บทที่ 3 น้องเติร์ดกับพี่พลอย 2

1333 Words
นายแบบบางคนตอบเดาส่งๆ บางคนตอบว่าเป็นผลงานของมนุษย์ต่างดาว คนไหนจินตนาการฟุ้งหน่อยก็ตอบว่าเป็นเวทย์มนต์ของผู้วิเศษเมอร์ลิน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการคาดเดาส่งเดช เป็นมโนธรรมมากกว่ารูปธรรม มีเพียงหนุ่มเติร์ดที่ตอบออกมาเป็นตัวเลข “ถ้ามีคนงานสัก 150 คน ผมสามารถสร้างสโตนเฮนจ์ได้ในเวลาประมาณยี่สิบปีครับ” ทุกคนหันมามองหน้าแล้วหัวเราะ แต่คุณชูศักดิ์ซึ่งเป็นหัวหน้ากรรมการตัดสินนึกสนใจจึงขอคำอธิบาย “ทำไมถึงคิดว่าสโตนเฮจน์ใช้เวลาสร้างยี่สิบปีครับ” “ถ้ารู้ระยะทางขนแท่งหิน ก็จะประมาณเวลาได้ หินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหล่านั้นถูกนำมาจากเขาเพรเซลีซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 200 กิโลเมตร ส่วนหินโค้งวงแหวนและรูปเกือกม้าในวงนั้นเป็นหินทราย ขนมาจากทุ่งมาร์ลโบโรห่างออกไป 40 กิโลเมตร การจะขนหินหนักหลายสิบตันเอามาตั้งให้ตรงและวางคานหนักสิบตันโดยไม่มีรอกหรือปั้นจั่น” เขาตอบเรื่อยๆ สบายๆ เหมือนกำลังเลคเชอร์ “ถ้าให้ผมหยั่งความคิดคนสร้างสิ่งมหัศจรรย์นี้ ผมเดาว่าเขาคงจะขุดหลุมลึกไว้ แล้วชักลากแท่งหินไปตามรางไม้ทาด้วยไขวัว แบบเดียวกับที่ปล่อยเรือให้ลาดไถลไปตามรางลาดลงน้ำ เมื่อเสาปักลงหลุมแล้วก็จัดการดึงให้ตรง เมื่อตั้งเสาหินคู่สำเร็จแล้ว ก็ทำรางลาดชัน ค่อยๆ ดึงคานขึ้นไปตามทางลาดจนเข้าที่ ซึ่งเคยมีการจำลองการสร้าง พวกเขาใช้แรงงานทหาร ตำรวจดับเพลิงและนักศึกษาจำนวน 130 คน ก็สามารถลากหินหนัก 45 ตันไปตามรางหล่อลื่นได้ ด้วยข้อมูลและสมมติฐานที่มี ผมจึงสรุปว่าใช้เวลาสร้างสโตนเฮนจ์ประมาณยี่สิบปีครับ” เขาตอบด้วยการนำข้อมูลมาประมวลเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของการตลาด เพราะบางครั้งนักการตลาดก็ต้องใช้แนววิเคราะห์เช่นนี้เพื่อคำนวณหาตัวเลข อย่างเช่นถ้าอยากจะรู้ว่าพื้นที่นี้จะมีชอปปิ้งมอลล์เพิ่มอีกสักแห่ง จะมีปริมาณผู้เข้าใช้บริการต่อวันประมาณเท่าไหร่ นายแบบที่ชื่อเติร์ดคนนี้ไม่เพียงมีหลักการคิด ทั้งยังรอบรู้ไม่น้อย เดาว่าคงจะอ่านหนังสือมามากมายจนแตกฉานแน่นอน “คุณเติร์ดเรียนจบอะไรมาหรือคะ” พลอยขวัญนึกสนใจจึงถามต่อ “จบบริหารธุรกิจครับ” เขาสบตาเธอ เห็นได้ชัดว่าดวงตาเป็นประกาย “เรียกผมว่าน้องเติร์ดก็ได้ครับ” “ยินดีค่ะน้องเติร์ด” คุณชูศักดิ์สะดุ้งนิดๆ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครทันสังเกต คุณชูศักดิ์เริ่มออกอาการอยากจะเอ่ยคำทักท้วง แต่นายแบบที่ชื่อเติร์ดหันมาสบตา ดวงตาล้ำลึกมีประกาศอำมหิตวาบขึ้น คุณชูศักดิ์จึงสงวนคำพูด พลอยขวัญกลับคิดว่าเด็กคนนี้เล่นหูเล่นตากับคณะกรรมการเก่งดี “ผมขอเรียกคุณว่าพี่พลอยนะครับ” “ได้ค่ะ” “ขอบคุณครับ!” ยิ้มแฉ่งเหมือนเจ้าหยูกหมาน้อยเลยแหะเด็กคนนี้... ความเก่ง ความอ่อนเยาว์และรูปโฉมล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมชายหนุ่มคนนี้ พลอยขวัญจึงถามเกี่ยวกับแนวความคิดและคติการทำงานที่ชอบสองสามข้อ “ตอนประถม ผมต้องหางานทำเป็นค่าเรียน โชคดีที่มีโรงงานแห่งนึงรับเด็กอย่างผมเข้าทำงาน เถ้าแก่บอกให้ผมไปขออะไหล่ชิ้นส่วนคอมจากแผนกโน้นมาให้หน่อย ผมรีบไปตามคำสั่ง แต่ไปตามแผนกที่เถ้าแก่บอกแล้วก็ไม่มีของที่ว่าเลย จะไปแผนกไหนๆ ก็ไม่มี สุดท้ายแล้วผมก็เลยได้คุยกับทุกแผนกเลย ผมจ๋อย คิดว่าทำงานแรกที่ได้รับมอบหมายพลาดไปเสียแล้ว แต่เถ้าแก่หัวเราะ เฉลยว่าไม่มีอะไหล่อะไรนั่นหรอก แต่เป็นวิธีให้เด็กใหม่ได้ไปแนะนำตัวกับคนงานเก่า” “เถ้าแก่ขี้เล่นจัง” “เขาสอนผมหลายอย่าง ผมเริ่มงานทาสี ต้องไปทำงานปีนนั่งร้าน ตากแดดร้อนๆ ขูดสีเก่าออกจนมือพองไปหมด นับแต่นั้นมาผมก็ให้เกียรติคนใช้แรงงานทุกคน ตอนที่ผมทาสีผนังด้านหนึ่งเสร็จเป็นครั้งแรกในชีวิต เถ้าแก่กับพวกลูกพี่ทุกคนก็มายืนปรบมือให้ผม นั่นคือบทเรียนล้ำค่าสำหรับผม” “บทเรียนอะไรหรือ” “ผลงานจากแรงงานของเรานั้นเป็นความสุขที่สุดอย่างหนึ่ง” “นั่นสินะ” พลอยขวัญพยักหน้าเห็นด้วย “ผมฝึกการทำงานเป็นทีม” เขานับนิ้ว “การรับฟังก็เป็นเรื่องสำคัญ เถ้าแก่ไม่เคยละเลยความคิดเห็นของเด็กอย่างผม ท่านเป็นผู้บริหารที่ซื้อใจลูกน้องได้ เถ้าแก่โรงงานเล็กๆ นั่นแหละไอดอลในใจผมเลยครับ” พลอยขวัญอยากจะคุยต่ออีก แต่จะกลายเป็นดูเหมือนคุยกันอยู่สองคน พลอยขวัญเริ่มรู้ตัวว่าเสียมารยาทต่อคนอื่นๆ จึงกล่าวขออภัยที่รบกวนการคัดเลือก แต่คุณชูศักดิ์กลับมอบอำนาจให้เธอตัดสิน “คุณคือผู้รับผิดชอบโปรเจคนี้โดยตรง บอสใหญ่ให้สิทธิ์คุณเลือกนายแบบที่ชอบได้เลยครับ” “เอ่อ... ค่ะ” พลอยขวัญได้รับเอกสารรายละเอียดของนายแบบแต่ละคนให้พิจารณา เมื่อวิเคราะห์อยู่อึดใจ พลอยขวัญก็ตัดสินใจเลือก “พลอยเลือกหมายเลขหนึ่ง สอง และหกค่ะ” “สามคนเลยเหรอครับ” “ค่ะ พลอยชอบหมดเลย อยากทำชุดให้ทั้งสามคนเลยค่ะ” ทั้งสามคนเป็นหนุ่มหน้ามนแตกต่างกันสามสไตล์ คนหนึ่งดูนิ่งขรึม ใบหน้าโฉบเฉี่ยวดูมีชั้นเชิง อีกคนสดใสแววตาเจ้าชู้นิดๆ ส่วนคนสุดท้ายให้ความรู้สึกเหมือนน้องชายที่พี่สาวอยากจะพาไปเลี้ยงข้าวให้อ้วนๆ พลอยขวัญครุ่นคิดถึงภาพรวมคร่าวๆ ของโปรเจคที่จะเขียนนำเสนอผู้บริหารได้แล้ว เธอจึงเลือกทั้งสามคนนี้ แต่คุณชูศักดิ์ดูจะร้อนๆ ขึ้นมาไม่รู้ตัวกระมัง ถึงได้มีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นที่หน้าผากและขมับ เขาเช็ดเหงื่อก่อนจะเอ่ยขอร้องพลอยขวัญ “คุณพลอยขวัญเลือกนายแบบได้แค่คนเดียวครับ” “คนเดียวหรือคะ” “ครับ เลือกคนที่คุณพลอยขวัญชอบที่สุด” อา... นั่นสินะ เธอยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ใช้นายแบบเยอะ ก็แปลว่าต้องใช้ทรัพยากรเยอะ ไหนจะงบประมาณอีก หากพิจารณาจากชื่อเสียงที่ผ่านมาของเธอ เบื้องบนคงจะต้องการให้เธอแสดงฝีมือผ่านโปรเจคเล็กๆ นี้ให้ได้ก่อนถึงจะขยับขนาดโปรเจคให้ พลอยขวัญจึงกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ไม่รู้ทำไมถึงได้นึกถึงเสื้อแจ๊กเกตตัวแรกที่เธอตัดเย็บในชีวิตตัวนั้น พลอยขวัญเงยหน้าขึ้นสบตานายแบบสามคนนั้นทีละคน ขอให้พวกเขาลองเดินให้ดู ลองยิ้มและลองโพสท่าเพื่อพรีเซนต์ชุดที่ตัวเองใส่อยู่ ทุกคนต่างก็มีดี เพียงแต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ดีกว่า “หมายเลขหกค่ะ” พลอยขวัญสรุปได้ในที่สุด ถ้าเบื้องบนให้เธอเป็นคนเลือก ถ้าอย่างนั้นก็ขอเลือกไทป์เจ้าหยูกหมาตามที่เธอชอบก็แล้วกัน พลอยขวัญหยิบหมายเลขเอกสารออกมาวางตรงหน้า พลางส่งยิ้ม “จากนี้ไปน้องเติร์ดจะเป็นนายแบบประจำโปรเจคของพี่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” [1] เสาหินสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มของแท่งหินขนาดยักษ์หนัก 30 ตัน จำนวน 112 ก้อน ตั้งเรียงเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง โดดเด่นอยู่กลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่บนที่ราบซอลส์บูรี่ (Salisbury Plain) ประเทศอังกฤษ คะเนอายุว่าสร้างเมื่อประมาณ 2,400 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งปัจจุบันยังคงหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ ว่าใครเป็นผู้สร้าง? สร้างเพื่ออะไร? สร้างได้อย่างไร?
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD