ในช่วงต้นเดือนตุลาคมสายฝนยังคงเทลงมากระหน่ำในยามเช้าอย่างหลงฤดู ทำให้บรรยากาศในวันนี้เงียบสะงัด เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ หลายๆคนยังคงไม่ตื่น บางคนอาจจะตื่นแล้วเช่นเดียวกันกับเขา ตอนนี้ที่ยืนหน้าโกฐกระดูกภายในวัด กรอบภาพเล็กๆเบื้องหน้าเป็นรูปเด็กชายวัยแปดขวบยิ้มให้กล้องด้วยความแจ่มใส ผิดจากคนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้กลับรู้สึกอิจฉาคนที่ได้ล่วงลับไปอย่างไม่หวนกลับ
“ถ้าคนในรูปภาพนี้เป็นผมก็คงจะดีกว่านี้” ดอกไม้กุหลาบสีขาวสดส่งกลิ่นหอมอ่อนๆถูกนำมาวางไว้จากชายหนุ่ม สภาพของเขาตอนนี้ไม่เหมาะสมกับบุคลิกประธานบริษัท สายตาคมยังคงจดจ้องไปที่ภาพของพี่ชายตัวเองพลันหวนนึกถึงอดีตไม่อาจลืมเลือน
บ้านหลังใหญ่พื้นที่มากกว่า 100 ตารางวา พึ่งสร้างขึ้นเสร็จได้ไม่กี่วันถูกออกแบบมาด้วยความประณีต รายละเอียดยิบย่อยต่างๆไม่พลาดหลุดแม้แต่น้อยสมกับฐานะครอบครัวรถยนต์หรู วันนี้ครอบครัวของเราจะได้ย้ายเข้ามาอยู่เป็นวันแรกแต่ก็มีช่างเข้ามาทยอยส่งเฟอร์นิเจอร์
“บ้านใหญ่มากเลยครับ”
“น้องเบนซ์ชอบ” เด็กชายวัยเจ็ดขวบที่กำลังซน ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อจากการวิ่งเล่น เด็กชายเดินสำรวจรอบบ้านด้วยแววตาลุกวาวพื้นที่กว้างขวางเหมาะแก่การเล่นฟุตบอลที่เป็นกีฬาชื่นชอบของเขาและพี่ชาย
“อย่าซน อย่าวิ่งออกไปนอกบ้านนะลูก” เสียงของธัญญ่าเอ่ยเตือนลูกชายทั้งสองด้วยความเป็นห่วงเพราะเธอมีลูกชายสองคนที่อยู่ในวัยกำลังซน ซึ่งตอนนี้เธอกำลังยุ่งอยู่กับการควบคุมช่างวางเฟอร์นิเจอร์ ส่วนสามีของเธอกำลังตรวจดูบ้านอยู่อีกฟากของมุมบ้านกับช่างอีกคน เพราะเนื้อพื้นที่ขนาดใหญ่ทำให้เหมือนอยู่ไกลกัน
“ครับ” แบล็คเด็กชายวัยแปดขวบตอบรับผู้เป็นแม่ เขามีลักษณะนิสัยต่างจากน้องชาย เขามีความขรึม สุขุมกว่าทำให้พ่อกับแม่ฝากความหวังเรื่องบริษัทตั้งแต่เด็กๆ ถึงแม้ตอนนี้เขาจะอายุเพียงแค่แปดขวบเท่านั้น
ในขณะเด็กชายผู้เป็นพี่นั่งมองน้องชายของตัวเองกำลังเดินดูนู่นนี่ด้วยความสนุก มือเล็กๆของเขาขยับแว่นที่กำลังจะร่วงลงมาจากกรอบตาเพราะเมื่อครู่เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยทำให้แป้นจมูกของแว่นหลุดออก
“พี่แบล็ค”
“พี่แบล็ค ไปเล่นบอลกัน” เสียงของเบนซ์เด็กชายวัยเจ็ดขวบวิ่งถือลูกฟุตบอลลูกโปรดที่พ่อของเขาซื้อให้เป็นของขวัญมาด้วยความดีใจ พี่ชายอย่างเขาเพียงแค่เห็นความสดใสของน้องชายมีหรือจะปฏิเสธ
“ได้สิ”
“แต่เราไม่เล่นแถวประตูนะ แม่บอกอันตราย” แบล็คเอ่ยบอกน้องชายของตนตามคำแม่สั่งอย่างเกรงกลัว
“โอเค”
เท้าเล็กเตะบอลออกไปอย่างชำนาญแรงส่งแรงรับไปมาเต็มไปด้วยความสนุกสมวัย
หึบ ปึก
“รับเร็วเบนซ์”
“แฮะ เฮ่อ” แบล็คเตะบอลส่งให้น้องชาย สายตาเพ่งเล็งไปที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่เท้าของน้องชาย แรงส่งบอลเต็มแรงส่งลอยมาถึงเท้าของเขา ความชำนาญในการเล่นเป็นประจำน้อยครั้งที่จะรับไม่ได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่ทว่าแรงเตะรอบนี้แรงว่าทุกรอบทำให้ลูกฟุตบอลลอยกระเด้งกลิ้งไปตามพื้น
ตึก ตึก~
“ผมไปเก็บเอง” เบนซ์เห็นลูกฟุตบอลกำลังกลิ้งไปไกลตามแรงเตะของเขาไปหาพี่ชาย เท้าเล็กๆสับวิ่งอย่างว่องไว แบล็คก็วิ่งตามน้องชายตนไปด้วยความรวดเร็ว ตอนนี้เด็กชายทั้งสองคนกำลังวิ่งตามลูกฟุตบอลอย่างลืมคำพูดของผู้เป็นแม่ไป เพราะทั้งสองได้ออกมาบริเวณหน้าบ้าน ลูกฟุตบอลหยุดสนิทกลางถนนอย่างพอดี เบนซ์กำลังเดินเข้าไปหยิบอย่างไม่ทันระวังรถทางด้านขวาที่กำลังพุ่งตรงมาอย่างน่าหวาดเสียว
ปี๊ด! โคร่ม! ตุ๊บ!
เสียงแตรรถดังขึ้นเป็นเสียงยาวจนรู้สึกปวดหู เด็กชายตกใจจนต้องปิดเปลือกตาลง จนเสียงรอบด้านเงียบลงเขาจึงเปิดเปลือกตาขึ้นมาพร้อมกับมองไปเบื้องหน้าด้วยความตกใจ ภาพพี่ชายของเขานอนจมกองเลือดกอดลูกฟุตบอลที่แฟบลงจากแรงกระแทกของรถ แว่นตาประจำตัวของพี่ชายเลนส์แว่นแตกร้าว
“พี่แบล็ค!” เด็กชายเริ่มทำตัวไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาวิ่งเข้ามาหาร่างพี่ชายของตนด้วยความเสียใจ น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย
“พี่แบล็ค ฮึกฮือ ตื่น”
“ตื่น ตื่น” เขาฟุบลงคุกเข่าร้องไห้ออกมา สายตาเหลือบมองไปเบื้องหน้าสภาพรถยับเยิบไฟหน้าแตกละเอียด คนขับส่งสายสะลึมสะลืออย่างไม่มีสติ ซึ่งตอนนี้คนขับได้ฟุบลงพวงมาลัยจากความมึนเมาโดนแตรส่งเสียงดังออกมายาวจนคนแถวนั้นเริ่มออกมาดู
“อ๊าย”
“ลูกชายฉัน”
“ฮือ ฮือ ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาลที” ธัญญ่ารีบวิ่งออกมาด้วยอาการสังหอนใจ เมื่อเห็นสภาพลูกชายของตนก็ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสติหลุด เพราะเธอกำลังเฝ้าช่างจนลืมดูแลลูกชาย ที่เมื่อครู่ยังพากันเล่นข้างหลังเธอ แต่เมื่อเสียงด้านหลังของเธอเงียบลงผิดปกติ กลับไม่พบลูกชายทั้งสองของเธอประจวบเหมาะกับเสียงแตรรถยาวจนน่ารำคาญ ทำให้เธอรีบวิ่งออกมาด้วยความร้อนใจ
“คุณบีม ลูกเรา ฮือ”
“ฮัลโหล ขอรถพยาบาลด่วน…” บีมวิ่งตามหลังภรรยาออกมาตามหลังก็พบกับสภาพลูกชายคนโตอย่างใจสลาย
ผ้าคลุมสีขาวปกคลุมร่างของเด็กชายวัยแปดขวบ เนื่องจากแรงกระแทกอย่างรุนแรงทำให้กระดูกแตกหักรวมถึงช้ำในหลายจุด ทำให้เด็กชายทนพิษบาดแผลเอาไว้ไม่ได้ ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้มีการศูนย์เสียเกิดขึ้น
“ผมขอโทษ” เด็กชายเดินเข้ามาหาร่างของพี่ชายด้วยความบอบช้ำ หลังจากที่พี่ชายของเขาจากไปพ่อแม่ก็ไม่มองเขาอีกเลย มีบางครั้งมองมาที่เขาก็ต้องรีบผละสายตาออกไปพร้อมน้ำตาไหลออกมา จึงต้องเสมองไปทางอื่น งานวันเกิดอีกไม่กี่วันกลับถูกละเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขารู้ว่าพ่อกับแม่รักพี่ชายเขามากแต่เขาก็ไม่ได้อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
•••
“แม่ครับ”
“ผมสอบได้ที่หนึ่ง” เขาเดินถือผลการเรียนตรงมาให้แม่ของเขาด้วยความประหม่า
“อืม” คำตอบรับสั้นๆอย่างไม่ได้ยินดีมากนัก แววตาว่างเปล่านั้นทำให้เขาเริ่มทำตัวไม่ถูก ความอ้างว้างเข้ามาแทนที่จนทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว เขาพยายามทำเลียนแบบพี่ชายทั้งการเรียน งานบริษัท แต่ก็อย่างว่าคนเราไม่สามารถแทนกันได้ด้วยความรู้สึก
“พ่อครับ”
“รถที่ผมสั่งผลิตล็อตนี้ถูกจองหมดแล้วครับ” เขาเอ่ยออกมาด้วยความภูมิใจในตนเองอยู่ไม่น้อยที่เขาสามารถทำตามความต้องการของพ่อได้เป็นอย่างดี
“อืม ดี” คำชมสั้นๆ แต่สายตาเย็นชายังคงไม่จางหายไป ในมือถือแก้วกาแฟจิบอย่างนึกคิดบางสิ่งมองไปที่นอกกระจกวิวกลางกรุงไม่ได้หันมามองลูกชายคนเล็ก
“ต่อไป หาแนวคิดเรื่องนวัตกรรมสิ่งใหม่ๆมา”
“ไม่ใช่ว่าทำหนึ่งสำเร็จแล้วหลงระเริง” บีมกล่าวบอกลูกชายด้วยเสียงน่าเกรงขาม หลังจากสิ้นสุดประโยคพ่อก็เดินออกจากห้องทำงานของเขาอย่างผ่านไปเลย
“ผมก็แค่”
“อยากทำให้พ่อแม่อภัยให้ผมได้สักที” น้ำตาลูกผู้ชายไหลซึมออกมากับความรู้สึกผิดที่เขาเป็นต้นเหตุทำให้พี่ชายโดนรถชน
ถึงแม้ว่าผลสรุปจะออกมาว่าคนขับรถคันนั้นเมาสุราแล้วขับ เป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายก็ไม่ได้ช่วยทำให้เขาพ้นจากโทษของครอบครัว ซึ่งบางครั้งเขาก็ได้แต่ถามตัวเอง ทำไมไม่เป็นเขาที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น
ครืด ครืด~
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้เขาหลุดออกจากผวัง มือแกร่งเอื้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เมื่อหน้าจอปรากฏชื่อคนสำคัญทำให้เขารีบรับสายทันที
“ครับ” ร่างสูงลุกขึ้นเต็มความสูงสายตาคมจดจ้องไปโกฐกระดูกของพี่ชายสุดที่รัก
“ผมต้องไปแล้วนะครับ”
“งานใหม่กำลังมา งานยากขึ้น”
“เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ” เมื่อเขาเอ่ยบอกผ่านพี่ชายไร้ตัวตนไป เขาจึงหันหลังกลับมาก็พบกับหลวงตาที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ชายหนุ่มไม่รอช้ายกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“อะไรที่มันผ่านมาแล้ว”
“ก็ต้องปล่อยวางนะ”
“ใช้ชีวิตที่มีให้มีความสุขเถอะ”