Prologue

1247 Words
Prologue ยามตีสามของคืนเดือนดับ ภายในโกดังเก็บของเก่าที่รกร้างและไร้ผู้คนเงียบสงัดราวกับถูกลืมเลือนไปจากโลก หลังจากครอบครัวล้มละลาย เพราะถูกคนใจร้ายโกงเงินจากบริษัทของพ่อ เธอกับแม่ก็กลายเป็นคนไร้ที่พึ่ง ต้องเร่ร่อนหาที่อยู่อาศัยกันตามยถากรรม ยิ่งไปกว่านั้น พ่อผู้ที่เคยเป็นเสาหลักของบ้านกลับเลือกจบชีวิตตัวเองหนีปัญหา ทิ้งให้เธอกับแม่ต้องเผชิญความลำบากตามลำพัง… ทว่าความเงียบในค่ำคืนนี้กลับถูกทำลายด้วยเสียงเอะอะโวยวายของใครบางคน ร่างผอมบางของเด็กหญิงตัวน้อยนั่งซุกอยู่ในอ้อมอกมารดาตื่นตัวขึ้นจากเสียงรบกวนซึ่งไม่เคยได้ยินมาเป็นเวลานาน ดวงตากลมโตสะท้อนแสงริบหรี่จากภายนอก พลางเงี่ยหูฟังด้วยความสงสัย ใครกันที่กล้ารบกวนความเงียบงันของสถานที่แห่งนี้… “แม่จ๋า…เสียงใครเหรอ?” เด็กหญิงกระซิบถาม ขณะที่ซุกตัวแนบอกมารดา ดวงตาคู่น้อยสอดส่ายไปยังความมืดรอบตัว มันเป็นบรรยากาศที่เธอคุ้นเคยไปเสียแล้ว “ชู่…” ผู้เป็นแม่กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น พลางโยกตัวไปมาเบาๆ ราวกับจะกล่อมให้ลูกสงบลง “นอนนะลูก” “แต่แม่…เสียงมันดัง ใครกันเหรอ?” “แม่ไม่รู้ แต่หนูนอนเถอะนะ พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว” เด็กหญิงเม้มริมฝีปากแน่น แววตาสุกใสสะท้อนภาพใบหน้าตรอมตรมของผู้เป็นแม่ เธอพยักหน้ารับ แต่ความอยากรู้อยากเห็นยังคงสุมอยู่ในอก เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที เด็กหญิงก็ค่อยๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนของแม่อย่างเงียบเชียบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและก้าวเดินตามเสียงปริศนานั้นไปโดยไม่รีรอ เมื่อเดินพ้นกองเศษไม้ผุเก่าๆ มา แล้วภาพที่เธอเห็นก็ทำให้หัวใจเต้นดวงน้อยแรง ชายห้าคนยืนล้อมกันอยู่ท่ามกลางเงาสลัว น้ำเสียงของพวกเขาตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด และที่น่าหวาดหวั่นกว่านั้น คือชายในสูทสีดำสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลังชายผู้ดูเหมือนเป็นหัวหน้า ต่างก็ถือปืนสีดำทมิฬไว้ในมือ ราวกับพร้อมเหนี่ยวไกทุกเมื่อหากเจ้านายเป็นอันตราย เท้าเล็กที่เปรอะเปื้อนฝุ่นค่อยๆ ถอยหลังไปเรื่อย ๆ ปัง! ปัง! เสียงปืนดังสนั่น ทำให้มารดาของเด็กหญิงสะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอเบิกตากว้าง หัวใจแทบแตกสลายเมื่อพบว่าอ้อมแขนของตนว่างเปล่า “ผิง… ผิงอยู่ไหน!?” ใบหน้าซีดเซียวที่เต็มไปด้วยฝุ่นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง น้ำตาที่แทบเหือดแห้งค่อยๆ ไหลรินลงบนแก้มทั้งสองข้าง ก่อนจะหอบร่างผอมบางเดินโซเซไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย กระทั่งเท้าทั้งสองหยุดนิ่ง ตรงหน้า…. “ผิง!!” เธอถลาเข้าหาลูกสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น กอดร่างเล็กไว้แนบอก ความเจ็บปวดพลันถาโถมเมื่อเห็นของเหลวสีแดงสดไหลซึมออกจากหัวไหล่เล็กๆ ของลูกสาว “แม่… ผิงเจ็บ เจ็บตรงนี้…” เสียงเล็กแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดเกินที่เด็กคนหนึ่งจะทนไหว เด็กหญิงพยายามยกมือขึ้นแตะบาดแผลบนหัวไหล่ แต่ความเจ็บกลับแล่นพล่านไปทั่วร่างจนใบหน้าเล็กเหยเก “เก็บมันให้หมด” เสียงเข้มของชายที่ยืนอยู่ข้างรถสปอร์ตสีดำเอ่ยสั่งลูกน้อง ก่อนเสียงปืนจะดังขึ้นอีกหนึ่งนัด ร่างผอมบางกอดลูกสาวไว้แน่นขึ้น… ขณะที่ตนเองกำลังสิ้นลมหายใจ “นายครับ เด็กคนนั้นยังไม่ตาย” ชายหนุ่มมองหน้าลูกน้อย ก่อนที่สายตาเรียบนิ่งใต้กรอบแว่นมองไปยังสองแม่ลูกที่กอดกันแน่น ไม่มีความสงสารหรือปรานีใดๆ สะท้อนอยู่ในดวงตาคม “จัดการศพผู้หญิงคนนั้น และพาตัวเด็กไป” “ครับ แล้วนายใหญ่…” “จัดการให้เรียบร้อย” “ครับ” เด็กหญิงกัดปากแน่น มองคนที่ออกคำสั่งด้วยสายตาพร่ามัว และภาพตรงหน้าจะมืดดับไป…. ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ แสงไฟสีส้มส่องกระทบโต๊ะอาหารตัวยาวที่เต็มไปด้วยอาหารหลากหลายเมนู ทว่าความร้อนของมันค่อยๆ จางลงตามเวลาที่ล่วงเลยไป เด็กชายในชุดนักเรียนนั่งแกว่งขาไปมา มือประสานกันอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าหวานฉายแววหงอยเหงา ดวงตากลมโตเหลือบมองอาหารตรงหน้าก่อนจะเงยขึ้นสบตากับลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “ผมหิวข้าว… เมื่อไหร่ป๊าจะกลับมาครับ” “นายน้อยรออีกสักครู่นะครับ ผมว่านายใหญ่คงกำลังเดินทางกลับมา” เด็กชายเม้มริมฝีปาก สีหน้าเริ่มไม่พอใจ “โทรหาป๊าได้ไหม ผมหิวข้าว” เขาพูดพลางทำตาอ้อน “ป๊ากลับช้ากว่าทุกวันเลย ฝนก็กำลังจะตกแล้วด้วย” พูดจบ ดวงตากลมโตเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นลมแรงพัดกิ่งไม้แกว่งไหวไปมา เมฆครึ้มบดบังแสงจันทร์ เสียงฟ้าคำรามอยู่ไกล ๆ ไม่นานฝนคงตกลงมา ลูกน้องหนุ่มมองเด็กชายด้วยความสงสาร “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวนายใหญ่ก็มา” เด็กชายถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกับพึมพำเสียงแผ่ว “ผมรู้ว่าพี่แค่พูดปลอบใจ แต่ผมแค่อยากกินข้าวพร้อมป๊าสักมื้อ” ความเงียบเข้าปกคลุม ทั้งสองไม่มีใครพูดอะไรต่อ เหลือเพียงเสียงลมพายุที่เริ่มโหมกระหน่ำอยู่ด้านนอก… ปึง! เสียงบางอย่างกระทบกับผนังดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ดึงความสนใจของเด็กหนุ่มและลูกน้องให้หันขวับไปมอง รอยยิ้มบางๆ เริ่มปรากฏบนใบหน้าที่ก่อนหน้านี้ดูเหงาหงอย ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งไปยังหน้าบ้านด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง ทว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า…กลับไม่ใช่พ่อของเขา “ปู่? ปู่ตากฝนมาทำไม แล้วปู่เห็นป๊าผมไหม?” คำถามพร้อมแววตาเปี่ยมความคาดหวังของเด็กชายทำให้หัวใจของผู้เป็นปู่แตกสลายอีกครั้ง เขาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนก้มลงมองหลานรักแล้วกางแขนออก “โจฮัน มาหาปู่มา” เด็กชายรีบพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นโดยไม่ลังเล ความคุ้นเคยจากอ้อมแขนนี้ช่วยปลอบประโลมความกังวลในใจเขาไปชั่วขณะ รอยยิ้มเล็ก ๆ เริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าเปียกปอน “โจ ฟังปู่ให้ดีนะลูก” “ครับ?” “ป๊าของหลาน…ตายแล้ว” เปรี้ยง! เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า โจฮันผละจากอ้อมแขนของปู่ ดวงตาสั่นไหวด้วยความงุนงงจนต้องถามย้ำอีกครั้ง “ปู่ว่าอะไรนะครับ…” “ป๊าของหลานถูกฆ่าตายแล้วโจฮัน” “…ป๊า… ตะ ตายแล้ว?” “ใช่” ลูกน้องที่ยืนอยู่โดยรอบต่างเบิกตากว้าง สีหน้าตกตะลึงไม่ต่างกัน พวกเขารีบกรูกันเข้ามาพยุงเจ้านายทั้งสอง ทว่าเด็กชายกลับสะบัดตัวออกแล้ววิ่งฝ่าฝนไปยังลานหน้าบ้านด้วยหัวใจที่ปวดร้าว เขาล้มลงกระแทกกับพื้นกระเบื้องเปียกชื้นก่อนเงยหน้าขึ้นรับสายฝนที่โปรยลงมา ไม่มีใครรู้เลยว่าเขากำลังร้องไห้ เพราะหยาดฝนได้ชะล้างน้ำตาของเขาไปจนหมด “ป๊า!!” เสียงกรีดร้องของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบ้าน กำปั้นเล็ก ๆ ทุบลงกับพื้นอย่างไม่อาจระงับความเจ็บปวดได้ “ใครมันทำกับป๊า… มันต้องชดใช้!!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD