ถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแบบรุ่นพี่ที่หวังดี ทว่ามันกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง แววตาของเขาไม่ได้มีความอ่อนโยนเหมือนคำพูด แต่มันเต็มไปด้วยความสงสัยและการจับผิดที่จงใจ “พ…พอดีผิงรู้สึกไม่ค่อยสบายอ่ะค่ะพี่เต้ เลยขอตัวกลับก่อน” ขนมผิงฝืนเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอึกอักพลางขยับตัวถอนออกเล็กน้อย “งั้นเหรอครับ? แล้ว..ผู้ชายคนเมื่อกี้เป็นใครเหรอ พี่เห็นเขามารับผิงกลับไปตั้งแต่เมื่อคืน” ขนมผิงชะงักงันไปครู่หนึ่ง เธอไม่คิดว่าเต้จะเห็นเหตุการณ์ที่ร้านเหล้าละเอียดขนาดนั้น “อ๋อ! เฮียเพลิงเป็นเพื่อนสนิทพี่ชายผิงน่ะค่ะ” เธอตอบออกอย่างตัดบท ก่อนที่เต้จะถามซักไซ้ไปมากกว่านี้ “นึกว่าพี่เขามาทำอะไรให้ผิงลำบากใจหรือเปล่า เห็นสีหน้าผิงดูไม่ดี ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยบอกพี่ได้นะครับ” เต้พูดพลางขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง น้ำเสียงที่เคยนุ่มนวลเริ่มแฝงความเข้มขึ้น บรรยากาศรอบข้างดูอึดอัดขึ้นมาทันที แยมกับน้ำได้แต่มองหน้ากันอย่างทำตัวไม่ถูก พวกเธอรู้ดีว่าคนอย่างเฮียเพลิงไม่ใช่คนที่ใครจะเข้าไปยุ่งด้วยได้ง่าย ๆ “ถ้ารู้ว่าเฮียเพลิงเป็นใคร ฉันว่าไอ้พี่เต้ไม่กล้าพูดคำนั้นออกมาแน่ๆ” แยมขยับเข้าไปใกล้น้ำ พลางกระชิบเบาๆ ให้พอได้ยินกันแค่สองคน สายตามองรุ่นพี่หนุ่มด้วยความสงสารเอือมระอา “รักษาชีวิตไว้เถอะพ่อเอ๊ย แค่เฮียพลิงขู่เมื่อคืน ฉันเห็นอีพี่เต้ยืนตัวแข็งจนแทบจะก้าวขาไม่ออกอยู่เลย” น้ำพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ ภาพความน่าเกรงขามของเพลิงที่เพียงแค่ปรายตามองก็สยบคนได้ทั้งร้านยังติดตาเธออยู่ “นี่ถ้าเฮียเพลิงวนรถกลับมา เห็นว่ายังมายืนตื๊อยัยผิงอยู่แบบนี้ มีหวังได้ดับอนาถคามหาลัยแน่ ปรื๋อ! ฉันไม่อยากจะคิดภาพเลยแก!” แยมเอ่ยเสริมต่อทันทีพลางหลับตาปี๋ ทำท่าขนลุกขนพองประกอบคำพูดจนดูเกินจริงไปนิด ทว่าในใจกลับคิดแบบนั้นจริง ๆ เพราะกิตติศัพท์ความเลือดร้อนของเพลิงพวกเธอรู้ดี โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับของรักของหวงของเขาด้วยแล้ว “ขอบคุณค่ะพี่เต้ ผิงขอตัวขึ้นไปเรียนก่อนนะคะ” ผิงรีบตัดบทแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งนำเพื่อนสาวทั้งสองคนขึ้นตึกเรียนไปทันที เธอไม่อยากอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ เพราะสายตาจับผิดของเต้มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD