ปี๊นนนนน!! เสียงแตรรถดังสนั่น หญิงสาวหันกลับไปช้า ๆ ไฟหน้ารถบรรทุกส่องทะลุม่านฝนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
โครม!!! ร่างบางถูกชนกระเด็นอย่างแรง โทรศัพท์หลุดจากมือ กระแทกพื้นแตกละเอียด เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลนองไปตามพื้นถนนปะปนกับน้ำฝน เสียงผู้คนกรีดร้องดังอยู่ไกล ๆ แต่ซูเยว่กลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว ภาพสุดท้ายที่เห็น คือท้องฟ้ามืดดำและสายฝนเย็นเฉียบ หยาดน้ำตาไหลลงข้างแก้มช้า ๆ นางยังไม่ได้แก้แค้น ยังไม่ได้ปกป้องแม่ ยังไม่ได้ทำให้คนพวกนั้นชดใช้
“ถ้าชาติหน้ามีจริง…” เสียงแผ่วเบาหายไปพร้อมลมหายใจสุดท้าย “ฉันจะไม่เป็นคนอ่อนแออีก…”
องค์หญิงเก้าผู้ถูกลืม
ความมืดมิดอันเย็นเยียบค่อย ๆ จางหายไปช้า ๆ สิ่งแรกที่ซูเยว่สัมผัสได้คือ “ความหนาว”
หนาวจนเหมือนกระดูกทั้งร่างถูกแช่อยู่ในน้ำแข็ง ลมหายใจติดขัด หน้าอกเจ็บราวถูกหินกดทับ หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น พยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก กลิ่นสมุนไพรขมฝาดลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
เหนือศีรษะคือเพดานไม้เก่า ๆ ที่มีรอยแตกร้าว ผ้าม่านสีซีดขาดรุ่งริ่งปลิวไหวตามแรงลมเย็นจากหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท
ซูเยว่นิ่งค้างไปชั่วขณะ นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่ใช่ถนนที่เธอถูกรถชน และไม่ใช่ห้องใต้หลังคาแคบ ๆ ของนางแน่นอน
“ฉัน…ยังไม่ตายหรือ…”
เสียงที่หลุดออกมากลับแผ่วเบาและแหบพร่าอย่างประหลาด ทันใดนั้นความเจ็บปวดพลันแล่นเข้าสมองอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำมากมายทะลักเข้ามาเหมือนกระแสน้ำ
ตำหนักเย็น เสียงหัวเราะเยาะ อาหารบูดเน่า การถูกโบย การถูกผลักตกบันได รวมถึงชื่อหนึ่งที่ดังซ้ำอยู่ในหัว
“หลี่อัน…”
ซูเยว่หอบหายใจแรง มือกุมศีรษะแน่น นี่ไม่ใช่ร่างของเธอ
ร่างนี้คือ “องค์หญิงเก้าหลี่อัน” แห่งแคว้นต้าเซิ่ง พระธิดาที่เกิดจากสนมต่ำศักดิ์ หลังมารดาเสียชีวิตก็ถูกทอดทิ้งไว้ในตำหนักร้าง ไม่มีผู้ใดเหลียวแล
แม้แต่ข้ารับใช้ยังกล้ารังแก และเมื่อสามวันก่อน…องค์หญิงเก้าถูกนางกำนัลผลักล้มจนศีรษะกระแทกพื้น ก่อนจะสิ้นใจอย่างเงียบงัน
ซูเยว่เม้มริมฝีปากแน่น ชีวิตนี้ช่างน่าสมเพชเหลือเกิน ต่อให้เปลี่ยนโลก เปลี่ยนร่าง แต่เหตุใดเจ้าของร่างเดิมถึงยังถูกเหยียบย่ำไม่ต่างจากนาง
เอี๊ยด...ประตูไม้เก่าเปิดออกเสียงดัง หญิงสาวสองคนเดินเข้ามาพร้อมถาดยาและอาหาร สีหน้าทั้งคู่เต็มไปด้วยความรำคาญ
“ยังไม่ตายอีกหรือ?”
นางกำนัลคนหนึ่งพูด พลางกลอกตา “ข้านึกว่าคราวนี้จะไม่ฟื้นเสียแล้ว”
อีกคนหัวเราะเบา ๆ ก่อนวางถาดอาหารลงบนโต๊ะอย่างแรง
“ตายไปก็ดี จะได้ไม่เปลืองข้าวในวัง”
ซูเยว่เงียบ ไม่ตอบอะไรแต่สายตากลับเย็นลงทีละน้อย จากความทรงจำเดิม นางจำได้ว่าทั้งสองคนนี้คือ “ชุ่ยหลาน” และ “อวิ๋นเอ๋อ” นางกำนัลที่ถูกส่งมาดูแลองค์หญิงเก้า
พูดว่า “ดูแล” ก็คงเกินไปเพราะความจริง ทั้งสองไม่เคยรับใช้นางเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม พวกนางกลับขโมยของ ส่งอาหารเหลือเดนมาให้ และบางครั้งยังลงไม้ลงมือกับองค์หญิงเก้าอีกด้วย
“มองอะไร?”
ชุ่ยหลานเห็นสายตานั้นก็ขมวดคิ้ว
“หรือหัวกระแทกพื้นจนเสียสติไปแล้ว?”
อวิ๋นเอ๋อหัวเราะคิกคัก “เสียสติก็ดี จะได้ไม่ต้องมาร้องไห้ฟูมฟายเหมือนทุกที”
ซูเยว่ยังคงเงียบแต่ดวงตาของนางกำลังกวาดมองทุกอย่างอย่างรวดเร็ว คราบแป้งสีขาวบนแขนเสื้อของชุ่ยหลาน กลิ่นสุราจาง ๆ จากตัวอวิ๋นเอ๋อรวมถึงรอยโคลนบนชายกระโปรง
พวกนางเพิ่งแอบออกไปเล่นพนันหลังวังมา หญิงสาวหัวเราะในใจเบา ๆ ต่อให้เปลี่ยนร่าง แต่สิ่งหนึ่งที่นางไม่เคยเสียไปคือ “การสังเกตคน” สมัยอยู่โลกเดิม นางต้องคอยดูสีหน้าผู้คนมาตลอด เพื่อเอาตัวรอดจากครอบครัวที่กดขี่ เพียงมองไม่กี่วินาที นางก็รู้แล้วว่าคนตรงหน้าคิดอะไร
“ยาเย็นหมดแล้ว” ชุ่ยหลานพูดห้วน ๆ “รีบดื่มเสีย”
ซูเยว่เหลือบมองถ้วยยา กลิ่นแปลกเกินไป เธอเคยดูแลมารดาที่ป่วยมานาน จึงพอรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง ในยานี้มีบางอย่างผิดปกติ
“ในนี้ใส่อะไรเพิ่ม?”
ชุ่ยหลานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตวาดกลับ “องค์หญิงหมายความว่าอย่างไร!”
“ข้าก็แค่ถาม” ซูเยว่ยิ้มบาง ๆ “หรือพวกเจ้ากลัวข้ารู้ว่ามีคนแอบใส่ผงทำให้ท้องเสียลงไป?”
สองนางกำนัลหน้าซีดเพราะพวกนางใส่จริง อวิ๋นเอ๋อรีบพูดเสียงแข็ง
“อย่ามาใส่ร้ายพวกข้า!”
“ใส่ร้าย?” ซูเยว่หัวเราะเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองดื่มก่อนสิ”
“เจ้า !” ชุ่ยหลานเริ่มโมโห ปกติองค์หญิงเก้าไม่เคยกล้าเถียงแม้แต่คำเดียว แต่วันนี้กลับเปลี่ยนไปจนพวกนางเริ่มรู้สึกแปลก
“ดูท่าองค์หญิงคงอยากโดนสั่งสอน” ชุ่ยหลานกัดฟัน ก่อนหยิบกาน้ำร้อนจากเตาถ่านขึ้นมา น้ำเดือดส่งไอร้อนลอยฟุ้ง อวิ๋นเอ๋อร์หัวเราะเยาะ
“ราดลงไปสักหน่อย นางจะได้รู้จักที่ต่ำที่สูง!”
ชุ่ยหลานยกกาน้ำขึ้นสูง ดวงตาเต็มไปด้วยความสะใจ “องค์หญิงอย่างนั้นหรือ? …ก็แค่ตัวไร้ค่าที่ไม่มีใครเอา!” แล้วนางก็สาดน้ำร้อนใส่ทันที แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ซูเยว่ขยับแล้ว นางคว้าผ้าห่มขึ้นบังตัว พร้อมถีบโต๊ะไม้ข้างเตียงออกเต็มแรง
โครม! โต๊ะพุ่งกระแทกขาชุ่ยหลานอย่างจัง “อ๊ะ!” หญิงสาวเสียหลัก ร่างเซไปด้านหน้า น้ำร้อนทั้งกากลับเทราดใส่แขนตัวเองเต็ม ๆ
ฉ่า! “อ๊ากกกกก!” เสียงกรีดร้องดังลั่นตำหนัก ชุ่ยหลานล้มลงดิ้นทุรนทุราย แขนแดงเถือกทันที อวิ๋นเอ๋อร์ตกใจจนหน้าซีด รีบถอยหลังหลายก้าว
“นะ…นางทำได้อย่างไร…”
ซูเยว่ค่อย ๆ ลุกลงจากเตียงช้า ๆ แม้ร่างกายยังอ่อนแรง แต่แววตากลับเย็นเฉียบจนน่ากลัว นางเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าชุ่ยหลานที่กำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บ ก่อนย่อตัวลงเล็กน้อย
“เจ็บหรือ?” น้ำเสียงนุ่มนวลจนขนลุก ชุ่ยหลานเงยหน้ามองนางด้วยความหวาดกลัว นี่ไม่ใช่องค์หญิงเก้าคนเดิม ไม่ใช่หญิงอ่อนแอที่เอาแต่ร้องไห้อีกต่อไปแล้ว
ซูเยว่ยิ้มบาง ๆ “จำไว้…ต่อไปนี้ หากคิดรังแกข้า…” นางกดเสียงต่ำลงช้า ๆ “ข้าจะคืนกลับเป็นสิบเท่า”
บรรยากาศทั้งห้องเงียบกริบ แม้แต่เสียงลมด้านนอกยังเหมือนหยุดลง อวิ๋นเอ๋อร์รีบคุกเข่าลงทันที
“องค์หญิงไว้ชีวิตด้วยเพคะ! บ่าว…บ่าวไม่กล้าแล้ว!”