นายแบบบางคนตอบเดาส่งๆ บางคนตอบว่าเป็นผลงานของมนุษย์ต่างดาว คนไหนจินตนาการฟุ้งหน่อยก็ตอบว่าเป็นเวทย์มนต์ของผู้วิเศษเมอร์ลิน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการคาดเดาส่งเดช เป็นมโนธรรมมากกว่ารูปธรรม มีเพียงหนุ่มเติร์ดที่ตอบออกมาเป็นตัวเลข
“ถ้ามีคนงานสัก 150 คน ผมสามารถสร้างสโตนเฮนจ์ได้ในเวลาประมาณยี่สิบปีครับ”
ทุกคนหันมามองหน้าแล้วหัวเราะ แต่คุณชูศักดิ์ซึ่งเป็นหัวหน้ากรรมการตัดสินนึกสนใจจึงขอคำอธิบาย
“ทำไมถึงคิดว่าสโตนเฮจน์ใช้เวลาสร้างยี่สิบปีครับ”
“ถ้ารู้ระยะทางขนแท่งหิน ก็จะประมาณเวลาได้ หินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหล่านั้นถูกนำมาจากเขาเพรเซลีซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 200 กิโลเมตร ส่วนหินโค้งวงแหวนและรูปเกือกม้าในวงนั้นเป็นหินทราย ขนมาจากทุ่งมาร์ลโบโรห่างออกไป 40 กิโลเมตร การจะขนหินหนักหลายสิบตันเอามาตั้งให้ตรงและวางคานหนักสิบตันโดยไม่มีรอกหรือปั้นจั่น”
เขาตอบเรื่อยๆ สบายๆ เหมือนกำลังเลคเชอร์
“ถ้าให้ผมหยั่งความคิดคนสร้างสิ่งมหัศจรรย์นี้ ผมเดาว่าเขาคงจะขุดหลุมลึกไว้ แล้วชักลากแท่งหินไปตามรางไม้ทาด้วยไขวัว แบบเดียวกับที่ปล่อยเรือให้ลาดไถลไปตามรางลาดลงน้ำ เมื่อเสาปักลงหลุมแล้วก็จัดการดึงให้ตรง เมื่อตั้งเสาหินคู่สำเร็จแล้ว ก็ทำรางลาดชัน ค่อยๆ ดึงคานขึ้นไปตามทางลาดจนเข้าที่ ซึ่งเคยมีการจำลองการสร้าง พวกเขาใช้แรงงานทหาร ตำรวจดับเพลิงและนักศึกษาจำนวน 130 คน ก็สามารถลากหินหนัก 45 ตันไปตามรางหล่อลื่นได้ ด้วยข้อมูลและสมมติฐานที่มี ผมจึงสรุปว่าใช้เวลาสร้างสโตนเฮนจ์ประมาณยี่สิบปีครับ”
เขาตอบด้วยการนำข้อมูลมาประมวลเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของการตลาด เพราะบางครั้งนักการตลาดก็ต้องใช้แนววิเคราะห์เช่นนี้เพื่อคำนวณหาตัวเลข อย่างเช่นถ้าอยากจะรู้ว่าพื้นที่นี้จะมีชอปปิ้งมอลล์เพิ่มอีกสักแห่ง จะมีปริมาณผู้เข้าใช้บริการต่อวันประมาณเท่าไหร่ นายแบบที่ชื่อเติร์ดคนนี้ไม่เพียงมีหลักการคิด ทั้งยังรอบรู้ไม่น้อย เดาว่าคงจะอ่านหนังสือมามากมายจนแตกฉานแน่นอน
“คุณเติร์ดเรียนจบอะไรมาหรือคะ” พลอยขวัญนึกสนใจจึงถามต่อ
“จบบริหารธุรกิจครับ” เขาสบตาเธอ เห็นได้ชัดว่าดวงตาเป็นประกาย “เรียกผมว่าน้องเติร์ดก็ได้ครับ”
“ยินดีค่ะน้องเติร์ด”
คุณชูศักดิ์สะดุ้งนิดๆ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครทันสังเกต คุณชูศักดิ์เริ่มออกอาการอยากจะเอ่ยคำทักท้วง แต่นายแบบที่ชื่อเติร์ดหันมาสบตา ดวงตาล้ำลึกมีประกาศอำมหิตวาบขึ้น คุณชูศักดิ์จึงสงวนคำพูด พลอยขวัญกลับคิดว่าเด็กคนนี้เล่นหูเล่นตากับคณะกรรมการเก่งดี
“ผมขอเรียกคุณว่าพี่พลอยนะครับ”
“ได้ค่ะ”
“ขอบคุณครับ!”
ยิ้มแฉ่งเหมือนเจ้าหยูกหมาน้อยเลยแหะเด็กคนนี้... ความเก่ง ความอ่อนเยาว์และรูปโฉมล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมชายหนุ่มคนนี้ พลอยขวัญจึงถามเกี่ยวกับแนวความคิดและคติการทำงานที่ชอบสองสามข้อ
“ตอนประถม ผมต้องหางานทำเป็นค่าเรียน โชคดีที่มีโรงงานแห่งนึงรับเด็กอย่างผมเข้าทำงาน เถ้าแก่บอกให้ผมไปขออะไหล่ชิ้นส่วนคอมจากแผนกโน้นมาให้หน่อย ผมรีบไปตามคำสั่ง แต่ไปตามแผนกที่เถ้าแก่บอกแล้วก็ไม่มีของที่ว่าเลย จะไปแผนกไหนๆ ก็ไม่มี สุดท้ายแล้วผมก็เลยได้คุยกับทุกแผนกเลย ผมจ๋อย คิดว่าทำงานแรกที่ได้รับมอบหมายพลาดไปเสียแล้ว แต่เถ้าแก่หัวเราะ เฉลยว่าไม่มีอะไหล่อะไรนั่นหรอก แต่เป็นวิธีให้เด็กใหม่ได้ไปแนะนำตัวกับคนงานเก่า”
“เถ้าแก่ขี้เล่นจัง”
“เขาสอนผมหลายอย่าง ผมเริ่มงานทาสี ต้องไปทำงานปีนนั่งร้าน ตากแดดร้อนๆ ขูดสีเก่าออกจนมือพองไปหมด นับแต่นั้นมาผมก็ให้เกียรติคนใช้แรงงานทุกคน ตอนที่ผมทาสีผนังด้านหนึ่งเสร็จเป็นครั้งแรกในชีวิต เถ้าแก่กับพวกลูกพี่ทุกคนก็มายืนปรบมือให้ผม นั่นคือบทเรียนล้ำค่าสำหรับผม”
“บทเรียนอะไรหรือ”
“ผลงานจากแรงงานของเรานั้นเป็นความสุขที่สุดอย่างหนึ่ง”
“นั่นสินะ” พลอยขวัญพยักหน้าเห็นด้วย
“ผมฝึกการทำงานเป็นทีม” เขานับนิ้ว “การรับฟังก็เป็นเรื่องสำคัญ เถ้าแก่ไม่เคยละเลยความคิดเห็นของเด็กอย่างผม ท่านเป็นผู้บริหารที่ซื้อใจลูกน้องได้ เถ้าแก่โรงงานเล็กๆ นั่นแหละไอดอลในใจผมเลยครับ”
พลอยขวัญอยากจะคุยต่ออีก แต่จะกลายเป็นดูเหมือนคุยกันอยู่สองคน พลอยขวัญเริ่มรู้ตัวว่าเสียมารยาทต่อคนอื่นๆ จึงกล่าวขออภัยที่รบกวนการคัดเลือก แต่คุณชูศักดิ์กลับมอบอำนาจให้เธอตัดสิน
“คุณคือผู้รับผิดชอบโปรเจคนี้โดยตรง บอสใหญ่ให้สิทธิ์คุณเลือกนายแบบที่ชอบได้เลยครับ”
“เอ่อ... ค่ะ” พลอยขวัญได้รับเอกสารรายละเอียดของนายแบบแต่ละคนให้พิจารณา เมื่อวิเคราะห์อยู่อึดใจ พลอยขวัญก็ตัดสินใจเลือก
“พลอยเลือกหมายเลขหนึ่ง สอง และหกค่ะ”
“สามคนเลยเหรอครับ”
“ค่ะ พลอยชอบหมดเลย อยากทำชุดให้ทั้งสามคนเลยค่ะ”
ทั้งสามคนเป็นหนุ่มหน้ามนแตกต่างกันสามสไตล์ คนหนึ่งดูนิ่งขรึม ใบหน้าโฉบเฉี่ยวดูมีชั้นเชิง อีกคนสดใสแววตาเจ้าชู้นิดๆ ส่วนคนสุดท้ายให้ความรู้สึกเหมือนน้องชายที่พี่สาวอยากจะพาไปเลี้ยงข้าวให้อ้วนๆ พลอยขวัญครุ่นคิดถึงภาพรวมคร่าวๆ ของโปรเจคที่จะเขียนนำเสนอผู้บริหารได้แล้ว เธอจึงเลือกทั้งสามคนนี้ แต่คุณชูศักดิ์ดูจะร้อนๆ ขึ้นมาไม่รู้ตัวกระมัง ถึงได้มีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นที่หน้าผากและขมับ เขาเช็ดเหงื่อก่อนจะเอ่ยขอร้องพลอยขวัญ
“คุณพลอยขวัญเลือกนายแบบได้แค่คนเดียวครับ”
“คนเดียวหรือคะ”
“ครับ เลือกคนที่คุณพลอยขวัญชอบที่สุด”
อา... นั่นสินะ เธอยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ใช้นายแบบเยอะ ก็แปลว่าต้องใช้ทรัพยากรเยอะ ไหนจะงบประมาณอีก หากพิจารณาจากชื่อเสียงที่ผ่านมาของเธอ เบื้องบนคงจะต้องการให้เธอแสดงฝีมือผ่านโปรเจคเล็กๆ นี้ให้ได้ก่อนถึงจะขยับขนาดโปรเจคให้ พลอยขวัญจึงกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ไม่รู้ทำไมถึงได้นึกถึงเสื้อแจ๊กเกตตัวแรกที่เธอตัดเย็บในชีวิตตัวนั้น
พลอยขวัญเงยหน้าขึ้นสบตานายแบบสามคนนั้นทีละคน ขอให้พวกเขาลองเดินให้ดู ลองยิ้มและลองโพสท่าเพื่อพรีเซนต์ชุดที่ตัวเองใส่อยู่ ทุกคนต่างก็มีดี เพียงแต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ดีกว่า
“หมายเลขหกค่ะ”
พลอยขวัญสรุปได้ในที่สุด ถ้าเบื้องบนให้เธอเป็นคนเลือก ถ้าอย่างนั้นก็ขอเลือกไทป์เจ้าหยูกหมาตามที่เธอชอบก็แล้วกัน พลอยขวัญหยิบหมายเลขเอกสารออกมาวางตรงหน้า พลางส่งยิ้ม
“จากนี้ไปน้องเติร์ดจะเป็นนายแบบประจำโปรเจคของพี่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
[1] เสาหินสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มของแท่งหินขนาดยักษ์หนัก 30 ตัน จำนวน 112 ก้อน ตั้งเรียงเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง โดดเด่นอยู่กลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่บนที่ราบซอลส์บูรี่ (Salisbury Plain) ประเทศอังกฤษ คะเนอายุว่าสร้างเมื่อประมาณ 2,400 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งปัจจุบันยังคงหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ ว่าใครเป็นผู้สร้าง? สร้างเพื่ออะไร? สร้างได้อย่างไร?