@โรงพยาบาลอำเภอคันคาย
“น.ส.แป้งร่ำ เชิญเข้าห้องตรวจค่ะ”
เสียงเจ้าหน้าที่พยาบาลขานชื่อ ทำให้คุณแม่อุ้มท้องวัยเจ็ดเดือนลุกจากเก้าอี้ กำลังจะเดินเข้าไปในห้องตรวจ ทว่า ไม่เห็นคนที่นั่งข้าง ๆ ลุกตามจึงหันไปถาม
“พี่ไม่เข้าไปกับเค้าเหรอคะ”
“จำเป็นอะไรที่ฉันต้องเข้าไป” ตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ แค่นี้ก็เสียเวลาเกินไปมาก เขาควรได้ไปดูคนงานในไร่ แต่กลับต้องมาอยู่ที่โรงพยาบาล
เสียเวลา ขาดรายได้ ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่เขาเอาไปทำอะไรยังเกิดประโยชน์เสียกว่าอีก ไม่ใช่ต้องเอาเวลามาพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นพ่อของเด็กในท้องคนที่หนีเขาไปแต่งงานไหม
แป้งร่ำได้ยินอย่างนั้นเม้มปาก นั่นสิ ผลตรวจยังไม่ออกเลยว่าลูกในท้องของเธอเป็นลูกพี่ปิง เขาจะอยากเข้าไปกับเธอได้ยังไง
“งั้นเค้าเข้าไปคนเดียวก็ได้ค่ะ” เอ่ยจบแป้งร่ำเดินเข้าไปในห้อง ก่อนจะถูกเชิญให้นั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่เจาะเลือด บนโต๊ะมีอุปกรณ์สำหรับเจาะเลือด ทั้งเข็ม และสำลี รวมทั้งหลอดเก็บเลือดสุญญากาศ
ของเธอต้องเจาะเลือด เพื่อดูเศษDNAของลูกที่ลอยอยู่ในเลือดของเธอ ว่าตรงกันกับพี่ปิงหรือเปล่า
“ขอทราบชื่อ วันเดือนปีเกิดค่ะ”
แป้งร่ำแจ้งชื่อและนามสกุล รวมทั้งวันเดือนปีเกิดจนครบ จึงเห็นฝ่ายนั้นพยักหน้าให้มา
“วางแขนเลยค่ะ”
แป้งร่ำค่อย ๆ ยื่นมือออกไปข้างหน้าช้า ๆ โดยให้แขนวางบนที่รอง
จริง ๆ แล้ว เธอเป็นคนกลัวเข็มมาก จึงค่อนข้างจิตตกอยู่ไม่น้อย แล้วยิ่งพอได้เห็นเจ้าหน้าที่แกะอุปกรณ์เจาะเลือดออกเธอกลับน้ำตาไหลออกมา
“ฮึก”
เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมอง เห็นคนไข้สาวร้องไห้ออกมาตกใจไม่น้อย
“คนไข้เป็นอะไรหรือเปล่าคะ!?”
“เป็นค่ะ” แป้งร่ำพยักหน้าทันที
“เค้ากลัวเข็มค่ะคุณหมอ”
“อ๋อ...” เจ้าหน้าที่พยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบคนไข้
“ไม่ต้องกลัวนะคะ เจ็บนิดเดียวเองค่ะ และแค่แป๊บเดียว ไม่ถึงหนึ่งนาที ตอนที่เจ้าหน้าที่แทงเข็มเข้าไป คุณแม่หลับตาก็ได้นะคะ”
“ค่ะ” พยักหน้ารับไปอย่างนั้น แต่เธอก็ยังคงกลัวอยู่ดี
จังหวะที่เจ้าหน้าที่เอาสายยางมารัดแขน แล้วเอาสำลีชุบแอลกอฮอลล์เช็ดตรงข้อพับแขนแป้งร่ำหลับตาปี๋ลง
ความเย็นของมันทำให้เธอรู้สึกตื่นกลัว
“นิ่ง ๆ นะคะ” เจ้าหน้าที่บอกก่อนจะค่อย ๆ ดันเข็มเข้าไป
“อื้อ!” หญิงสาวส่งเสียงร้องออกมา พร้อมกับร่างกายที่สะดุ้งโหยง เมื่อส่วนปลายของเข็มทิ่มเข้ามาในเนื้อ
มันเจ็บมาก!
เม้มปากพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้
“นิ่ง ๆ ก่อนนะคะ” เจ้าหน้าที่บอกอีกครั้ง ก่อนจะดึงไซริงค์เพื่อดูดเลือดเข้ามา พอได้ครบตามปริมาณที่ต้องการ รีบคลายยางรัดออกจากแขนคนไข้ แล้ววางสำลีลงบนเหนือแผล ก่อนจะถอดเข็มออกมา รีบติดปลาสเตอร์ให้คนไข้ทันที
“เรียบร้อยค่ะ เดี๋ยวคุณแม่นั่งรอข้างนอกก่อนนะคะ”
“ค่ะ” แป้งร่ำพยักหน้าพลางเช็ดน้ำตา ก่อนจะเดินออกนอกห้อง สบตามองพ่อของลูก ทว่าเขากลับเมินหน้าไปทางอื่น จึงเดินไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ข้างกัน
ไม่นาน ปิงก็ถูกเรียกเข้าห้องเพื่อไปเก็บผลตรวจเหมือนกัน แต่วิธีของปิง จะใช้ไม้ป้ายเซลล์จากกระพุ้งแก้มเอาไปตรวจ ไม่เจ็บ และไม่มีเลือด
แล้วเสร็จ นั่งรอฟังที่เจ้าหน้าที่พูด
“รอผลตรวจสิบสี่วันนะคะ ผลตรวจจะถูกส่งไปทางอีเมลที่ให้ไว้ก่อนหน้า ส่วนฉบับเอกสารจะถูกส่งตามไปทีหลังค่ะ”
“ครับ” ปิงพยักหน้า ก่อนจะลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้อง ไปจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนจะเดินออกไป
แป้งร่ำมองตามหลังอีกฝ่าย ก่อนจะลุกเดินตามไป ไม่ทันไร ก็เห็นพี่ปิงเดินขึ้นรถกระบะสี่ประตูคันสีดำออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว
คุณแม่อุ้มท้องถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินไปที่หน้าโรงพยาบาลเพื่อรอรถ มารถประจำทาง ก็กลับรถประจำทาง
เธอตื่นตั้งแต่หกโมงเช้าเพื่อมารอขึ้นรถ มาถึงที่โรงพยาบาลตอนเจ็ดโมงครึ่ง เพราะระยะทางจากหมู่บ้านคันคาย มาจนถึงในตัวอำเภอในยามเช้า ใช้เวลาเป็นชั่วโมง
หากจะหวังให้พี่ปิงไปรับไปส่ง คงไม่มีทาง เขาเกลียดเธอจะตายไป ยอมมาตรวจดีเอ็นเอก็ดีแค่ไหนแล้ว
จริง ๆ รู้ว่าเขาเกลียด แต่ทำไมถึงยังต้องการให้เขารับผิดชอบลูกในท้องอยู่อีก
เพราะเธออยากให้ลูกมีพ่อไง ไม่อยากให้ลูกของเธอเกิดมากำพร้าพ่อเหมือนเธอ
ทุกครั้งที่เธอถามแม่ว่าพ่อของเธอไปไหน เพราะไม่เคยเจอหน้าพ่อเลย แต่แม่กลับไม่ตอบ แล้วเอาแต่ร้องไห้
จนวันหนึ่งที่เธอโตขึ้น ถึงได้เข้าใจว่าพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เธออยู่ในท้องของแม่
พ่อแต่งงานมีเมียใหม่ และไม่เคยรับรู้ว่ามีเธอที่เป็นลูกสาวมาเกิด เพราะแม่ไม่อยากไปสร้างความแตกแยกให้ครอบครัวคนอื่น จึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกโดยลำพัง