บทนำ-She's the one

2835 Words
บทนำ She’s the one งานเปิดตัวโทรศัพท์มือถือแบรนด์ดังที่จัดขึ้นอย่างหรูหราอลังการได้รับความสนใจจากแวดวงธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม รวมถึงนักธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหรูเต็มไปด้วยเซเลบคนดังและนักธุรกิจมีชื่อเสียงมากมาย วรัท อัศววงศ์ธรรม ซีอีโอกลุ่มธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมของเอดับบลิวกรุ๊ปก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น ทว่าเขาปลีกตัวออกไปยืนห่างจากเวทีและผู้คนพอสมควร แม้จะยากสักหน่อยเนื่องจากคนค่อนข้างเยอะ แต่ก็เลือกยืนในจุดที่ได้รับความสนใจน้อยที่สุด เพราะเขามาด้วยหน้าที่ เน้นศึกษาข้อมูลมากกว่าจะแลกเปลี่ยนทัศนคติกับนักธุรกิจคนอื่น ๆ อย่างที่หลายคนตั้งเป้าหมายมาจากบ้าน ชายหนุ่มไม่ได้แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายแต่อย่างใด ให้ความสนใจงานเป็นอย่างดี เพียงแต่สนใจในระดับที่ควรสนใจ ไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือสนุกประการใดเลย คิดแค่ว่างานจบก็พร้อมกลับได้เลย หากแล้วสายตาก็หันไปเห็นนักธุรกิจคนหนึ่งเข้า เปล่า! เขาไม่ได้สนใจชายวัยคราวพ่อคนนั้น แต่สนใจหญิงสาวที่ยืนข้างเขามากกว่า ท่าทางของเธอยืนสำรวมคอยพยักหน้าและตอบเวลาชายคนนั้นหันไปถาม จากเสี้ยวหน้าด้านข้างบอกชัดว่าเธอเป็นคนสวยโดดเด่น แต่ที่วรัทมองไม่ใช่เพียงเพราะความสวยของเธอ หากเขารู้สึกคุ้น... กระทั่งจังหวะหนึ่งที่เธอหันมาทางฝั่งที่เขายืนอยู่ เพราะมีหญิงสาวอีกคนเดินเข้ามาทัก รอยยิ้มของคนที่ถูกลอบมองทำเอาลมหายใจวรัทสะดุด ...คุ้นหน้าและคุ้นเคย...เมื่อนานมาแล้ว... “สนใจเลขาคุณธนาเหรอครับคุณใหญ่” นักธุรกิจหนุ่มวัยเดียวกับวรัทเดินเข้ามายืนข้างๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม วรัทรู้จักดนัยมานาน ไม่ได้สนิทเป็นการส่วนตัว แต่ก็สนิทกันในฐานะนักธุรกิจด้วยกัน “เปล่าครับ ผมแค่ไม่เคยเห็นพวกเขาในงานแบบนี้” “ก็คงจะเป็นงานแรกที่เขามา เพราะจริง ๆ ธุรกิจคุณธนาไม่ได้เกี่ยวกับทางนี้ อืม...อาจจะเกี่ยวนิดหน่อย แต่หลัก ๆ น่าจะมาเพราะ...แบรนด์แอมบาสเดอร์คนสวยมากกว่า” ดนัยพูดแล้วยกเครื่องดื่มขึ้นจิบพลางเบนสายตาไปยังดาราสาวสวยที่ยืนอยู่บนเวทีกับพิธีกรประจำงาน แนน นภัสสร ดาราสาวที่กำลังมาแรงในขณะนี้ วรัทมองตามสายตาคนพูดซึ่งขณะนี้ดาราสาวกำลังคุยกับพิธีกรด้วยรอยยิ้มสดใส แม้จะไม่ค่อยได้สนใจวงการบันเทิงนัก แต่วรัทก็พอคุ้นหน้าคุ้นตาเธออยู่ “แต่ก่อนหน้านี้ เขาว่ากันว่าเลขาคุณธนาอยู่ตำแหน่งนั้นมาก่อนนะ” สิโรจน์นักธุรกิจวัยเดียวกันอีกคนโฉบแก้วเครื่องดื่มจาก บริกรแล้วมายืนข้างดนัยเอ่ยขึ้น วรัทกับดนัยหันไปมองอย่างใคร่รู้ “ตำแหน่ง ‘ลับ ๆ’ ของคุณธนาไงครับ” วรัทรู้สึกใจโหวงแปลก ๆ เมื่อครู่ตอนดนัยพูดถึงนภัสสรเรื่องนั้นเขาเฉย ๆ ไม่รู้สึกในทางลบหรือทางใดเลย แต่พอสิโรจน์เอ่ยถึงเลขาคนนั้นเขากลับรู้สึกแปลก ชายหนุ่มไม่ได้พูดหรือถามอะไรต่อ เพราะเขาไม่อยากได้ชื่อว่า ‘เมาท์เรื่องผู้หญิง’ จึงยกเครื่องดื่มขึ้นจิบแล้วเสมองไปทางอื่น อีกสองคนเลยหยุดพูดแค่นั้น หากครู่เดียววรัทก็กวาดสายตากลับมามองเลขาสาวของธนาอีกครั้ง สีหน้าเธอราบเรียบ ยิ้มเป็นบางครั้ง ท่าทางดูมั่นใจ แต่อะไรบางอย่างบอกเขาว่าเธอกำลังรู้สึกอึดอัด บ้าแล้ว...นี่เขาเป็นพวกหยั่งรู้หรืออย่างไร ถึงได้รู้สึกไปขนาดนั้น วรัทตกใจตัวเองก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันไปสนใจบนเวทีที่กำลังจะได้เวลาเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ งานเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ก็เป็นไปตามสเตปเหมือนทุกครั้งที่มีโทรศัพท์ออกใหม่นั่นแหละ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ จบงานก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนู่นนี่นั่น วรัทอยู่ต่ออีกเพียงไม่นานก็ตัดสินใจว่าจะกลับ ตอนนั้นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนสวยลงมาจากเวทีและได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทว่าธนาที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาว่ามี ‘ซัมธิงรอง’ กับดาราสาวคนสวยกลับมีท่าทีเฉย ๆ ไม่ได้เข้าไปห้อมล้อมเช่นคนอื่น ความจริงวรัทไม่ได้สนใจเรื่องนั้นแล้ว แต่ที่เขาหันไปมองธนาเพราะสายตาอยากผ่านไปทางเลขาของเขาเสียมากกว่า ชายหนุ่มเห็นเธอลอบมองดาราสาวด้วยสายตาขุ่น ๆ หลายครั้ง หรือว่าสิ่งที่ดนัยกับสิโรจน์พูดจะเป็นความจริง...เลขาของธนาเขม่นดาราสาวคนนั้นงั้นหรือ? ช่างเถอะ เขาควรกลับได้เสียที ตัดใจแล้ว กำลังจะก้าวเดินออกจากห้องแกรนด์บอลรูม หางตาก็เห็นว่าเลขาของธนากำลังจะเดินมาทางเขาพอดี ขาของวรัทหยุดอย่างไม่ตั้งใจ หยุดทันทีราวกับโดนล็อกไว้ กระทั่งร่างเพรียวสูงเกินมาตรฐานหญิงไทยไปพอสมควรเดินผ่านหน้าเขาไป...เธอน่าจะสูงสักร้อยเจ็ดสิบกว่า กลิ่นน้ำหอมอ่อนจางโชยเข้ามาในประสาทสัมผัส วรัทไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงชอบกลิ่นนั้นตั้งแต่วินาทีนี้เลย หญิงสาวเดินไปทางซุ้มอาหาร เธอตักเอา ๆ ราวกับหิวจัดหรือไม่ก็...กำลังโกรธใครอยู่ จากนั้นก็ส่งเข้าปากแบบไม่ยั้ง ยัดเข้าไปจนแก้มตุ่ยแต่กลับน่ามองในสายตาเขา ไม่รู้สึกว่าน่าเกลียดเลยสักนิด วรัทเผลอยิ้มอย่างนึกขัน แล้วก็ต้องตกใจตัวเองอีกครั้งที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงคนนั้นมากถึงเพียงนี้ เขาตั้งใจจะกลับบ้านไม่ใช่เหรอ? ก็กลับสิ! ถ้าจะบอกว่างานวันนี้สีสันเดียวที่ทำให้เขาอยู่ได้จนจบงานเป็นเธอ มันจะแปลกไหมนะ อีกครั้งที่วรัทก้าวขาจะเดินออกไปจากงานแล้วมีใครอีกคนเดินผ่านหน้าไปจนเขาต้องชะงัก คราวนี้เป็นชายหนุ่มดูดีในชุดสูทมาตรฐาน เขาจำหน้าได้คลับคล้ายคลับคลา แต่นึกไม่ออกว่ามาจากบริษัทไหน เพราะปกติไม่ค่อยได้สนใจใครอยู่แล้ว ทว่าวันนี้เกิดสนใจขึ้นมาเพราะผู้ชายคนนั้นเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่เขากำลัง ‘สนใจ’ อยู่ “ทำไมต้องเดินหนีด้วยล่ะ น่าจะทักทายกันซักคำนะ” เสียงทักนั้นทำให้คนที่กำลังจิ้มอาหารเข้าปากไม่ยั้งชะงัก แล้วเคี้ยวอย่างฝืดฝืนมากขึ้น เธอไม่ยอมหันมามองคนเอ่ยทัก แต่เอียงหน้าไปทางอื่นแทน “เกลียดกันขนาดนั้นเลยเหรอ?” คนถามใช้น้ำเสียงเหมือนง้องอน จนเธอแสยะยิ้ม “หึ!” “เราเคยรักกันมาก แค่เลิกกันก็น่าจะยังเป็นเพื่อนกันได้นี่นา” “พอเถอะน่า” หญิงสาวหันมาสั่งเสียงขุ่น ดวงตาโกรธเกรี้ยวอย่างไม่ปิดบัง กระแทกจานขนมลงบนโต๊ะแรงจนช้อนคันเล็กกระเด็นออกจากจาน “กลับไปซะ ออกไปห่าง ๆ ฉัน!” “ทำไมต้องทำตัวแบบนี้” “แบบไหน?” เสียงเธอฉุนขึ้นอีกเท่าตัว ดวงตาที่ปกติถ้าไม่ยิ้มจะดูดุยิ่งดูดุขึ้นไปอีก หากคนมองกลับยังสีหน้าเฉยไม่สะทกสะท้าน “พาลไง” “พาล? เฮอะ! คุณว่าฉันพาลงั้นเหรอ?” หญิงสาวหัวใจเต้นแรงด้วยความโกรธที่พุ่งขึ้นสูง มือเธอสั่นเพราะอยากตบหน้าเขาแรง ๆ สักที เวรกรรมจริง ๆ ที่ต้องมาเจอเขาในงานนี้ ก็พอรู้นั่นแหละว่าอาจจะมีโอกาสเจอ แม้จะภาวนาว่าขออย่าให้เจอแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่คิดว่าเจอแล้วเขายังกล้าเข้ามาทักได้หน้าตาเฉย แถมยังหาว่าเธอพาลแบบหน้าด้าน ๆ อีก! “สบายดีหรือเปล่า” ชายหนุ่มยังถามเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว “สบายดีมากจนถึงตอนนี้ รู้สึกเหมือนกำลังจะไม่สบายละ รู้สึกรำคาญเนื้อรำคาญตัวรำคาญใจยังไงไม่รู้” ลวิตราไม่ได้ใช้คำผิด เธอตั้งใจใช้คำนั้นจริง ๆ “เอ้ย!” “อย่าเรียกด้วยคำที่บ่งบอกความสนิท เราไม่ใช่คนสนิทกัน!” “เอ้ย!” “หุบปาก!” เธอสั่งเสียงห้วนนัยน์ตาดุกร้าว ทั้งสองคนจ้องตากันนิ่ง “พี่ตั้ม!” เสียงเล็กแต่แว้ดลั่นดังมาจากด้านหลังชายหนุ่ม เขาหันขวับกลับไปมอง ส่วนลวิตรากลอกตาขึ้นเพดาน แล้วร่างเล็กในชุดเดรสสีเขียวทับทิมก็เดินมากอดแขนชายหนุ่มเหลือกตาขึ้นมองเขาก่อนจะหันไปทางลวิตรา “มาทำอะไรตรงนี้คะ เผลอไม่ได้เลยนะ!” “พี่ก็แค่มาทักเอ้ย” “พี่ใช้คำว่าแค่เหรอคะ? มาทักเมียน้อยนี่ใช้คำว่าแค่เหรอคะ?” “อย่าปากเสีย! ฉันไม่ได้เป็นเมียน้อยผัวเธอ!” ลวิตราสวนทันควัน โชคดีหน่อยที่ตอนนี้ใครๆ ต่างพากันไปยืนออแถวหน้าเวทีที่แบรนด์แอมบาสเดอร์ลงมาถ่ายรูปและพูดคุยกับคนในงาน พร้อมกับสินค้าตัวอย่างที่วางไว้หลายจุดให้เลือกชม บริเวณที่ทั้งสามคนยืนอยู่จึงแทบไม่มีใครเลย “เอ้ย!” ไตรภพเอ่ยเป็นเชิงเตือนปนตำหนิ ลวิตราฟังแล้วทำหน้าเบื่อส่วนเขาหันไปทางแฟนสาว “พี่บอกแล้วว่าพี่กับเอ้ยไม่เคยมีอะไรกัน” “ค่ะ เคยบอกแล้วแต่เนยไม่เชื่อ ไม่มีวันเชื่อ” “ก็ไม่แปลก คงเอานิสัยมักง่ายของตัวเองมาตัดสินคนอื่น คบได้ไม่ถึงเดือนก็รีบกระโจนขึ้นเตียงเพื่อจะชิงตำแหน่งเมียหลวง แต่เสียใจ ฉันไม่เคยเป็นเมียอะไรทั้งนั้น คบฉันมาตั้งนานผัวเธอไม่ได้แอ้มฉันเลย ไม่เชื่อถามเขาสิ มันแปลได้สองอย่างนะ ผัวเธอไม่มีปัญญากับฉันไม่ได้มักง่ายไง” “อีบ้า!” ณมนกระทืบเท้าเร่า ๆ ชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างแค้นเคือง “แกตอแหล” “พอแล้วเนย อายคนอื่น ไปเถอะน่า” ไตรภพพยายามยื้อแขนแฟนสาวไปจากตรงนั้นแต่เธอไม่ยอม คว้าเค้กชิ้นเล็กได้ก็กำแน่นก่อนจะปาใส่ลวิตราที่ไม่ทันตั้งตัว เศษขนมเข้าหน้าแล้วกระเด็นเลอะตัวและบางส่วนก็กระเด็นเข้าตาจนไม่อาจโต้ตอบคืนได้ “เนย!” ไตรภพตกใจ พอหันไปเห็นลวิตราก็ตกใจยิ่งกว่า ขยับจะเข้าไปช่วย แต่ณมนกระชากแขนไว้ “กลับค่ะถ้าไม่อยากอายคนมากกว่านี้ ถ้าพี่ตั้มพูดกับมันต่ออีกคำเดียว เนยจะป่าวประกาศให้คนทั้งงานรู้ว่ามันเป็นเมียน้อยพี่!” ไตรภพจำเป็นต้องเดินตามณมนไปทั้งที่ใจเป็นห่วงลวิตราที่ยังลืมตาไม่ขึ้น “บ้าเอ๊ย! ทำไมต้องพลาดท่าให้ยายนั่นด้วยนะ!” บ่นแล้วพยายามจะขยี้ตาด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างก็ควานหาโต๊ะเพื่อยึดเกาะ หากขยี้เท่าไรก็ไม่ออกและไม่หายเคือง แถมยังมองไม่เห็นว่าใครกำลังมองมาทางเธอบ้าง อยากออกไปจากตรงนี้ก็ทำไม่ได้ “ผมช่วย” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับจับมือเธอที่คว้าหาหลักยึด “ขออนุญาตพาไปห้องน้ำ คุณจะได้ล้างตา และออกไปจากตรงนี้ที่มีคนกำลังมองคุณเกินสิบชีวิตนะครับ” หญิงสาวคิดเพียงเสี้ยววินาทีก่อนตัดสินใจตอบรับเพราะไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้ว “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” วรัทนึกขำหน่อย ๆ ที่ภาพเขาจูงมือเธอแลคล้ายกำลังจูงคนตาบอดก็ไม่ปาน เพียงแต่คนตาบอดคนนี้ทั้งสวยทั้งหุ่นดี และน่ามอง แถม...มือนิ่มอีกต่างหาก เมื่อมาถึงหน้าห้องน้ำ วรัทลังเลเล็กน้อย เพราะถ้าปล่อยให้เธอเข้าไปเองก็กลัวจะเดินชนอะไรเข้า แต่ถ้าเข้าไปด้วยนี่ก็เป็นห้องน้ำผู้หญิง พื้นหน้าห้องน้ำก็เป็นพื้นต่างระดับ ลวิตราพอจะเดาออกเธอจึงขยับปากจะเอ่ยบอกว่าจะเข้าไปเองแต่ก็ไม่ทันกับคนที่จูงเธอเข้าไปในห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว เขาดึงมือเธอไปใต้ก๊อกแล้วเปิดน้ำให้ ลวิตรารีบใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างรองน้ำแล้วก้มลงลืมตาในน้ำเพื่อให้เศษเค้กออก ทำซ้ำๆ หลายครั้งแล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อจะทดลองลืมตาดู หยดน้ำไหลลงมาตามลำคอจนคอเสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกไปถึงเนินอก หากเธอไม่ได้สนใจเพราะดวงตายังเคืองอยู่ จึงก้มหน้าลงไปรองน้ำแล้วลืมตาอีกครั้ง วรัทที่สายตาปกติต่างหากที่เห็นว่าเสื้อเธอเปียกและเขารู้สึกเก้อกระดากจนต้องเอ่ย “ให้ผมอยู่ต่อไหมครับ” เขาสังเกตแล้วว่าตอนนี้ในห้องน้ำไม่มีใครอื่น น่าจะพออยู่ช่วยเธอได้ “อ้อ เอ้อ...ไม่เป็นไรค่ะ เท่านี้ก็ขอบคุณมากแล้ว” เธอเพิ่งนึกได้ “เดี๋ยวลืมตาในน้ำสักหน่อยฉันก็คงจะลืมตาได้ ค่อยเดินกลับไปเอง” “โอเค งั้นผมขอตัวนะครับ” “เดี๋ยวค่ะ” เธอคว้ามือไปโดนเสื้อเขาแล้วรั้งไว้ “ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณเป็นใคร บอกชื่อกับที่ทำงานให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ ฉันจะได้หาโอกาสขอบคุณคุณ” เธอเอียงตัวมาทางเขา นั่นยิ่งทำให้เห็นผิวเนื้อภายใต้เสื้อเชิ้ตที่เปียกน้ำชัดขึ้น วรัทเสมองไปทางอื่น “ไม่เป็นไรครับ เรื่องเล็ก” เขาบอกแล้วตัดสินใจเพียงชั่วแวบ ถอดเสื้อสูทออกแล้วคลุมไหล่ให้เธอ “เสื้อคุณเปียก ตอนออกจากห้องน้ำคงไม่น่าดูเท่าไร เอ่อ ผมหมายถึงน่าดู เอ่อ...คุณคงไม่อยากให้ใครดู” วรัทพูดติดขัด เขาไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ลวิตราเผลอยิ้ม ฟังจากน้ำเสียงเขาแล้วคงจะกำลังอาย หญิงสาวพยายามลืมตา จนสามารถเห็นเค้าร่างเขาได้หน่อย ๆ ชายหนุ่มร่างสูงใส่เสื้อเชิ้ตขาว แต่เห็นหน้าไม่ชัด “แล้วฉันจะคืนเสื้อคุณได้ตอนไหนคะ” “ตอนไหนก็ตอนนั้นแหละครับ เอาเป็นว่าผมขอตัวก่อน เดี๋ยวมีใครมาเข้าห้องน้ำ คุณจะดูไม่ดี” เขาบอกแล้วเหลือบมองเธออีกครั้งก่อนจะเดินออกมา ลวิตราบอกไม่ถูกว่าทำไมถึงรู้สึกอุ่นใจแปลก ๆ คงเพราะเธอเพิ่งหลุดมาจากผู้ชายเฮงซวยที่เกือบทำให้เธอตกเป็นเมียน้อย แล้วมาเจอคนที่ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษกระมัง ออกจากห้องน้ำ วรัทก็ตั้งใจจะกลับจริง ๆ เขาเดินมาจนถึงหน้าล็อบบีจึงยกมือขึ้นเพื่อจะล้วงโทรศัพท์ออกมาโทรหาธิเบตให้เอารถมารับหน้าโรงแรม แต่แล้วก็นึกได้ว่ามันอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูท ชายหนุ่มถอนหายใจ แล้วจำต้องเดินกลับไปอีกครั้ง หากเดินมาถึงทางเลี้ยวก่อนถึงห้องน้ำ ขาที่กำลังก้าวก็ต้องหยุดชะงักเพราะบทสนทนาของคนคู่หนึ่ง “เราหยุดแค่นี้ได้ไหมคะบอส เอ้ยไม่อยากทำผิดอีกแล้ว ถ้าคุณสุรีย์รู้มันจะเป็นเรื่องใหญ่นะคะ” “น่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย อย่ากลัวไปเลย ทำตัวให้ปกติ เดี๋ยวผมจะไปรอที่คอนโดฯ คุณไปที่นั่นอย่าให้เกินสามทุ่ม ผมบอกภรรยาไว้แล้วว่าจะกลับบ้านไม่เกินเที่ยงคืน พอมีเวลา...ไม่ให้ผิดสังเกตหรอก” ร่างสูงที่ได้ยินอย่างไม่ตั้งใจเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะเขาจำได้ว่าเสียงของผู้หญิงคือเสียงของ ‘เธอคนนั้น’ เมื่อตอนเธอทะเลาะกับชายหนุ่มหญิงสาวคู่นั้นในงาน วรัทได้ยินชัดทุกคำ เพราะเขายืนไม่ไกลนัก น่าแปลกที่ตอนนั้นเขาเชื่อเธอมากกว่าผู้หญิงตัวเล็กที่กราดเกรี้ยวอย่างกล่าวหา...ใช่ เขาเชื่อว่าเธอถูกกล่าวหา เพราะดูจากสีหน้าแววตา และคำท้าของเธอมันไม่มีความ ‘ตอแหล’ อย่างที่อีกฝ่ายว่าเลยสักนิด แต่ตอนนี้...ความผิดหวังมีปริมาณล้นปรี่ในหัวใจเขา ผิดหวังเหรอ? แล้วเขาหวังอะไรกับผู้หญิงคนนั้น “ค่ะ แต่คงต้องรอจังหวะสักนิดนะคะ ถ้าออกไปตอนนี้เลย อาจจะผิดสังเกตได้” “อืม แล้วเจอกันที่คอนโด” วรัทรีบถอยหลังกลับโดยไม่คิดจะไปเอาโทรศัพท์ในเสื้อสูทตัวนั้นอีก อย่าว่าแต่โทรศัพท์เลย แม้แต่เสื้อสูทตัวนั้นเขาก็ไม่อยากได้คืนแล้ว!!!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD