บทที่2
บริเวณบ้านของคุณลุงคุณป้ากว้างมาก มีต้นไม้เล็กใหญ่ ร่มรื่น จัดสวนไว้อย่างสวยงาม มีน้ำตกจำลองอยู่ข้างบ้าน ไหลไปตามทางเล็กๆ ลงสู่สระที่มีกอบัวหลายสี กำลังออกดอก ชูช่อแข่งกันบานสะพรั่ง ถัดไปประมาณห้าสิบเมตร มีบ้านหลังเล็กน่ารักอยู่หลังหนึ่ง เป็นบ้านชั้นเดียว ฉันเดินเข้าไปดูใกล้ๆ รอบๆ บ้านมีสายน้ำไหล ก่อนถึงตัวบ้าน มีสะพานโค้งน้อยๆ ข้ามไป ข้างบ้านเป็นระเบียงนั่ง ใครช่างแต่งบ้านได้น่ารักขนาดนี้นะ ปลูกต้นไม้ที่เป็นเถาวัลย์พันเลี้อยขึ้นไปทำเป็นซุ้ม ดูร่มเย็น ฉันเห็นดอกของต้นไม้เลื้อยต้นนี้ กำลังออกดอก เป็นดอกสีขาวเหมือนดอกพุด แต่ใหญ่กว่ามากดอกมีลักษณะคล้ายถ้วย ตอนปลายของดอกจะบานกว้าง เหมือนแตร ช่อหนึ่งมีหลายดอก กลิ่นหอมเหมือนดอกพุด ถ้าฉันจำไม่ผิด ต้นนี้มีชื่อว่า ต้นหิรัญญิกา ฉันเดินดูข้างบ้าน มีต้นไม้ใหญ่ รอบๆ ลำต้นประดับด้วยต้นกล้วยไม้ป่า อยู่เต็มไปหมด กิ่งของลำต้นที่แผ่ออก ยังผูกชิงช้าไว้นั่งได้อีก ถัดไปอีกนิด มีซุ้มคล้ายศาลาริมน้ำ ข้างหน้าศาลาเป็นสระน้ำกว้าง ปลูกบัวไว้เป็นหย่อมๆ บ้านนี้สระน้ำเยอะจัง หรือเป็นเคล็ดของเขาก็ไม่รู้
ฉันเดินมานั่งที่ชิงช้า แกว่งตัวเองเบาๆ ฮำเพลงอย่างสบายอารมณ์ คิดโน่นคิดนี่เรื่อยเปื่อย วันหลังขอมานั่งที่นี่อีกดีกว่า วันนี้พอแค่นี้ก่อน ต่อไปคงได้สำรวจนานๆ เพราะต้องมาอยู่ใกล้ๆ ป่านนี้แม่คงรอ หรือเป็นห่วงแล้ว
ขณะที่ตัวเองกำลังตัดสินใจ ลุกขึ้นจากชิงช้า เพื่อหันหลังจะกลับไปหาพ่อกับแม่ ก็ตกใจ...
“ อุ๊ย!!!นายเป็นใครน่ะ ”
ผู้ชายคนหนึ่ง ยืนกอดอก...มองฉัน...ดวงตาของเขา ที่ฉันเห็น เป็นประกาย ก่อนเปลี่ยนไป
“ ฉันควรถามเธอมากกว่า...ว่าเธอเป็นใคร..แล้วถือดียังไงมานั่งชิงช้าของฉัน ”
เขาทำเสียงดุ หน้านิ่งมาก ไม่เข้ากับหน้าตาที่หล่อไม่เกรงใจใครนั่นเลยสักนิด
ฉันเชิดหน้าสวยของตัวเองขึ้น แล้วตอบออกไปอย่างถือดี
“ ก็ไม่เห็นเขียนป้ายบอกไว้นี่ ว่าห้ามนั่ง แต่ในเมื่อฉันนั่งไปแล้ว นายจะคิดเท่าไหร่ล่ะ ”
ฉันมองตาคมนั่นไม่หลบ คำพูดของฉันเป็นผลให้เขาเดินเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น... เฮ้ย!!!ใกล้มากไปม้างงงง
เขาสูงกว่าฉันอยู่มาก รูปร่างสูงเพรียว ผิวขาว หน้าคมเข้ม เขายืนมองหน้าฉันนิ่ง ไม่ตอบคำถามที่ฉันถามไปเมื่อครู่ แล้วจะมองหน้าฉันอะไรขนาดนี้วะ..
“ ทำไม!!!หน้าฉัน เหมือนญาติฝ่ายไหนของนายหรือเปล่า...มองอยู่ได้ ”
ฉันสบัดหน้า เสมองไปทางอื่น มองกันขนาดนี้ฉันก็เขินเป็นนะ
“ เธอ...คือใคร ”
เขาพูดเสียงอ่อนลง...กลัวฉันล่ะซี้ ไม่แน่นี่นา..
“ ฉันออกมาจากต้นไม้ ชื่อว่า แฟรี่ แปลว่านางฟ้า อย่าลืมล่ะ ”
ฉันยักไหล่...ก่อนสะบัดผมเดินออกมา ถูกหน้าเขาหรือเปล่าไม่รู้
ก่อนไปยังหันกลับไปยักคิ้ว ทำหน้าทะเล้นให้เขาอีก
ฉันไม่อยากต่อปากต่อคำ กับเขามากนัก ไม่ใช่กลัวหรอก เพราะคิดได้ว่า เขาอาจจะเป็นลูกชายคนหนึ่งคนใด ของคุณป้ากับคุณลุงน่ะสิ ต่อไปต้องเจอกันบ่อยๆ ขืนไม่ชอบขี้หน้ากันตั้งแต่ตอนนี้ คุณลุงคุณป้ารู้เข้า คงลำบากใจ รวมไปถึงพ่อกับแม่ของฉันด้วย
ขากลับบ้าน ฉันกลับกับแม่สองคน คุณป้าสั่งให้คนขับรถที่บ้าน ขับรถมาส่งเราที่ต่างจังหวัด ท่านใจดี มีน้ำใจ ชนิดว่าหาได้ยาก ในสังคมปัจจุบัน
ก่อนรถออก ฉันอดหันไปมองบ้านหลังนั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า เพราะฉันเห็น เขาคนนั้น ยืนกอดอกพิงต้นหิรัญญิกา มองมาทางฉันเช่นกัน ฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็นท่าทางแบบนี้ และแววตาแบบนี้ ที่ไหนกันนะ ...
เห็นพ่อเล่าว่า คุณลุงให้พ่อเป็นหัวหน้าศูนย์ของมูลนิธิกู้ภัยแห่งหนึ่ง มีคนเก่าลาออกไป ในกรุงเทพมีอุบัติเหตุ บ่อยกว่าต่างจังหวัด มีเกือบทุกคืน พวกอาสากู้ภัยต้องอยู่สลับเวรกัน ส่วนตอนกลางวันมีอีกชุดหนึ่ง พ่อจะเหนื่อยไหมนะ ฉันเป็นห่วง เพราะตอนกลางวัน ท่านต้องทำงานประจำ อยู่ต่างจังหวัด อุบัติเหตุไม่ค่อยมีมากนัก ยังมีเวลาพักผ่อน แต่ฉันคิดว่า พ่อคงภูมิใจ ที่ได้ช่วยเหลือผู้คนมากมาย เพราะนี่คือจุดประสงค์ของท่านอย่างแท้จริง...
เอพริล:
ผมยืนมองผู้หญิงคนหนึ่ง สะบัดหน้าหมุนตัวเดินจากไป อย่างขำๆ ทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ผมไม่เคยลืม
“ ฉันชื่อแฟรี่ แปลว่านางฟ้า อย่าลืมล่ะ”
ภาพของเด็กผู้หญิง ผมยาว หน้าตาจิ้มลิ้ม ยืนกอดตุ๊กตาแนนบอก ผุดขึ้นมาในความคิด
ตอนนั้น พ่อพาไปที่ไหนสักแห่ง และเจออุบัติเหตุอยู่ด้านหน้า ท่านออกจากรถ ไปช่วยเหลือ ผู้ที่ประสบเหตุร่วมกับพวกกู้ภัย ที่ท่านเป็นคนก่อตั้งขึ้นมา โดยทิ้งผมไว้ที่รถคนเดียว ตอนนั้นตัวเองอายุแปดขวบ ออกมายืนร้องให้อยู่ข้างๆ รถ
“ นี่...เธอร้องให้ทำไมเหรอ ”
เธอถาม...ผมไม่ตอบ แต่กลับร้องไห้หนักขึ้น เธอเข้ามากอดและพูดปลอบใจ
“ โอ๋...อย่าร้องน้า..เดี๋ยวแฟร์ให้ตุ๊กตาเอาไหม ”
“ ผู้ชายที่ไหนเขาเล่นตุ๊กตากันล่ะ...ยัยบ้า!!! ฮื่อๆๆ” ผมด่าเธอ แต่เธอกลับไม่โกรธ
“ แล้วเธอร้องให้ทำไมล่ะ ” เธอถามผมอีกครั้งหนึ่ง อย่างใจเย็น
“ ก็ฉันกลัว ฮื่อๆๆๆ มีคนตายด้วย ฉันกลัวผีฮื่อๆๆๆ ”
“ เธอเคยเห็นผีเหรอ ”
“ ฮึ ” ผมส่ายหัว
“ ไม่เคยเห็นแล้วจะกลัวไปทำไม...ฉันให้พระเธอก็แล้วกันนะ ท่านจะได้คุ้มครอง ให้เธอปลอดภัย ไม่มีใครทำอะไรเธอได้..รับไปสิ ”
เธอถอดสร้อยพร้อมพระของตัวเอง สวมใส่คอให้ และก่อนที่เธอจะกลับไปนั่งในรถ เธอยังหันกลับมาบอกชื่อตัวเอง
“ ฉันชื่อว่า แฟรี่ แปลว่านางฟ้า อย่าลืมล่ะ ”
ผมยืนมองเธอ ระคนแปลกใจ แล้วกลับขึ้นไปนั่งบนรถเหมือนกัน
ผู้หญิงคนนี้ คือเด็กหญิงคนนั้น เธอโตเป็นสาว หน้าตาสวยมาก คิ้วคางจมูกปาก ตาหวานหยาดเยิ้ม ขนตาหนา งอนยาว กลมกลืนอยู่บนใบหน้า ดวงตาของเธอเมื่อได้สบด้วย เหมือนต้องมนต์ ผมของเธอยาวสลวย มันขลับ จนผมอยากจะขอสัมผัส และที่สำคัญที่สุด เธอคือผู้หญิงคนเดียว ที่อยู่ในฝันของผมตลอดมา
ตั้งแต่ตัวเองอายุได้สิบหก ผมฝันถึงเธอเกือบทุกคืน ในฝัน ผมกับเธอแต่งชุดสวยงาม เหาะเหินเดินอากาศ ได้ จะไปที่ไหนสามารถคิดและถึงได้เลย ได้อยู่ร่วมกัน ได้พูดคุย ได้สัมผัส รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ อยากนอนต่อ เพื่อฝันถึงเธอตลอดเวลา ในที่สุด เธอก็ไม่ใช่เพียงนางในฝันเพียงอย่างเดียว เธอมีตัวตน มีลมหายใจ และเพิ่งจะได้ต่อปากต่อคำด้วย ก่อนไปยังทำหน้าทะเล้น พูดจากวนประสาท แล้วเมื่อไหร่จะได้พบเธออีกนะ..
แฟรี่:
สองเดือนต่อมา พ่อมารับฉัน ก่อนเปิดเทอมสองวัน ฉันมุดรั้วมาทักทายคุณลุงคุณป้า เผลอมองไปที่บ้านน่ารักหลังนั้น มองแล้วก็อดคิดถึงเจ้าของชิงช้าขี้หวงนั่นไม่ได้ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เขาชอบเข้ามาอยู่ในสมาธิเสมอ ใบหน้าคม คอยรบกวนจิตใจฉันอยู่ตลอดเวลา เขาชื่ออะไรนะ ออกัส หรือ เอพริล
ฉันเดินด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าตึกใหญ่ ตามหาคนรับใช้ จะให้ไปเรียนท่านว่า ฉันมาขอพบ ดีกว่าเดินดุ่มๆ เข้าไปเลย
ฉันเดินอ้อมมาเจอกับสวนดอกไม้เล็กๆ ที่เมื่อสองเดือนก่อนยังไม่มี ดอกกุหลาบสีแดงเลือดนก สวยอะไรแบบนี้นะ ฉันค่อยๆ ย่อตัวหอมไปที่ดอกของมันอย่างชื่นใจ
“ หยุดนะ.!!!นั่นเธอกำลังจะทำอะไรน่ะ กล้าดียังไงมายุ่งกับดอกกุหลาบของฉัน ”
เสียงของผู้ชายคนหนึ่ง ตะโกนออกมาเสียงดัง จนทำให้หน้าฉันเกือบทิ่มไปใส่หนามแหลมๆ ของกุหลาบนั่นแล้ว ไอ้....อุ๊ย!!!นางฟ้า หล่อนห้ามหยาบคายเด็ดขาดเลยนะ !!! ฉันยืนยืดตัว เต็มความสูง ( นี่สูงแล้วใช่ไหม ) ค่อยๆ หันไปมองเจ้าของเสียงนั่นอย่างเต็มตา น่าเบื่อเสียจริง!!!คนบ้านนี้ทำไม่ขี้หวงกันนักนะ คนนั้นหวงชิงช้า มาคนนี้หวงดอกไม้ ทั้งๆ ที่หน้าตาเป็นผู้ชายเต็มขั้น ยังชอบดอกไม้อีก ตุ๊ดป่ะเนี่ย...
“ นี่นายจะหวงอะไรนักหนาฮะ...ฉันแค่ดม ไม่ได้กินเสียหน่อย ”
ถ้าฉันทายไม่ผิดผู้ชายตรงหน้านี่ ต้องเป็นออกัส เพราะเขาแต่ชุดตำรวจนอกเครื่องแบบ ท่อนล่างใส่กางเกงสีกากี ส่วนเสื้อเป็นเสื้อยืดสีขาวแขนจ้ำ มีตราประทับรูปโล่ อยู่บนหน้าอกเสื้อข้างซ้าย เพราะพ่อบอกว่า คนพี่เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อยมาหมาดๆ งั้นเขาคนนั้นก็คือเอพริลสินะ หน้าตาทั้งคู่ดูคล้ายๆ กัน แต่นายคนนี้คล้ำกว่า หน้าแก่กว่า อย่าคิดนะว่าฉันจะกลัว ศพกับผี ฉันยังไม่กลัวเลย
“ แต่เธอทำให้กลิ่นมันหมดไปนะ..”
ฉันกำลังจะอ้าปากเถียง
“ หยุด!!!เธอมีสิทธิที่จะไม่พูด ”.
เขาชี้มาที่หน้าฉัน ฉันแบะปากกลับไปอย่างกวนๆ
“ แต่ถ้าฉันพูด คำพูดของฉันสามารถ เป็นพยานในชั้นศาลได้..ยังงั้นใช่ไหม ”
สงสัยเขาจะดูหนังมากไปหรือเปล่า ฉันเลยช่วยต่อให้ซะเลย
“ เธอรู้ได้ไงว่าฉันจะพูดแบบนี้อ่ะ ”
“ โธ่เอ๋ย!!! จำมาจากหนังนะสิ นายนี่มันเสล่อจริงๆ ”
ฉันหลอกด่าให้...ยังไม่รู้อีก
“ เธอพูดกับฉันแบบนี้ รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ” เขาเบ่ง
“ เป็นตำรวจตุ๊ดนะสิ.”
..ปั๊ก!!!.
“ แหวะ!! ”
ฉันเตะหน้าแข้งเขาไปหนึ่งที หันไปแลบลิ้นใส่ แล้วเดินหนีเขา ขึ้นไปหาคุณป้า บนตึกใหญ่ทันที ยังไงก็หาพวกเอาไว้ก่อน
ดีกว่า