วันต่อมาพลอยขวัญแนะนำตัวต่อทุกคนที่จะกลายเป็นผู้ร่วมงานทุกแผนกในบริษัท ถึงจะมีเรื่องน่าอายในอดีตอยู่บ้าง แต่พลอยขวัญก็ยังคงยิ้มสดใสจนทุกคนเห็นแล้วต่างก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ พลอยขวัญแนะนำตัวเองง่ายๆ สบตาและเรียกชื่อทุกคนได้ถูกต้อง รวมไปถึงรู้รายละเอียดงานที่แต่ละคนมีจุดแข็งจุดอ่อน งานที่ถนัดหรืองานที่ไม่ถนัด เรื่องนี้สำคัญเพราะจะต้องหลีกเลี่ยงปัญหาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พลอยขวัญเริ่มต้นชวนคุยไม่นานก็พอจะจับสไตล์และวัฒนธรรมการทำงานของที่นี่ได้บ้างแล้ว เชื่อว่าอีกสักพักเธอก็จะสามารถกลมกลืนเข้าไปการทำงานของที่นี่ได้โดยไม่เป็นแกะดำ
“วันนี้จะพาพวกเราไปเลี้ยงฉลองมั้ยล่ะ” พี่คนหนึ่งถาม พลอยขวัญไม่อยากโกหกจึงบอกไปตามตรงว่าตอนนี้เธอยังไม่มีเงิน
“ขอติดไว้ก่อน เอาไว้เงินเดือนออกก่อนนะคะ”
“ขี้เหนียวมากกว่าล่ะมั้ง ขนาดน้องยี่หวายังเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างให้เด็กเข้าใหม่ทุกคนเลย”
“เอ่อ... แบบนี้ก็แปลว่าพี่ปุ๊กต้องเลี้ยงพลอยสิคะ”
“อย่าลืมสิว่าเธอไม่ใช่พนักงานใหม่ของที่นี่สักหน่อย จะมีน้ำใจเลี้ยงหน่อยเป็นไรไป ในเมื่อเธอจะเป็นหัวหน้าพวกเราก็ควรแสดงความใจกว้างออกมาให้เห็นหน่อย น้องยี่หวาดีกว่าเธอเห็นๆ”
สรุปก็คืออยากจะกินฟรีสินะ... พลอยขวัญแอบปวดหัว งานการก็ทำเหมือนกันแต่ไม่รู้ทำไมถึงชอบกดดันให้คนอื่นเลี้ยงข้าว ขณะที่บรรยากาศกำลังอิหลักอิเหลื่อ เมลของบริษัทก็เด้งเข้ามือถือของทุกคน
“จะให้เงินรางวัลหนึ่งหมื่นบาทสำหรับคนที่คิดไอเดียประหยัดเงินให้บริษัทได้?!”
ผู้บริหารใหม่คนนี้ขี้เล่นและใจถึงกว่าที่คิด ทุกคนในบริษัทพากันฮือฮา รีบช่วยกันคิดหาวิธีไปนำเสนอ ซึ่งเรื่องประหยัดเงิน คนที่กินแต่ขนมปังลดราคากับผักต้มเป็นเดือนๆ อย่างพลอยขวัญแน่ใจว่าไม่มีใครสู้เธอได้แน่ เธอจึงเมลตอบกลับไปทันที
“ตัดรางวัลเหลือห้าพันค่ะ ประหยัดเห็นๆ เลยห้าพัน”
ผลคือเธอได้รางวัลทันที พลอยขวัญก็เลยมีเงินมากพอ เย็นนี้จึงชวนทุกคนไปกินหมูกระทะกัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แต่มันก็ช่วยคลี่คลายบรรยากาศไปได้มาก
โชคดีจริงๆ เรา
------------
วันต่อมา... ในห้องประชุมย่อย สมาชิกแผนกเข้าร่วมเกือบครบ แต่ละคนเริ่มแชร์งานที่กำลังทำให้พลอยขวัญรับทราบ ทันใดนั้นประตูห้องประชุมก็เปิดออก ยี่หวาในชุดสูทสีฉูดฉาดยืนอยู่หน้าประตู สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องก่อนจะเดินดุ่มๆ เข้ามานั่งเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะซึ่งเป็นตำแหน่งของหัวหน้า ยี่หวากระแทกตัวนั่ง ส่งสายตาท้าทายพลอยขวัญที่กำลังคุยรายละเอียดงานกับน้องในแผนก ทำเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีคนอยู่ในห้องประชุม
“ไหน ใครมีงานอะไรจะปรึกษาฉันมั้ย”
“เอ่อ พี่พลอยดูแลให้เรียบร้อยแล้วค่ะพี่ยี่หวา”
น้องน้ำตอบโดยไม่ได้ดูบรรยากาศ พวกแก่พรรษาหน่อยก็พอจะรู้ว่ายี่หวาจงใจเปิดศึก แสดงตัวเป็นหัวหน้าที่แท้จริงของแผนกออกแบบ ยี่หวายิ้มกระหยิ่ม ทุกคนในห้องนี้มีเธอนี่แหละที่ทำงานที่นี่นานที่สุด ทำคอลเล็กชันปังๆ ออกมาเยอะแยะ ดีไซเนอร์ฉาวโฉ่อย่างพลอยขวัญน่ะหรือจะกล้าแตะ
---------------
วันต่อมา... ในห้องประชุมย่อย สมาชิกแผนกเข้าร่วมเกือบครบ แต่ละคนเริ่มแชร์งานที่กำลังทำให้พลอยขวัญรับทราบ ทันใดนั้นประตูห้องประชุมก็เปิดออก ยี่หวาในชุดสูทสีฉูดฉาดยืนอยู่หน้าประตู สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องก่อนจะเดินดุ่มๆ เข้ามานั่งเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะซึ่งเป็นตำแหน่งของหัวหน้า ยี่หวากระแทกตัวนั่ง ส่งสายตาท้าทายพลอยขวัญที่กำลังคุยรายละเอียดงานกับน้องในแผนก ทำเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีคนอยู่ในห้องประชุม
“ไหน ใครมีงานอะไรจะปรึกษาฉันมั้ย”
“เอ่อ พี่พลอยดูแลให้เรียบร้อยแล้วค่ะพี่ยี่หวา”
น้องน้ำตอบโดยไม่ได้ดูบรรยากาศ พวกแก่พรรษาหน่อยก็พอจะรู้ว่ายี่หวาจงใจเปิดศึก แสดงตัวเป็นหัวหน้าที่แท้จริงของแผนกออกแบบ ยี่หวายิ้มกระหยิ่ม ทุกคนในห้องนี้มีเธอนี่แหละที่ทำงานที่นี่นานที่สุด ทำคอลเล็กชันปังๆ ออกมาเยอะแยะ ดีไซเนอร์ฉาวโฉ่อย่างพลอยขวัญน่ะหรือจะกล้าแตะ
“เรากำลังคุยเรื่องโปรเจคที่ยังค้างอยู่ และงานที่ยังอยู่ติดขัดอยู่ที่เธอ” พลอยขวัญพูดอย่างใจเย็น “เร่งงานให้เสร็จแล้วส่งมอบให้คุณปุ๊กรวบรวมก่อนสิ้นเดือนนี้นะคะคุณยี่หวา ไม่อย่างนั้นเราจะทำไม่เสร็จตามกำหนด”
“แหม วางท่าเป็นหัวหน้าใส่ฉันซะแล้วหรือนี่ แล้วถ้าฉันไม่ทำล่ะ เธอจะทำไม”
“ถ้าไม่ทำงานแล้วมานั่งในห้องประชุมทำไมคะ ที่นี่มีแต่คนอยากทำงานค่ะ ถ้าไม่ทำก็ไปทำเรื่องลาออกให้เรียบร้อย คงไม่ต้องให้ฉันเขียนใบรายงานส่ง HR ใช่มั้ยคะ”
“นี่เธอ คิดว่าตัวเองเป็นใคร”
ยี่หวาหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห ชักสีหน้าใส่และผุดลุกขึ้นจะโต้เถียง แต่พลอยขวัญก็ยังคงพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ยี่หวาทำเช่นนั้น
“ฉันทำให้เธอชอบฉันไม่ได้หรอก ในเมื่อฉันเองก็ไม่ชอบเธอเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราจะมีเหมือนกันได้คือความเป็นมืออาชีพ ถ้าเธอแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ ฉันจะขอบคุณมาก”
ยี่หวานิ่งค้างอยู่ราวห้าวินาทีก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง
“บอกตามตรง ที่ผ่านมาฉันอิจฉาเหมือนกันนะที่ไม่มีใครหาผลประโยชน์จากเธอเลย เธอเรียนจบแฟชั่นดีไซน์มานี่นะ แล้วความสามารถด้านอื่นล่ะ”
ยี่หวาแกล้งทำเป็นถามเพื่อจะลากเข้าเรื่องในอดีต ซึ่งเป็นแผลใหญ่ของพลอยขวัญ แต่พลอยขวัญพอจะรู้ตัวล่วงหน้าอยู่แล้วจึงรับมืออย่างใจเย็น
“ภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นอยู่ในระดับดีเยี่ยม ส่วนภาษารัสเซียในระดับสื่อสารทั่วไปค่ะ และตอนสมัยเรียนมหาลัย ฉันเคยเป็นประธานชมรมการแสดง”
“แหม ฉันคงจะต้องระวังไวยากรณ์เวลาเขียนเมลถึงเธอสินะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณยี่หวา” เมื่อโดนเหน็บมา หลายปีมานี้พลอยขวัญเองก็ไม่ใช่เด็กๆ อีกแล้ว เธอจึงสวนกลับด้วยรอยยิ้ม “เรื่องภาษาที่สื่อสารกันในองค์กร หากสื่อสารกันเข้าใจก็อย่าไปเคร่งครัดเรื่องไวยากรณ์นักเลยค่ะ เธอควรจะระวังการแสดงของเธอจะดีกว่า”
เสียงหัวเราะครืนๆ ดังรอบวง บางคนไม่หัวเราะแต่เห็นได้ชัดว่ากลั้นไว้ ยี่หวาถลึงมองพลอยขวัญราวกับจะหักคอ แต่พลอยขวัญไม่สนใจ ยี่หวาเสียหน้าจึงลุกพรวดออกจากห้องประชุมย่อยไป เดินกระแทกส้นสูงไปฟ้องพี่บุ้งให้จัดการพลอยขวัญ แต่พี่บุ้งบอกเป็นนัยๆ ว่าทำไม่ได้
“ทำไมล่ะคะ พี่ก็รู้ดีว่าคนแบบพลอยขวัญรับผิดชอบงานใหญ่ไม่ได้หรอก ผลงานอะไรก็ไม่มี มีแต่งานออกแบบ เย็บชุดเสร่อๆ ให้เด็กใส่งานกีฬาสี แค่ศักดิ์ศรีก็ต่างกันแล้ว แถมเผลอเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ว่าจะโง่ซ้ำรอยเดิมอีกหรือเปล่า ยี่หวาเป็นดีไซเนอร์ชั้นนำของวงการ พี่บุ้งจะให้ยี่หวาเป็นลูกน้องนางได้ยังไงคะ”
“เฮ้อ แล้วยี่หวาจะให้พี่ทำอะไร”
“ให้นางออกไปค่ะ ถ้านางไม่ออก ยี่หวาจะออกเอง พี่บุ้งก็คิดดูดีๆ ก็แล้วกันค่ะว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าบริษัทขาดยี่หวา”