บทที่ 5 ผู้ตัดสิน 2

1209 Words
“ก็ออกจะเลิศนี่คะ” “ห่วยแตกน่ะสิไม่ว่า” ยี่หวานำเสนอด้วยการให้ตัดต่อภาพนายแบบสวมชุดของเธอเดินไปตามท้องถนน ถ่ายรูปแบบเรียลๆ เพื่อให้ฉากเก่าโทรมขับเน้นความหรูมีระดับของเสื้อผ้า ซึ่งพลอยขวัญมองแล้วว่าไม่ดีแน่จึงพยายามแย้งตั้งแต่แรกแล้ว แต่ยี่หวานอกจากจะไม่รับฟังแล้วยังตั้งแง่ใส่กลับ “เธอกลัวงานของฉันจะออกมาดีล่ะสิ ถึงได้จงใจขัดขวางฉันออกนอกหน้าแบบนี้ คอนเซ็ปต์หรูเหนือระดับชนชั้นของฉันผ่านการคิดมาดีแล้ว ขอบใจที่เธออุตส่าห์ให้ความสนใจนะ แต่คราวหลังไม่ต้อง” “รับคำแนะนำจากฉันเถอะยี่หวา การที่คนที่เคยทำพลาดอย่างฉันให้คำแนะนำมันคือการงมอดีตขึ้นมาจากกองขยะ เอามาเช็ดให้สะอาดแล้วส่งต่อให้เวียนใช้ใหม่ เว้นเสียแต่ว่าเธออยากจะมีขยะในชีวิตเพิ่ม” ยี่หวายืนกรานจะทำต่อไป โดยตัดต่อรูปนายแบบกับร้านชำข้างทาง นั่งหล่ออยู่กลางวงวินมอเตอร์ไซค์ และที่ร้ายที่สุดให้นายแบบเดินขายพวงมาลัยตรงสี่แยกโดยที่คนขายตัวจริงยืนมองอยู่ไกลๆ ภาพออกมาสวยราวกับงานศิลป์แต่คอนเซ็ปไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกดีอย่างที่ยี่หวาคิดไว้ เพราะแต่ละภาพทำให้รู้สึกว่าแบรนด์ดูถูกพ่อค้าแม่ค้าและผู้ใช้แรงงาน เล่นสนุกกับชนชั้นในสังคม สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์มองรถเมล์เก่าหรือระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงชนชั้นทางสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องปกติ เบื้องบนจึงมองว่านำเสนอออกมาไม่เหมาะสม สั่งให้พับเข้ากรุไป เรียกได้ว่าโดนสับเละไม่มีชิ้นดี แม้ว่างานจะยังไม่ได้ไปถึงขั้นสั่งผลิตวางจำหน่าย บริษัทยังไม่เสียหายอะไรมาก แต่ก็ถือว่ายี่หวาเสียแต้มไปแล้ว “งานของเธอเร่งรีบไปหน่อย ทำได้ขนาดนี้ก็นับว่าเก่งแล้วล่ะ รอบหน้าต้องใจเย็นๆ ประชุมทบทวนให้ละเอียดกว่านี้... อีกอย่างนั้นเธอควรรู้ไว้ ตราบใดที่งานของเธอไม่ผ่านความเห็นชอบจากพลอยขวัญ ผู้ใหญ่ก็ไม่มีทางอนุมัติผ่านได้หรอก” “หมายความว่ายังไงคะ” “เคยได้ยินคำว่าเหนือบอสยังมีบอสที่แท้จริงอยู่มั้ย” พี่บุ้งพยายามบอกอ้อมๆ “บอสที่แท้จริง?” “ใช่” พี่บุ้งพยักพเยิด กังหันลมแชกงหมิวติดเด่นเป็นสง่าอยู่ที่หน้าห้องใครก็คนนั้นแหละ “พี่บุ้งจะบอกว่าให้ยี่หวายอมเป็นเบ๊ของยัยนั่นเหรอคะ” “เฮ้อ จะพูดยังไงดีนะ เอาเป็นว่าเบื้องบนเขามองว่าการกระทำของเธอเป็นการข้ามหัวผู้บังคับบัญชา ถึงงานเธอจะเฟอร์เฟคแค่ไหน ผู้ใหญ่ก็ปัดให้เอากลับไปเสนอตามลำดับอยู่ดี” พี่บุ้งปลอบใจแต่ยี่หวาก็ยังคงหน้าเสีย พี่บุ้งเองก็รู้แต่แรกแล้วว่าคนที่จะชนะคือพลอยขวัญ เพราะผลแพ้ชนะมันเห็นตั้งแต่ผู้บริหารใหญ่เข้ามาแล้ว ------------- หลายวันถัดมา... หลังจากแผนงานอนุมัติ แพทเทิร์นตัวต้นแบบก็เสร็จเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เสื้อคัตติ้งสวยๆ สวมอยู่บนหุ่นคุณสมชาย พลอยขวัญกำลังขะมักเขม้นกับการกลัดหมุดแจ๊กเกตสีเข้มเพื่อมาร์กจุดที่ต้องเย็บแก้ งานต้องใช้ความคล่องตัวมาก พวกแผนกออกแบบจึงมีชุดสำรองที่เรียกว่ายืดเจ นั่นคือเสื้อยืดกับกางเกงเจเจ นั่งขลุกอยู่ตามโต๊ะเขียนแบบไม่ก็ปล้ำอยู่กับหุ่น หน้าเหนียวเมือกกันทุกคนเพราะงานเร่ง “อัตราส่วน 4:6 โอเคใช้ได้” ท่อนบนยาวสี่ส่วน ท่อนล่างยาวหกส่วน ถ้าผิดสมดุลนี้ไปชายเสื้อจะยาวเกินไปจนดูแก่ ส่วนแจ๊กเกตนั้นพลอยขวัญเลือกทรงแฮริงตัน แต่ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกก็คือคอเสื้อที่ยังไม่แข็งตั้งตามที่ออกแบบไว้ พลอยขวัญนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ เผ้าผมฟูยุ่งเพราะมีหลายจุดที่ต้องแก้ ไม่ใช่แค่งานของเธอ แต่มีงานอื่นๆ ของแผนกที่ต้องทำให้เสร็จด้วย “คงต้องใช้วิธีลงแป้งแล้วล่ะ” “พี่พลอยคะ เป็นหุ่นให้หนูหน่อย” งานในแผนกยุ่งมาก อะไรช่วยได้ก็ต้องช่วยกัน พลอยขวัญสวมชุดต้นแบบแล้วยืนนิ่งๆ ให้น้องตรวจทาน เป็นชุดที่ทางบริษัทศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปวงหนึ่งจ้างออกแบบและตัดเย็บ กระโปรงมินิสเกิร์ตต้องทิ้งตัวสวย ยามเต้นจะต้องพลิ้วเร้าสายตา องค์ประกอบทุกอย่างต้องเน้นรูปร่างสวยงามของศิลปินและไม่เป็นอุปสรรคขณะเคลื่อนไหว น้องน้ำขอให้พลอยขวัญเดินไปรอบๆ แผนก กระโดด วิ่ง บิดตัว ก้มเอานิ้วแตะพื้น ยืดตัว โยกไปทางซ้ายทางขวา เมื่อได้ลองใส่ชุดแล้วลองขยับจริงๆ ก็จะเผยจุดบกพร่องออกมาเสมอ “ใกล้จะเที่ยงแล้วครับพี่พลอย” เขาโผล่หน้ามา แต่พลอยขวัญยังมุ่งจิตงึมงำอยู่กับงานตรงหน้า น้องน้ำกำลังช่วยสางเผ้าผมให้แทนคำขอบคุณ พอน้องน้ำเห็นว่าใครมาก็ทำตัวไม่ถูก ก่อนจะถอยหลบฉากไปให้เขาเข้ามาแทนที่ กว่าพลอยขวัญจะรู้ตัว เปียสองข้างก็ถักเสร็จพอดี และเจอรอยยิ้มแฉ่งเมื่อเงยหน้าขึ้น “น้องเติร์ดมานานแล้วเหรอคะ” “ครับพี่” สายตาคู่นั้นดูแปลกประหลาด จะบอกว่าเย็นชาก็ได้ แต่พลอยขวัญสัมผัสได้ถึงไอร้อนแรงอยู่จางๆ เมื่อก้มมองตามสายตาของเขาก็เลยเพิ่งรู้ตัวว่าใส่ชุดกระชากวัยไปหน่อย พลอยขวัญจึงหลบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า กลับมาเป็นสาวเสื้อยืดกางเกงเจเจตามเดิม และก็พบว่าเขานั่งยิ้มแป้นแล้นรออยู่ แต่บรรยากาศในแผนกดูจะเงียบกริบผิดปกติ “ผมมาชวนพี่ไปกินข้าวเที่ยง ผมเลี้ยงเอง” “อู้ย ไม่ต้องๆ ขอบใจมากนะ พี่มีข้าวมากินแล้ว กินกับพี่ได้นะ” “พี่พลอยกินอะไรเหรอครับ” “นี่ไง มีโลตัสน้อยเปิดใหม่แถวหอพัก พี่เลยลองแวะอุดหนุนดู” ข้าวกล่องลดราคาที่พลอยขวัญพกมานั้นดูจะใกล้เคียงกับการฝึกนักบวชบนป่าเขา มีแค่ข้าวสวยหนึ่งถ้วย ไข่ต้มหนึ่งฟอง มีสลากเหลืองติดป้ายลดราคา ส่วนมื้อเย็นมีขนมปังแพซึ่งก็ติดป้ายเหลืองเช่นกัน พลอยขวัญภูมิใจมากเพราะไปรอลดราคาช่วงสองทุ่ม แล้วก็ใช้คูปองท้ายใบเสร็จที่คุ้ยๆ เก็บได้จากถังขยะหน้าร้านมาลดราคาได้อีกสิบกว่าบาท คนอื่นฟังแล้วอายแทน แต่ตัวพลอยขวัญนั้นสบายดีไม่ได้คิดอะไร แถมยื่นกล่องข้าวให้และชวนเขากินด้วยกันอีกต่างหาก เติร์ดกวาดตามองอาหารที่พลอยขวัญกิน ไม่ได้แสดงท่าทีขยาดเหมือนคนอื่น “เมื่อเช้าพี่พลอยกินอะไรครับ” “หื้อ? ไม่ได้กินหรอก พี่ไม่ค่อยกินมื้อเช้า” คราวนี้เขานิ่วหน้า ประสานมือไว้บนโต๊ะ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD