เสียงล้อรถหรูเคลื่อนเข้าจอดในอาคารจอดรถส่วนตัว อคิณเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองโดยไม่พูดกับใคร เขาโยนสูทลงบนเก้าอี้อย่างแรง แล้วเปิดโน้ตบุ๊กตรงหน้า
มือที่เคยมั่นคงสั่นเพียงเล็กน้อย เขากดเปิดฐานข้อมูลนักลงทุน ที่เชื่อมต่อกับระบบบริษัทเอกชนหลายแห่ง
“พิมพ์ลดา อัครเวทย์…”
“ไร่ชา…รีสอร์ท…อสังหาริมทรัพย์…ส่งออกใบชาทั่วเอเชีย…”
รายชื่อบริษัทในเครือผุดขึ้นมากกว่า 8 แห่ง
ทั้งหมดอยู่ภายใต้ “กลุ่มทุนของตระกูลเดียวกัน”
และชื่อของเธอ แพรลดา อัครเวทย์
ปรากฏเป็นกรรมการบริหารรุ่นถัดไปในบริษัทหนึ่งอย่างเป็นทางการ
เขาพิงเก้าอี้ สมองตื้อ ไม่ใช่เพราะความตกใจ
แต่เพราะความ “เสียศูนย์”
ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าไม่มีค่า
กำลังเป็นเจ้าของบางสิ่ง…ที่เขาเองก็ต้องใช้เวลา “ทั้งชีวิต” เพื่อสร้าง
เขากดเปิดภาพถ่ายเก่าในกล้องวงจรปิดบริษัท ภาพแพรในวันแรกที่มาฝึกงาน ผูกผมหางม้า เสื้อเชิ้ตธรรมดา กระโปรงนักศึกษาเรียบ ๆ
ไม่มีอะไรบอกว่าเธอคือทายาทมหาเศรษฐี
ไม่มีอะไรบอกว่าเธอคือคนที่
เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะ “ดูถูก”
เขาคิดถึงคืนแรกที่เขาดึงเธอเข้ามาจูบในห้อง
ความเย็นชาในแววตาเขา
กับแววตาที่เธอพยายามจะไม่สั่นไหว
“ฉันไม่ใช่คนดี แพร”
“ถ้าเธอยังยืนยันจะฝึกงานที่นี่…อย่าคิดจะเล่นบริสุทธิ์กับฉัน”
แต่ตอนนี้…
เขาต่างหากที่ไม่บริสุทธิ์พอจะ อยู่ข้างเธอได้
วันรุ่งขึ้น
อคิณยืนมองอาคารของ Everon Tech จากระเบียงกระจก เขาเห็นแพรกำลังเดินออกมาพร้อมพี่ธาม สองคนหัวเราะกันเงียบ ๆ ไม่มีอะไรเกินเลยแต่พอแล้ว ที่จะทำให้หัวใจของเขารู้สึกเหมือนกำลังหลุดมือ
และนี่เป็นครั้งแรก ที่เขาไม่ได้รู้สึกเหมือนบอส
แต่รู้สึกเหมือน “ผู้ชายคนหนึ่ง” ที่อยากจะวิ่งไปคว้ามือผู้หญิงคนนั้นไว้
ไม่ใช่เพราะหวง ไม่ใช่เพราะเอาชนะ
แต่เพราะ เขารักเธอเข้าแล้วจริง ๆ
บ่ายวันนั้น
ขณะที่ออฟฟิศทั้งชั้นยังวุ่นอยู่กับงานปลายไตรมาส
เสียงส้นสูงหรูคู่ละแสนก็ดังขึ้นจากหน้าลิฟต์กระจก
เมริญา ลิขิตรัตน์
เดินเข้ามาในบริษัท “อคิณ กรุ๊ป” ด้วยรอยยิ้มมั่นใจ
สวมเดรสขาวเรียบหรู และผ้าคลุมไหล่แคชเมียร์เบา ๆ ที่ดูเหมือนหลุดมาจากรันเวย์
ทุกสายตาหันมามองเธอ — เพราะความสวย
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคน “อ้าปากค้าง” คือคำพูดของเธอ
“ขอโทษนะคะ…คุณอคิณอยู่มั้ย”
“เมริญา — คู่หมั้นของเขาค่ะ”
ประโยคนั้น…ดังพอจะทำให้พนักงานทั้งชั้นหยุดหายใจ รวมถึงคนที่ “ยืนนิ่งอยู่มุมห้อง” อย่าง แพร
“เอ่อ…คุณเมริญานัดไว้หรือเปล่าคะ?”
เลขาหน้าห้องรีบลุกขึ้นถามเสียงสั่น
“ไม่ค่ะ แต่ถ้าคุณอคิณไม่ว่าง ฉันขอแวะมาทักทายทีมงานก่อนก็ได้” “ในฐานะ…คนที่อาจจะเป็นเจ้าของนามสกุล ‘ศิวเวทย์’ คนต่อไป”
ประโยคนั้นเจาะจง และเจ็บ
แพรยืนนิ่งหลังมุมฉากบังสายตา
เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้เดินออกไป
เมริญายิ้มให้พนักงานบางคน
ทักทายคนในแผนก HR
และจงใจเดินผ่านโต๊ะของฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง
อย่างช้า ๆ
เธอหยุดก้าว
เมื่อเห็น แพร ก้มหน้าทำงาน แม้ไม่ได้ทัก
แต่รอยยิ้มบนมุมปาก พูดมากกว่าคำใด ๆ
ก่อนที่เธอจะหันกลับไปพูดกับเลขาเบา ๆ
“ไม่ต้องโทรบอกเขาหรอกค่ะ”
“ฝากบอกคุณอคิณว่าฉันแวะมานะคะ ว่าที่คู่หมั้นเขาเอง 😊”
แล้วเธอก็เดินจากไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่คลื่นใต้น้ำได้กระเพื่อมไปทั่วออฟฟิศแล้วเรียบร้อย
และในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
อคิณกลับมาถึงออฟฟิศ พร้อมเสียงรายงานจากเลขา
“คุณเมริญามาค่ะ เธอแนะนำตัวกับทุกคนว่าเป็นคู่หมั้นคุณแล้วนะคะ”
เขานิ่ง ก่อนจะสบถออกมาเบา ๆ
“ใครให้สิทธิ์เธอ…”
กลิ่นกาแฟในห้องพักพนักงานยังอุ่น
แต่บรรยากาศกลับไม่ผ่อนคลายอย่างที่ควรจะเป็น
หญิงสาวสามคนในฝ่ายบัญชียืนคุยกันข้างเครื่องชงกาแฟ
อีกสองคนจากแผนกออกแบบนั่งอยู่ตรงโต๊ะกลาง
และทั้งหมด…กำลังพูดถึงคนเดียวกัน
“โอ๊ย ฉันเจอคุณเมริญาตัวจริงแล้วนะ สวยกว่ารูปเยอะเลยอะ”
“ใช่มั้ยล่ะ แถมแต่งตัวดีมากกก ดูเป็นผู้หญิงที่เกิดมาเพื่อเป็น ‘ภรรยานักธุรกิจ’ เลยอะ”
“แล้วดูโปรไฟล์สิ — ลูกสาวเจ้าของธนาคาร…เรียนอังกฤษ…ยืนคู่คุณอคิณคือโคตรลงตัวอะ”
มีคนพูดเบา ๆ ตาม
“อืม…ถ้าเทียบกับ ‘เด็กฝึกงาน’ คนที่เป็นข่าวน่ะนะ ก็ไม่เห็นต้องคิดเลยว่าใครเหมาะกว่า”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้น
เหมือนจะไม่เจาะจง
แต่ชื่อหนึ่งที่ไม่ได้ถูกพูดถึง…กลับชัดเจนในความหมาย
…
แพรยืนอยู่อีกมุมของห้องกาแฟ
เธอไม่ได้ขยับ
ไม่ได้มองหน้าใคร
เพียงก้มมือล้างแก้วน้ำของตัวเองช้า ๆ
ไม่มีใครสังเกตว่าเธออยู่ตรงนั้น
และเธอ…ก็ไม่ได้พยายามให้ใครรู้
แต่ทุกคำที่ได้ยิน
คือย้ำเตือนว่า
“ในสายตาคนอื่น…เธออาจไม่มีวัน ‘เหมาะสม’ เท่าผู้หญิงคนนั้น”
เธอวางแก้วเบา ๆ
เดินออกจากห้องโดยไม่พูดอะไร
…แต่บางอย่างในใจเธอเปลี่ยนไปแล้ว