บทที่ 1

1569 Words
Intro ...ตระกูลหลิว... ตระกูลหลิวเคยมั่งคั่งกระทั่งเกิดสงครามครั้งที่สองผู้คนจำนวนมากต่างล้มตายบ้างก็อดอยาก การต่อสู้แย่งชิงเสบียงทำให้เกิดโศกนาฏกรรม แต่เพราะได้รับการช่วยเหลือจากคนแซ่เฉินสกุลหลิวจึงไม่สิ้นชื่อ นับแต่นั้นสองตระกูลก็คอยช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน กลายเป็นความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นยากจะตัดขาด ถึงขั้นกรีดเลือดร่วมสาบาน หากสกุลหลิวให้กำเนิดบุตรสาวจะยกให้เป็นสะใภ้บ้านเฉินเพื่อตอบแทนบุญคุณที่เคยเกื้อหนุนกันมา คำสาบานได้เกิดขึ้น... ทว่าจนแล้วจนรอดลูกหลานตระกูลหลิวไม่เคยให้กำเนิดบุตรสาวได้เลย กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายสิบปี… ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง ประมุขทั้งสองแก่ชรา ลูกหลานสองตระกูลเริ่มมีความบาดหมางต่อกัน นานวันเข้าจากมิตรสหายจึงกลายเป็นศัตรู คำสัญญาเริ่มเลือนราง แต่คำสาบานต่อหน้าฟ้าดินไม่เคยจางหาย พุทธศักราชใหม่มาเยือน บ้านหลิวได้ให้กำเนิดสตรีเพียงหนึ่งเดียวในตระกูล แม้ในสังคมจีนสมัยใหม่ครอบครัวมักให้ความสำคัญกับบุตรชายมากกว่าบุตรสาว แต่กับบ้านหลิวนั้นต่างออกไป เพราะพวกเขาทั้งรักและทะนุถนอม 'หลิวเป่าเป้ย' ดังแก้วตาดวงใจ เมื่อเป่าเป้ยอายุครบสิบแปด หลิวเฟิ่ง ประมุขของบ้านล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นโรคที่หมอไม่อาจรักษาได้ สองปีผ่านไป... “ม้า…เราจะทำอย่างนี้ไปถึงเมื่อไร” “อาเป้ยปักธูปก่อนแล้วค่อยคุย” เสียงถอนหายใจระลอกหนึ่งดังขึ้น เป่าเป้ยหลับตาลงช้าๆ สองปีมานี้คำอธิษฐานมีเพียงหนึ่งเดียวในใจ ขอให้ป๊าหายจากโรคภัยที่เป็นอยู่ มือบางปักก้านธูปไว้ในกระถางทราย ค่อยๆ คลานเข่าถอยหลังออกมา “เราส่งป๊าไปรักษาที่เมืองนอกดีไหม” บทสนทนาแรกดังขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน “โรคที่ป๊าเป็นหมอเก่งๆ ก็หาทางรักษาไม่ได้ ม้ากลัวว่าพาไปเมืองนอกอาการของป๊าจะยิ่งแย่ลง…” อวี้หลัวถอนหายใจ ดวงตาฉายความเศร้าหมอง หลิวเฟิ่งจู่ๆ ก็ล้มหมอนนอนเสื่อทั้งที่เป็นคนแข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร ซ้ำอาการที่เป็นก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้ เป่าเป้ยไม่มีคำพูด เพียงจับหลังมืออวี้หลัวเพื่อปลอบใจ หลังจากกลับมาถึงบ้านก็เกิดเรื่องวุ่นวาย คนรับใช้พากันวิ่งกรูออกมา “คุณนายคะ! คุณผู้ชายอาการทรุดค่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้นสองแม่ลูกก็รีบวิ่งขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน หลิวเฟิ่งเหงื่อแตกพลั่ก สีหน้าเหนื่อยหอบคล้ายคนวิ่งมาร้อยกิโลทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิท “อาเฟิ่งลืมตาสิ อาเฟิ่ง...” อวี้หลัวตบแก้มสามีเบาๆ พยายามบีบเนื้อตัวให้สามีได้สติ เป่าเป้ยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหวังจะต่อสายหาหมอประจำตระกูล ทว่าหลิวเฟิ่งก็ได้สติขึ้นก่อน หน้าอกกระเพื่อมไหวรุนแรงหอบเอาลมหายใจเข้าเต็มปอดไปหลายเฮือก สิ่งแรกที่ออกจากปากหลิวเฟิ่ง “เป่าเป้ย” เป่าเป้ยรีบวางโทรศัพท์เดินไปนั่งข้างเตียง ฝ่ามืออบอุ่นของผู้เป็นพ่อค่อยๆ ยื่นจับแก้มลูกสาว เป่าเป้ยเอียงหน้าเข้าหาความอบอุ่น กุมหลังมือป๊าไว้แน่น ราวกับว่าจะไม่ได้สัมผัสความอ่อนโยนนี้อีก “ป๊าเป็นไงบ้าง” ระหว่างที่ถามไถ่ เธอพยายามกลั้นน้ำตาไว้สุดกำลัง แววตาหลิวเฟิ่งอ่อนล้ามาก ทั้งยังดูเลื่อยลอย ริมฝีปากลอกขุยค่อยๆ ขยับน้ำเสียงแหบแห้งเบาหวิวแทบจับใจความไม่ได้ “…ต้อง ต้องแต่งเข้าบ้านเฉิน” “ม้าได้ยินไหมคะ ป๊าเขาว่าอะไรนะ” เป่าเป้ยหันไปถามอวี้หลัว ตอนนั้นเองสีหน้าของอวี้หลัวก็เปลี่ยนไป... ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า อวี้หลัวเรียกบรรดาลูกๆ ทุกคนมารวมตัวกันภายในห้องโถงที่ตบแต่งเรียบหรู โดยมีอวี้หลัวนั่งหัวโต๊ะสุด ลูกชายคนโต หลิวฉางเหยียน เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา “ม้าเรียกพวกเรามาคงไม่ได้หมายความว่าป๊าเขาจะ…” “ถ้ามีปากแล้วเอาแต่พูดเรื่องอัปมงคลก็หุบไว้ตลอดกาลเถอะเฮีย” เป่าเป้ยกอดอกมองค้อนพี่ใหญ่ ฉางเหยียนยกมือขึ้นทำท่าจะเขกกะโหลกน้องสาว แต่ถูกสายตาห้ามปรามจากผู้เป็นแม่ตวัดมอง กำปั้นจึงถูกลดลง “จะพาป๊าไปรักษาที่เมืองนอกเหรอครับ” หลิวซูเหยียน ลูกชายคนที่สองของบ้านเอ่ยถาม อวี้หลัวส่ายหน้าปฏิเสธ หลิวมู่เหยียน ลูกชายคนที่สามยกแก้วชาขึ้นจิบแล้วสบตาเป่าเป้ยเป็นการถามว่าเธอรู้ไหม เป่าเป้ยส่ายหน้าตอบ หลังจากตัดสินใจอยู่นาน อวี้หลัวก็เอ่ยขึ้น “วันนี้ป๊าพูดมาคำหนึ่ง ทำให้ม้าฉุกคิดเรื่องราวในอดีตขึ้นมาได้ พวกเราก็เห็นใช่มั้ยว่าป๊าไม่ตอบสนองต่อเครื่องมือแพทย์ ไม่ว่าจะหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาแล้วก็ตาม” อวี้หลัวสบตาลูกทั้งสี่แล้วจึงพูดต่อ “ม้าคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับเรื่องในอดีต ตอนแต่งเข้าบ้านหลิว อากงเล่าว่าบรรพบุรุษสกุลหลิวเคยให้คำสาบานจะยกลูกสาวคนแรกของตระกูลให้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณบ้านเฉิน แต่ตลอดระยะเวลาหลายช่วงอายุคน สกุลหลิวไม่เคยให้กำเนิดเด็กผู้หญิงได้เลย” เล่ามาถึงตรงนี้พี่ชายทั้งสามพร้อมใจกันหันมามองน้องเล็กสุดของบ้าน เป่าเป้ยกะพริบตาปริบๆ ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย เริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี “จนมาถึงรุ่นของหลิวเฟิ่ง พวกเราให้กำเนิดลูกสาวคนแรก” อวี้หลัวสบตาเป่าเป้ย “แต่กลับไม่ได้สนใจเรื่องเล่าของอากงเลยสักนิด” “ใครก็รู้ว่าบ้านเราไม่ถูกกับสกุลเฉิน” ฉางเหยียนพี่ใหญ่ของบ้านมีท่าที่หงุดหงิดคล้ายจะเดาเรื่องที่ม้าจะสื่อได้แล้ว “ม้ารู้... แต่ตอนนี้ม้าจนปัญญาเหลือเกิน...ฉางเหยียน ลูกก็เห็นว่าสองปีมานี้อาการป๊าทรุดลงตลอด” อวี้หลัวไม่อาจกักเก็บน้ำตาเอาไว้ได้ เพียงแค่คิดว่าวันหนึ่งต้องสูญเสียสามีไป หัวใจของเธอก็คล้ายถูกบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก “ก็แค่เรื่องเล่าต่อๆ กันมานะม้า เราพิสูจน์ไม่ได้เลยว่ามันจริงแค่ไหน” “อาการของป๊าบ่งบอกทุกอย่างแล้ว” หลิวมู่เหยียนพูดขึ้นบ้าง พลางยกน้ำชาขึ้นมาจิบ แต่หนนี้กลับถูกมือดีแย่งไป ฉางเหยียน “แกหมายความว่าไงอามู่ แกจะยกน้องน้อยให้คนบ้านนั้นหรือไงวะ” “เฮียพูดเองทั้งนั้น ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรสักคำ” มู่เหยียนขมวดคิ้วดึงแก้วน้ำชาคืนแต่ถูกฉางเหยียนกระดกน้ำชาในแก้วจนหมดเกลี้ยงถึงยอมส่งคืนให้ “ผมไม่เห็นด้วย เป่าเป้ยของเราจะไม่แต่งเข้าบ้านเฉินเด็ดขาด” ร่างสูงลุกขึ้นดวงตาแน่วแน่ไม่เคยจริงจังอะไรเท่านี้มาก่อน “ใช่ว่าม้าอยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้เสียเมื่อไร แต่ถ้ามันมีวิธีที่พอจะทำได้…” “ม้าจะไม่ถามความคิดเห็นน้องเล็กก่อนเหรอครับ ยังไงเราก็ต้องเคราพความรู้สึกของน้องด้วย” ซูเหยียนมีท่าทีสงบสุดในบรรดาพี่น้องรวมถึงความสุขุมนุ่มลึกที่ขาดไปในตัวของพี่ใหญ่ ราวกับว่าคนทั้งสองสลับเวลาเกิดกันอย่างไรอย่างนั้น เมื่อได้ยินดังนั้นก็เหมือนได้ดึงสติอวี้หลัวกลับมา จริงอย่างที่ซูเหยียนกล่าวทุกประการ ถึงอย่างไรเธอก็ควรถามเป่าเป้ยเสียก่อน แม้จะรักสามีแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจทำร้ายจิตใจลูกสาวได้ “เป่าเป้ย…ม้าขอโทษ ม้าไม่ควร” “แค่ต้องแต่งเข้าบ้านเฉินให้ได้ใช่มั้ยคะ” หลิวฉางเหยียนเบิกตากว้างเดินไปหาน้องเล็ก ฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างโอบแก้มเนียนนุ่มเอาไว้แล้วเขย่าใบหน้าเธอเบาๆ “เธอเสียสติไปแล้วเหรอเป้ยเป้ย” “เฮียฉางหยุด! อย่าเพิ่งพูด” เป่าเป้ยยกมือขึ้นจิ้มใบหน้าพี่ชาย อีกฝ่ายอ้าปากค้าง แต่พอเห็นน้องสาวมีสีหน้าตึงเครียดก็ยอมลงให้ เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วกลับไปนั่งเก้าอี้ตามเดิม “ถ้ามันทำให้อาการของป๊าดีขึ้นได้จริงๆ ต่อให้ต้องบุกป่าฝ่าดงเป่าเป้ยคนนี้ก็ยอมทั้งนั้น” “โธ่ อาเป้ย…” อวี้หลัวรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวลูกสาว ต่างจากพี่ชายคนโตที่ในตอนนี้หน้าตึงเสียยิ่งกว่าใคร “หลิวกับเฉินไม่ถูกกันมานานแล้ว ต่อให้เป้ยเป้ยยอมตบแต่งก็ใช่ว่าคนบ้านนั้นจะยอมรับ” มู่เหยียนพูดจบ ฉางเหยียน ก็ตบโต๊ะเสียงดัง “บ๊ะ! ไม่ยอมก็ไม่ต้องแต่ง” “หรือเฮียจะไปแต่งแทนน้องล่ะ” เป่าเป้ยเย้าแหย่แลบลิ้นทำหน้าทะเล้น ฉางเหยียนพอได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างแทบอยากพุ่งไปบีบคอน้องสาวให้รู้แล้วรู้รอด “ม้าว่าจะลองไปคุยเผื่อพวกเขาจะเห็นใจเราบ้าง ยังไงก็เคยเป็นสหายที่ดีต่อกันมาก่อน” “หมายถึงชาติก่อนน่ะใช่!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD