วันถัดมา เวลา 17:45 น.
หกยืนอยู่หน้ากระจกในห้อง 609 พยายามผูกเนคไทเป็นครั้งที่สามแล้ว เสื้อสีเทาอ่อนกับกางเกงสแลคส์สีดำดูเป็นทางการเกินไปสำหรับมื้อเย็นกับแม่ แต่เขาก็ไม่อยากดูเลอะเทอะเกินไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น
หกรีบเปิดประตู พบเก้ายืนอยู่ตรงหน้าในชุดที่ตกลงกันไว้—เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงขาสีเบจ ดูทั้งสบายๆ และดูดีในเวลาเดียวกัน
“ตรงเวลาเป๊ะ” เก้ายิ้ม
“คุณ... ดูดีครับ” หกพูดออกมาโดยไม่ได้คิด
“คุณก็ดูดีครับ” เก้าพยักหน้า “แต่เนคไทคุณ...”
เก้าก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่รอให้เชื้อเชิญ “ขอผมช่วยไหม?”
หกยอมให้เก้าปรับเนคไทให้ ในระยะใกล้ขนาดนี้ เขาสามารถได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเก้า—กลิ่นไม้ผสมซิตรัสที่สดชื่น
“คุณกังวลมากไป” เก้าพูดขณะที่มือปรับเนคไทอย่างคล่องแคล่ว “ผ่อนคลายหน่อย แม่คุณอยากเห็นลูกชายมีความสุขกับแฟน ไม่ได้มาสอบสวนเรา”
“ผมรู้” หกถอนหายใจ “แต่แม่เป็นคนสังเกตเก่ง”
“เราก็เตรียมตัวมาดีแล้ว” เก้าเสร็จสิ้นการผูกเนคไท “โอเค เรียบร้อย”
เขาก้าวหลังออกมามอง “ดีมาก คราวนี้ดูเป็นคู่รักที่เตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว”
ริงงงง!
เสียงโทรศัพท์ของหกดังขึ้น—แม่
“เธอมาถึงแล้ว” หกบอกด้วยเสียงตึงๆ
“โอเค เราทำได้” เก้าพยักหน้าให้กำลังใจ “จำไว้ว่า เราเจอกันที่ร้านกาแฟ ฉันขอฟองเต้าหู้เพิ่ม คุณแนะนำไซรัปอัลมอนด์ เราคุยกัน แล้วคุณก็ขอเบอร์ฉัน”
หกพยักหน้า เขาจำบทได้ขึ้นใจ
เมื่อพวกเขาเดินไปที่ลิฟต์ เก้าค่อยๆ จับมือหกเบาๆ
หกสะดุ้งเล็กน้อย
“แฟนควรจับมือกัน” เก้ากระซิบ “เริ่มชินเสียแต่วันนี้เลย”
มือของเก้าอุ่นและนุ่มนวลกว่าที่หกคาดไว้ เขาพยายามไม่คิดมากเกี่ยวกับความรู้สึกนี้—มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแสดง
ลิฟต์ลงมาถึงชั้นล็อบบี้ แม่ของหกยืนอยู่ใกล้ทางเข้า พร้อมกับถุงผ้าอีกสองใบที่ดูหนักไม่เบา
“แม่” หกเดินเข้าไปหา
แม่หันมา แต่สายตาเลื่อนไปที่เก้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ลูกชายเธอทันที
“สวัสดีครับ” เก้าพูดด้วยรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติสมบทบาทนักแสดง “ผมเก้าครับ”
แม่หกมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า “เก้าใช่ไหม? หน้าตาดีอย่างที่เห็นในรูปเลย”
“ขอบคุณครับ” เก้าโค้งคำนับเล็กน้อย “วันนี้รบกวนด้วยนะครับ”
“ไม่รบกวนเลย” แม่ตอบ พลางชำเลืองมองมือที่จับกันของทั้งสอง “ขึ้นไปที่ห้องกันเถอะ อาหารจะได้ไม่เย็น”
ในลิฟต์ขึ้นไป ช่วงเวลาเงียบยาวสามวินาทีที่ทุกคนมุ่งมองที่ตัวเลขที่เปลี่ยนไป
“หกบอกว่าเก้าเป็นนักแสดง” แม่เริ่มบทสนทนา
“ใช่ครับ” เก้าตอบ “ตอนนี้มีซีรีส์เรื่อง ‘รักในร่มไม้’ กำลังออกอากาศ และกำลังถ่ายภาพยนตร์เรื่องใหม่ด้วย”
“โอ้ เรื่องนั้นไหม!” แม่ตื่นเต้น “แม่ก็ดูอยู่ นั่นคุณแสดงเป็นหมอหนุ่มใช่ไหม?”
“ใช่แล้วครับ” เก้ายิ้ม “ดีใจที่คุณแม่ชอบ”
ลิฟต์ถึงชั้น 14 แม่เดินนำหน้าไปที่ห้อง 609 พร้อมกับกุญแจที่หกให้ไว้เมื่อเช้า
“ห้องดูดีขึ้นแล้วนะ” แม่พูดขณะที่เปิดประตู
หกมองรอบห้อง—เขาใช้เวลาเช้านี้จัดห้องเล็กน้อย วางของบางอย่างให้ดูเหมือนมีคนสองคนอยู่ เช่น แก้วน้ำสองใบบนโต๊ะ โมบายรูปนกสองตัวที่ระเบียง
“ขอผมช่วยถือถุงครับ” เก้าเสนอ
“ไม่เป็นไรลูก ไปนั่งรอเลย” แม่พูดพลางเดินเข้าไปในครัว “เดี๋ยวแม่จัดการเอง”
แต่เก้าเดินตามเข้าไป “ผมช่วยเตรียมได้ครับ ผมทำอาหารเป็นบ้าง”
แม่หันมามองเขาด้วยความพอใจ “จริงเหรอ? คนสมัยนี้ที่ทำอาหารเป็นนี่หายากแล้ว”
หกยืนอยู่ที่ทางเข้าโรงครัว รู้สึกเหมือนเป็นคนนอกขณะที่เก้าและแม่พูดคุยกันเรื่องการทำอาหารอย่างเป็นธรรมชาติ
“คุณแม่เอาผักชีกับต้นหอมมาด้วยนี่ครับ” เก้าพูดขณะที่ช่วยแกะถุง “เดี๋ยวผมช่วยซอยให้”
“แหม เก่งจัง” แม่ส่งมีดให้ “ระวังมือนะ”
หกค่อยๆ นั่งลงบนโซฟา เขามองผ่านทางเปิดไปเห็นเก้ากับแม่ในครัว เก้ากำลังซอยผักชีอย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่แม่กำลังตั้งกระทะ
“หกบอกว่าแม่ทำต้มข่าไก่เก่งมาก” เก้าพูด “ผมเองก็ชอบทานต้มข่าครับ”
“จริงหรอ?” แม่ยิ้มกว้าง “เดี๋ยวแม่จะสอนสูตรลับให้”
หกนั่งฟังด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยเห็นแม่ยิ้มกว้างแบบนี้กับใครนอกจากญาติสนิท
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา กลิ่นหอมของต้มข่าไก่กระจายทั่วห้อง อาหารสามจานถูกวางบนโต๊ะอาหารที่หกจัดเตรียมไว้—ต้มข่าไก่ ผัดผักรวม และไข่เจียวทรงเครื่อง
“นั่งกันเถอะ” แม่พูด
หกกับเก้านั่งฝั่งเดียวกัน ขณะที่แม่นั่งฝั่งตรงข้าม
“ก่อนอื่น...” แม่ยกแก้นน้ำขึ้น “ขอดื่มให้กับความรักของสองคน”
หกกับเก้ายกแก้นขึ้นช้าๆ
“ขอบคุณครับ” เก้าพูด “ที่คุณแม่ยอมรับผม”
“แม่แค่ดีใจที่หกเจอคนดี” แม่จ้องมองทั้งสองอย่างมีความสุข “มากินกันเถอะ เก้าลองชิมต้มข่าของแม่ดู”
เก้าตักต้มข่าใส่ปาก เคี้ยวอย่างช้าๆ แล้วใบหน้าเปล่งประกาย “อร่อยมากครับ! หอมตะไคร้ กะทิกลมกล่อมพอดี”
แม่ยิ้มอย่างภูมิใจ “หกบอกว่าเก้ากินได้หมด ไม่มีอะไรไม่กินใช่ไหม?”
“ครับ” เก้าพยักหน้า “ผมกินได้เกือบทุกอย่าง”
“ดีมาก” แม่พูดพลางตักอาหารใส่จานหก “หกนี่เลือกอาหารมาก กินแต่อะไรที่มันจำเจ”
“แม่...” หกรู้สึกอายเล็กน้อย
“จริงๆ แล้ว” เก้าพูดขึ้น “ผมชอบที่คุณหกเป็นคนละเอียดรอบคอบ เขาช่วยผมเลือกเสื้อผ้าตอนไปงานด้วยกันครั้งแรก”
แม่มองหกด้วยความประหลาดใจ “จริงหรือ? หกช่วยเลือกเสื้อผ้าให้?”
“ครับ” เก้ายิ้ม “เขามีรสนิยมดีครับ”
หกรู้สึกหน้าแดงขึ้น เขาไม่เคยคิดว่าเก้าจะสรรหาข้อดีของเขามาพูด
“แล้วสองคนเจอกันได้ยังไง?” แม่ถามคำถามที่รอมาตั้งแต่เริ่ม
หกกับเก้ามองกัน แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องที่ฝึกไว้—ร้าน Blue Monday ฟองเต้าหู้ ไซรัปอัลมอนด์ การขอเบอร์โทร
“โรแมนติกดีนะ” แม่ยิ้ม “สมัยแม่กับพ่อเจอกันที่ตลาด แม่กำลังเลือกมะม่วง พอกลับมาก็เห็นพ่อยืนถือถุงมะม่วงสุกให้”
“น่ารักมากครับ” เก้าพูด “เหมือนในหนังเลย”
บทสนทนาดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น เก้าพูดคุยกับแม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยเล่าเรื่องราวที่พวกเขาสร้างขึ้นร่วมกัน บางครั้งก็เพิ่มรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เรื่องน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
“แล้วครอบครัวเก้าเป็นยังไงบ้าง?” แม่ถาม
หกรู้สึกตัวตึง นี่คือส่วนที่พวกเขาไม่ได้เตรียม
“ครอบครัวผมอยู่จังหวัดทางเหนือครับ” เก้าตอบอย่างสงบ “พ่อเป็นครู ส่วนแม่ขายของในตลาด ตอนแรกก็กังวลที่ผมมาเป็นนักแสดงในกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่าผมมีความสุขกับงานนี้”
“อาชีพนักแสดงนี่เหนื่อยน่าดูเลยใช่ไหม?” แม่ถาม
“บางครั้งก็เหนื่อยครับ” เก้ายอมรับ “แต่ผมรักงานนี้ การได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น มอบอารมณ์ให้ผู้ชม มันมีความสุขของมัน”
แม่พยักหน้าเห็นด้วย “หกก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน เขารักงานสถาปนิกมาก ถึงแม้ว่าบางครั้งงานจะหนักก็ตาม”
หกมองแม่ด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าแม่จะเข้าใจความรู้สึกของเขาต่องานขนาดนี้
“ผมเห็นความตั้งใจของคุณหกในงานครับ” เก้าพูด “ครั้งหนึ่งผมไปหาเขาที่ออฟฟิศ เขากำลังออกแบบบ้านหลังหนึ่งอย่างจริงจัง แม้ว่าจะเลยเวลาก็ยังไม่กลับ”
“นั่นแหละ ลูกแม่” แม่ถอนหายใจ “ขยันเกินไป”
“แต่เขาก็ดูแลผมดีนะครับ” เก้าเสริม “เวลาผมงานดึก เขาจะส่งข้อความถามว่ากลับบ้านปลอดภัยไหม”
หกจ้องมองเก้า เขาไม่เคยส่งข้อความแบบนั้น
“แหม น่ารักจัง” แม่ยิ้ม “แล้วสองคนไปไหนด้วยกันมาบ้าง?”
“เราไปดูหนังครับ” เก้าตอบ “เรื่อง ‘รักลวงหลาก’”
“โอ้ เรื่องนั้นแม่ก็ดู!” แม่ตื่นเต้น “เศร้ามากใช่ไหม?”
“ครับ” เก้าพยักหน้า “ผมถึงกับน้ำตาไหล คุณหกต้องส่งกระดาษทิชชู่ให้ตลอดหนัง”
หกจำได้ว่าในหนังเรื่องนั้น เขาเองก็ซาบซึ้งกับบางฉาก แต่เขาไม่เคยบอกใคร
“แล้วชอบทำอะไรด้วยกัน?” แม่ถามต่อ
“เราชอบฟังเพลงด้วยกันครับ” เก้าตอบ “โดยเฉพาะเพลงของวงฟ้าสาง”
“วงนั้นนี่เพลงเพราะทุกเพลงเลย” แม่พูดพลางลุกขึ้น “อ้อ แม่มีของหวานมาด้วย”
เธอนำขนมกล้วยไข่มาเสิร์ฟ “ทำเองเลยนะ”
“ว้าว ขอบคุณมากครับ” เก้าพูด “ผมชอบขนมกล้วยมาก”
ระหว่างที่กินของหวาน แม่เริ่มถามคำถามที่ยากขึ้น
“แล้วสองคนคิดยังไงกับเรื่องอนาคต?”
หกกับเก้ามองกัน เก้าเป็นฝ่ายตอบ
“เรายังไม่คุยกันถึงเรื่องนั้นครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น “เพราะเราคบกันมาเพียงเดือนเดียว เราอยากให้เวลาพิสูจน์ความรู้สึกของเราก่อน”
แม่พยักหน้า “เข้าใจได้ แม่แค่ถามเฉยๆ”
เธอมองทั้งสองอย่างมีความสุข “แม่ดีใจที่หกมีเก้าดูแล ตอนแรกแม่ก็กังวลว่าเขาจะเหงา เพราะย้ายมาอยู่คนเดียว”
“ผมก็ดีใจที่ได้เจอคุณหกครับ” เก้าพูดพลางจับมือหกเบาๆ “เขาทำให้ผมรู้สึกมั่นคง”
มือของเก้าร้อนและมั่นคง หกพยายามยิ้มตอบ
มื้อเย็นผ่านไปด้วยดี หลังจากกินของหวานเสร็จ แม่เริ่มเก็บจาน
“ไว้ผมช่วยล้างครับ” เก้าเสนอ
“ไม่เป็นไร แม่ล้างเอง” แม่พูด “สองคนไปนั่งพักผ่อนเถอะ”
แต่เก้ายืนยันจะช่วย ลูกผู้ชายที่ดีต้องช่วยงานบ้าน
หกนั่งอยู่ที่โซฟา ฟังเสียงน้ำและเสียงพูดคุยจากครัว เขารู้สึกแปลกๆ—ห้องที่เคยเงียบเหงาของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และความรู้สึกนี้... ไม่ได้แย่เลย
หลังจากล้างจานเสร็จ แม่เดินออกมา “แม่ขอตัวแล้วนะ ปล่อยให้สองคนได้อยู่ด้วยกัน”
“ผมส่งคุณแม่ลงไปครับ” เก้าพูด
“ไม่เป็นไร แม่ลงเองได้” แม่หยิบกระเป๋าขึ้น “แต่ก่อนจาก... เก้า”
“ครับ?”
แม่เดินเข้าไปหาหกก่อน จากนั้นก็กอดเขา “ดูแลตัวเองนะลูก”
แล้วเธอหันไปกอดเก้าด้วย “ดูแลหกให้ดีๆ นะ”
เก้ารับกอดด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ตอบรับอย่างอบอุ่น “ครับ ผมจะดูแลเขาดีๆ”
เมื่อแม่ออกไปแล้ว หกกับเก้านั่งอยู่บนโซฟาเงียบๆ เป็นเวลาหนึ่งนาที
“ผ่านไปได้ด้วยดี” เก้าพูดขึ้นเป็นคนแรก
“ใช่...” หกพยักหน้า “คุณทำได้ดีมาก”
“เราทำได้ดี” เก้าแก้ไข “คุณก็ตอบคำถามได้ดีตอนที่แม่ถามเรื่องงานคุณ”
หกยิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณที่ช่วยผม”
“ไม่เป็นไร” เก้ายืดตัว “อ้อ มีเรื่องนึง ผมแอบใส่แตงกวาดองในต้มข่า ตอนที่แม่ไม่มอง”
หกขำ “แล้วเป็นยังไง?”
“กลืนลงไปได้” เก้าทำหน้าเบ้ “แต่ไม่ทำอีกแล้ว”
ทั้งคู่หัวเราะด้วยกัน เป็นครั้งแรกที่หกรู้สึกผ่อนคลายอย่างจริงจังตั้งแต่เริ่มแผนการนี้
“แล้วเรื่องที่คุณบอกแม่ว่าผมส่งข้อความเวลาคุณงานดึก...” หกพูดขึ้น
เก้ากระดิกคิ้ว “ส่วนหนึ่งของการแสดงไงครับ ฟังดูน่ารักดี”
“แต่คุณอาจต้องส่งข้อความบางครั้ง” หกบอก “เผื่อแม่ถามอีก”
“โอเค” เก้าพยักหน้า “แล้วคุณก็อาจต้องมาดูซีรีส์ของผมบ้าง เผื่อแม่ถามความเห็น”
“ตกลง”
เก้ามองนาฬิกา “เก้าโมงแล้ว ผมขอตัวกลับห้องได้ไหม? พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”
“ได้ครับ” หกลุกขึ้น “ขอบคุณอีกครั้งนะ”
“ไม่เป็นไร” เก้ายิ้ม “นี่คือข้อตกลงของเรา”
เมื่อเก้ากลับเข้าห้องตัวเอง หกเดินไปที่ระเบียง มองออกไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี เขาคิดถึงรอยยิ้มของแม่เมื่อเห็นเขาและเก้าด้วยกัน
มันเป็นการโกหก แต่มันทำให้แม่มีความสุข
จากห้องข้างๆ เสียงเพลงเบาๆ ดังขึ้นอีกครั้ง—คราวนี้เป็นเพลงช้าๆ ของวงฟ้าสาง
หกยิ้ม เขาค่อยๆ เข้าใจแล้วว่าเหตุผลที่เก้าเลือกเพลงนี้...
เพราะมันเป็นเพลงที่ ‘คู่รัก’ ของพวกเขาชอบฟังด้วยกัน
---
ในห้อง 610 เก้านั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เขาเปิดโทรศัพท์และพิมพ์ข้อความถึงผู้จัดการ:
เก้า: มื้อเย็นกับครอบครัวแฟนผ่านไปด้วยดีครับ
ผู้จัดการ: เยี่ยม! ถ้ามีโอกาสก็ให้มีคนเห็นคุณสองคนด้วยกันนอกคอนโดบ้าง
เก้าปิดโทรศัพท์แล้วมองออกไปที่ระเบียง แสงจากห้อง 609 ยังสว่างอยู่
“ครอบครัว” เขาพูดคำนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เขาจำได้ว่าการกอดของแม่หกรู้สึกอบอุ่นและจริงใจ มันแตกต่างจากกอดของแม่เขาเองที่มักมากับคำถามเรื่องอาชีพและความคาดหวัง
“นี่แค่การแสดง” เขาบอกตัวเอง “อย่าลืม”
แต่ในใจลึกๆ เขารู้สึกแปลกๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเล็กๆ แบบนั้น แม้ว่ามันจะไม่จริงก็ตาม