Prologue
ยามตีสามของคืนเดือนดับ ภายในโกดังเก็บของเก่าที่รกร้างและไร้ผู้คนเงียบสงัดราวกับถูกลืมเลือนไปจากโลก หลังจากครอบครัวล้มละลาย เพราะถูกคนใจร้ายโกงเงินจากบริษัทของพ่อ เธอกับแม่ก็กลายเป็นคนไร้ที่พึ่ง ต้องเร่ร่อนหาที่อยู่อาศัยกันตามยถากรรม
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อผู้ที่เคยเป็นเสาหลักของบ้านกลับเลือกจบชีวิตตัวเองหนีปัญหา ทิ้งให้เธอกับแม่ต้องเผชิญความลำบากตามลำพัง…
ทว่าความเงียบในค่ำคืนนี้กลับถูกทำลายด้วยเสียงเอะอะโวยวายของใครบางคน
ร่างผอมบางของเด็กหญิงตัวน้อยนั่งซุกอยู่ในอ้อมอกมารดาตื่นตัวขึ้นจากเสียงรบกวนซึ่งไม่เคยได้ยินมาเป็นเวลานาน ดวงตากลมโตสะท้อนแสงริบหรี่จากภายนอก พลางเงี่ยหูฟังด้วยความสงสัย ใครกันที่กล้ารบกวนความเงียบงันของสถานที่แห่งนี้…
“แม่จ๋า…เสียงใครเหรอ?” เด็กหญิงกระซิบถาม ขณะที่ซุกตัวแนบอกมารดา ดวงตาคู่น้อยสอดส่ายไปยังความมืดรอบตัว มันเป็นบรรยากาศที่เธอคุ้นเคยไปเสียแล้ว
“ชู่…” ผู้เป็นแม่กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น พลางโยกตัวไปมาเบาๆ ราวกับจะกล่อมให้ลูกสงบลง “นอนนะลูก”
“แต่แม่…เสียงมันดัง ใครกันเหรอ?”
“แม่ไม่รู้ แต่หนูนอนเถอะนะ พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว”
เด็กหญิงเม้มริมฝีปากแน่น แววตาสุกใสสะท้อนภาพใบหน้าตรอมตรมของผู้เป็นแม่ เธอพยักหน้ารับ แต่ความอยากรู้อยากเห็นยังคงสุมอยู่ในอก
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที เด็กหญิงก็ค่อยๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนของแม่อย่างเงียบเชียบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและก้าวเดินตามเสียงปริศนานั้นไปโดยไม่รีรอ เมื่อเดินพ้นกองเศษไม้ผุเก่าๆ มา แล้วภาพที่เธอเห็นก็ทำให้หัวใจเต้นดวงน้อยแรง
ชายห้าคนยืนล้อมกันอยู่ท่ามกลางเงาสลัว น้ำเสียงของพวกเขาตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด และที่น่าหวาดหวั่นกว่านั้น คือชายในสูทสีดำสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลังชายผู้ดูเหมือนเป็นหัวหน้า ต่างก็ถือปืนสีดำทมิฬไว้ในมือ ราวกับพร้อมเหนี่ยวไกทุกเมื่อหากเจ้านายเป็นอันตราย
เท้าเล็กที่เปรอะเปื้อนฝุ่นค่อยๆ ถอยหลังไปเรื่อย ๆ
ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังสนั่น ทำให้มารดาของเด็กหญิงสะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอเบิกตากว้าง หัวใจแทบแตกสลายเมื่อพบว่าอ้อมแขนของตนว่างเปล่า
“ผิง… ผิงอยู่ไหน!?” ใบหน้าซีดเซียวที่เต็มไปด้วยฝุ่นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง น้ำตาที่แทบเหือดแห้งค่อยๆ ไหลรินลงบนแก้มทั้งสองข้าง ก่อนจะหอบร่างผอมบางเดินโซเซไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย กระทั่งเท้าทั้งสองหยุดนิ่ง
ตรงหน้า….
“ผิง!!” เธอถลาเข้าหาลูกสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น กอดร่างเล็กไว้แนบอก ความเจ็บปวดพลันถาโถมเมื่อเห็นของเหลวสีแดงสดไหลซึมออกจากหัวไหล่เล็กๆ ของลูกสาว
“แม่… ผิงเจ็บ เจ็บตรงนี้…” เสียงเล็กแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดเกินที่เด็กคนหนึ่งจะทนไหว เด็กหญิงพยายามยกมือขึ้นแตะบาดแผลบนหัวไหล่ แต่ความเจ็บกลับแล่นพล่านไปทั่วร่างจนใบหน้าเล็กเหยเก
“เก็บมันให้หมด”
เสียงเข้มของชายที่ยืนอยู่ข้างรถสปอร์ตสีดำเอ่ยสั่งลูกน้อง ก่อนเสียงปืนจะดังขึ้นอีกหนึ่งนัด
ร่างผอมบางกอดลูกสาวไว้แน่นขึ้น… ขณะที่ตนเองกำลังสิ้นลมหายใจ
“นายครับ เด็กคนนั้นยังไม่ตาย”
ชายหนุ่มมองหน้าลูกน้อย ก่อนที่สายตาเรียบนิ่งใต้กรอบแว่นมองไปยังสองแม่ลูกที่กอดกันแน่น ไม่มีความสงสารหรือปรานีใดๆ สะท้อนอยู่ในดวงตาคม
“จัดการศพผู้หญิงคนนั้น และพาตัวเด็กไป”
“ครับ แล้วนายใหญ่…”
“จัดการให้เรียบร้อย”
“ครับ”
เด็กหญิงกัดปากแน่น มองคนที่ออกคำสั่งด้วยสายตาพร่ามัว และภาพตรงหน้าจะมืดดับไป….
ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ แสงไฟสีส้มส่องกระทบโต๊ะอาหารตัวยาวที่เต็มไปด้วยอาหารหลากหลายเมนู ทว่าความร้อนของมันค่อยๆ จางลงตามเวลาที่ล่วงเลยไป
เด็กชายในชุดนักเรียนนั่งแกว่งขาไปมา มือประสานกันอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าหวานฉายแววหงอยเหงา ดวงตากลมโตเหลือบมองอาหารตรงหน้าก่อนจะเงยขึ้นสบตากับลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“ผมหิวข้าว… เมื่อไหร่ป๊าจะกลับมาครับ”
“นายน้อยรออีกสักครู่นะครับ ผมว่านายใหญ่คงกำลังเดินทางกลับมา”
เด็กชายเม้มริมฝีปาก สีหน้าเริ่มไม่พอใจ “โทรหาป๊าได้ไหม ผมหิวข้าว” เขาพูดพลางทำตาอ้อน “ป๊ากลับช้ากว่าทุกวันเลย ฝนก็กำลังจะตกแล้วด้วย”
พูดจบ ดวงตากลมโตเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นลมแรงพัดกิ่งไม้แกว่งไหวไปมา เมฆครึ้มบดบังแสงจันทร์ เสียงฟ้าคำรามอยู่ไกล ๆ ไม่นานฝนคงตกลงมา
ลูกน้องหนุ่มมองเด็กชายด้วยความสงสาร “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวนายใหญ่ก็มา”
เด็กชายถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกับพึมพำเสียงแผ่ว “ผมรู้ว่าพี่แค่พูดปลอบใจ แต่ผมแค่อยากกินข้าวพร้อมป๊าสักมื้อ”
ความเงียบเข้าปกคลุม ทั้งสองไม่มีใครพูดอะไรต่อ เหลือเพียงเสียงลมพายุที่เริ่มโหมกระหน่ำอยู่ด้านนอก…
ปึง!
เสียงบางอย่างกระทบกับผนังดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ดึงความสนใจของเด็กหนุ่มและลูกน้องให้หันขวับไปมอง รอยยิ้มบางๆ เริ่มปรากฏบนใบหน้าที่ก่อนหน้านี้ดูเหงาหงอย ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งไปยังหน้าบ้านด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง ทว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า…กลับไม่ใช่พ่อของเขา
“ปู่? ปู่ตากฝนมาทำไม แล้วปู่เห็นป๊าผมไหม?”
คำถามพร้อมแววตาเปี่ยมความคาดหวังของเด็กชายทำให้หัวใจของผู้เป็นปู่แตกสลายอีกครั้ง เขาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนก้มลงมองหลานรักแล้วกางแขนออก
“โจฮัน มาหาปู่มา”
เด็กชายรีบพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นโดยไม่ลังเล ความคุ้นเคยจากอ้อมแขนนี้ช่วยปลอบประโลมความกังวลในใจเขาไปชั่วขณะ รอยยิ้มเล็ก ๆ เริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าเปียกปอน
“โจ ฟังปู่ให้ดีนะลูก”
“ครับ?”
“ป๊าของหลาน…ตายแล้ว”
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า โจฮันผละจากอ้อมแขนของปู่ ดวงตาสั่นไหวด้วยความงุนงงจนต้องถามย้ำอีกครั้ง
“ปู่ว่าอะไรนะครับ…”
“ป๊าของหลานถูกฆ่าตายแล้วโจฮัน”
“…ป๊า… ตะ ตายแล้ว?”
“ใช่”
ลูกน้องที่ยืนอยู่โดยรอบต่างเบิกตากว้าง สีหน้าตกตะลึงไม่ต่างกัน พวกเขารีบกรูกันเข้ามาพยุงเจ้านายทั้งสอง ทว่าเด็กชายกลับสะบัดตัวออกแล้ววิ่งฝ่าฝนไปยังลานหน้าบ้านด้วยหัวใจที่ปวดร้าว
เขาล้มลงกระแทกกับพื้นกระเบื้องเปียกชื้นก่อนเงยหน้าขึ้นรับสายฝนที่โปรยลงมา ไม่มีใครรู้เลยว่าเขากำลังร้องไห้ เพราะหยาดฝนได้ชะล้างน้ำตาของเขาไปจนหมด
“ป๊า!!”
เสียงกรีดร้องของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบ้าน กำปั้นเล็ก ๆ ทุบลงกับพื้นอย่างไม่อาจระงับความเจ็บปวดได้
“ใครมันทำกับป๊า… มันต้องชดใช้!!”