ฉันเดินออกมาจากบ้าน เพื่อที่จะเดินไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าปากซอย เพราะมหาลัยกับที่ทำงานของพ่อ อยู่คนละทางกัน ฉันโตแล้ว เลยไม่อยากเป็นภาระท่านมากนัก เดี๋ยวใครๆ จะว่าๆ ฉันยังเป็นลูกแหง่
เอี๊ยดดดดดด!!!
เสียงเบรคและเสียงล้อที่กำลังเสียดสีกับถนน ทำให้ฉันอดหันไปมองไม่ได้ นายออกัสจอมกวนนี่เอง
“ นี่เธอให้ฉันไปส่งเอาไหม ”
เขาเปิดกระจกรถพูดกับฉัน แต่ฉันกลับทำหูทวนลม เดินต่อไปซะงั้น
“ รถฉันน่ะแรงนะ ”
เขายังตะโกนตามมาอีก
“ ก็เอาไว้ให้ตัวแรงของนายนั่งเถอะ ฉันขอไปรถเมล์ดีกว่าไปกับนาย แหวะ!!! ”
ฉันหันไปว่าและแลบลิ้นใส่เขาอีก นึกว่าตัวเองกับรถเท่ห์นักหรือไง ฉันไม่สนหรอก ฉันไปยืนดมกลิ่นจั๊กแร้ผู้โดยสารบนรถเมล์ ยังดีกว่าทนนั่งดมกลิ่น หมาเน่าในปากนายนั่นเสียอีก
ฉันเดินเข้าไปนั่งโต๊ะที่ว่างในห้องเรียน เพื่อรออาจารย์ที่กำลังจะมาสอน ทุกคนหันมามองฉัน เหมือนเห็นตัวประหลาด เหมือนที่ป้ายรถเมล์เมื่อเช้านี้ ฉันก้มมองตัวเอง สำรวจว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
“ เขามองเธอเพราะเธอน่ะ สวยมาก ยิ่งผมด้วย ส้วยสวย...เธอชื่ออะไรน่ะ ”
ผู้หญิงคนนี้ช่วยบอกเหตุผลที่ฉันสงสัย นี่คือเพื่อนคนแรกของฉันเลยนะ ฉันหันไปยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร
“ แฟรี่...เรียกแฟร์เฉยๆ ก็ได้...แล้วเธอล่ะ ”
ฉันถามเธอกลับไปบ้าง
“ ฉันชื่อ...นานา...เรามาเป็นเพื่อนกันนะ ”
เธอยิ้มให้ฉันอย่างจริงใจ
“ ฮื่อ..ได้สิ...เธอคือเพื่อนคนแรกของฉันเลยนะ ”
ฉันส่งนิ้วก้อยให้นานาเกี่ยว เพื่อมิตรภาพของเรา แต่สายตาตัวเองดันเหลือบไปเห็น เอพริล เขากำลังมองฉันอยู่ เราอยู่ห้องเดียวกันจริงๆ ฉันยักคิ้วให้เขา เขาเพียงแต่ยิ้มที่มุมปากเพียงอย่างเดียว
“ ใครเหรอแฟร์ที่ยิ้มให้เธอน่ะ ”
นานาคงเห็นว่าฉันยักคิ้วให้เอพริล เลยถามด้วยความสงสัย
“ เอพริล...บ้านเราอยู่ติดกัน ”
“ หล่อเนอะ ”
ฉันไม่ตอบนานา เพราะอาจารย์เดินเข้ามาในห้องพอดี เราเลยต้องเลิกซักถามกันทันที
วิชาแรกเราไม่ได้เรียนกันมากนักเพราะ เป็นการแนะนำตัวกันมากกว่า ฉันหันไปเห็นนายนั่น มีสาวๆ นั่งอยู่ข้างๆ พอดี เสน่ห์แรงจริงนะ วันแรกก็มีสาวมาคอยเอาใจแล้ว
“ กลับด้วยกันสิ ”
เอพริลยืนพิงรถ เรียกให้ฉันกลับด้วยกัน วันนี้มันวันอะไรนะ ตอนเช้าเจอพี่ ตอนเย็นเจอน้อง
“ ไม่...ฉันจะกลับรถเมล์...ชอบ..เพื่อนเยอะดี ”
ฉันตอบเขาก่อนจะเดินหนี
“ แฟร์...กลับกับฉันเถอะ แม่สั่งมาว่าให้รับเธอกลับไปด้วย เมื่อเช้าฉันตื่นไม่ทันเธอน่ะ เลยไม่ได้รับเธอมาด้วยกัน ”
ฉันว่าฉันเห็นเขามาถึงก่อนนะ หรือเป็นเพราะฉันนั่งรถเมล์ เลยช้ากว่าเขา ที่ตื่นทีหลังฉันเสียอีก
“ ถ้านายลำบากใจ ฉันจะบอกคุณป้าให้...ฉันไม่ชอบเป็นภาระของใคร ”
“ ฉันเต็มใจ...มาสิ ”
เขาเปิดประตูด้านข้างคนขับให้ ฉันเลยจำใจต้องนั่งกลับบ้านพร้อมเขา เราไม่ค่อยคุยกันมากนัก ทั้งๆ ที่ฉันเป็นคนพูดค่อนข้างเก่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร สงสัยจะเซ็งล่ะมั้ง
เขาไม่จอดรถให้ฉันลงหน้าบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านฉันถึงก่อน ฉันไม่ถามล่ะ เดินกลับเอาเองก็ได้ เพราะไม่ไกลกันมากนัก
“ ไปบ้านฉันกันไหม ”
เขาหันมาชวนฉันก่อนลงจากรถ...เอ๊ะ...วันนี้มาแปลก
“ หิรัญญิกา กับดอกกล้วยไม้ป่าน่ะ ออกดอกเต็มต้นเลยนะ หอมแล้วก็สวยมาก ชอบไม่ใช่เหรอ ”
เขายิ้มกว้าง...พยายามเอาของมาล่อ ซึ่งมันก็ได้ผล
“ แป๊บหนึ่งก็ได้ ”
ฉันตอบอย่างไว้เชิงนิดหนึ่ง ตั้งแต่เจอเขาเมื่อสองเดือนก่อน ฉันไม่เคยไปเหยียบบ้านเขาอีกเลย เพราะคิดว่าเขาคงหวง เลยไม่อยากให้เขายุ่งยากใจ ได้แต่ชะเง้อชะแง้มองอยู่ห่างๆ
ดอกหิรัญญิกาออกดอกเต็มไปหมด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันทำให้ชื่นใจ ฉันเดินไปที่ชิงช้า เขาเปลี่ยนใหม่เหมือนที่เขาบอก ชิงช้าอันใหญ่กว่าเดิม ลักษณะเหมือนบุ้งกี๋ ดอกกล้วยไม้ป่าก็ออกดอกแล้วจริงๆ ด้วย แต่นี่มันหน้าฝนนะ ไม้ดอกพวกนี้ มันต้องออกหน้าหนาวกันไม่ใช่เหรอ
“ นายทำยังไง มันถึงออกดอกหน้านี้ได้ ”
ฉันหันไปถามเขา ที่ยืนกอดอกพิงต้นหิรัญญิกาอยู่ เขาทำท่าแบบนี้บ่อยจัง
“ ใส่ปุ๋ยบำรุง เร่งดอก...บังคับมันน่ะ ”
“ นายน่าเรียนเกษตร มากกว่า เรียนสังคมสงเคราะห์นะ ”
“ ฉันรู้สึกว่า..ตัวเองต้องอยู่คณะนี้...ทำไมไม่รู้ ”
“ แล้วนายชอบหรือเปล่าล่ะ”
“ ก็ชอบนะ...แล้วเธอล่ะ...ทำไมถึงเลือกคณะนี้ ”
“ ก็ชอบเหมือนนายนั่นแหละ ”
ฉันตอบเขา พร้อมกับยิ้มให้เขาจนตาหยี
" มานั่งตรงนี้ด้วยกันใหม ”
เขาชวนฉันนั่งที่ระเบียงด้วยกัน แต่ฉันว่านั่งชิงช้าสบายกว่าเยอะ
“ นายมานั่งชิงช้ากับฉันสิ...ที่ยังเหลืออยู่นะ ”
เขาเดินมานั่งข้างๆ ฉันตามคำชวน เราเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้นไม่เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกัน
“ ทำไมนายไม่อยู่บนตึกใหญ่กับครอบครัวของนายล่ะ ” ฉันอยากรู้ ว่าเพราะอะไรเขาถึงแยกตัวเองออกมา
“ ฉันชอบอยู่คนเดียวมากกว่า...ชอบบ้านหลังเล็กๆ อบอุ่นดี ”
“ นายนี่แปลกดีนะ บอกอยู่คนเดียวอบอุ่น...เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ ” เขาหันมายิ้มให้อย่างเปิดเผย
“ เอ๊ะ!!!...ทำไมพระของนายเหมือน…”
ฉันชี้ไปที่คอเสื้อของเขา ที่กระดุมเสื้อหลุดลงมาสองเม็ด ทำให้ฉันมองเห็นพระที่เขาสวมอยู่ ฉันจำพระองค์นี้ได้ มันเหมือนของฉัน ที่เคยให้เด็กคนนั้นไป เขายิ้มมากขึ้น อย่าบอกนะว่าเขาคือ...
“ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาน่ารัก ผมยาว อุ้มตุ๊กตาไว้ที่อก ให้ฉันมาเมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้ว...ก่อนไปเธอบอกว่าเธอชื่อแฟรี่ แปลว่านางฟ้า อย่าลืมนะ...ตั้งแต่นั้นมาฉันไม่เคยลืมเธอเลย ”
“ ไม่น่าเชื่อ...ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นจะเป็นนาย ”
“ วันนั้นที่ฉันพูดกับเธอไม่ดี ฉันขอโทษนะ ”
นั่นสิ เขารู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นคือฉัน เพราะวันนั้นฉันบอกชื่อเขาไปด้วย
“ แล้วนายเลิกกลัวคนตาย เลิกกลัวผีหรือยังล่ะ ”
ฉันยิ้มขำ เมื่อนึกถึงเด็กผู้ชายคนนั้น
“ ไม่กลัวแล้ว...ก็มีพระองค์นี้อยู่ด้วยตลอดเวลา ”
เขาหันมามองหน้าฉันในระยะใกล้ ฉันต้องเสมองไปทางอื่น และเปลี่ยนเรื่องคุยแก้เขินไปเลยดีกว่า
“ ฉันเห็นในโรงรถ มีรถเหมือน เป็นรถกู้ภัย ของใครเหรอ ”
“ ของฉันเอง กับพ่อน่ะ...ฉันออกกู้ภัย ในเวลากลางคืน กลางวันก็เรียน ”
เขาเริ่มเล่าเรื่องของตัวเองให้ฉันฟัง
“ พ่อบอกว่า ยิ่งกลัวก็ยิ่งต้องทำ ฉันออกกู้ภัยกับพ่อตอนอายุสิบห้า ฉันทำมันน้อยกว่าเธออีก พ่อบอกว่าเธอทำกู้ภัยตอนอายุสิบเอ็ด เธอเก่งนะ ”
“ ฉันอยากทำน่ะ...มันคือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากช่วยคน..ฉันอยู่ที่นี่ ฉันก็จะอาสาทำงานกู้ภัย กับพ่อเหมือนเดิม บอกท่านไปแล้ว...ท่านก็ตัดชุดไว้ให้ฉันแล้วด้วย...ชุดกู้ภัยที่นี่เท่ห์ดี เหมือนชุดหมีเลย ”
“ พรุ่งนี้เธอไปมหาลัยกับฉันนะ ...แล้วกลับด้วยกันทุกวันได้ไหม ”
เขาชวนฉันเปลี่ยนเรื่องคุยเฉยเลย
“ อย่าเลย...ฉันไปเองกลับเองดีกว่า ”
ฉันรีบปฏิเสธ เพราะไม่อยากใกล้ชิดเขามากนัก ไม่ได้รังเกียจ แต่ใจมันหวิวเมื่ออยู่ใกล้เขา แม้กระทั่งตอนนี้
“ งั้นเป็นบางวันก็ได้ ”
เขาต่อรอง ฉันมองหน้าเขาอย่างคนที่กำลังตัดสินใจ
“ ก็ได้...ถ้าวันไหนฉันต้องการไปหรือกลับ ฉันจะบอกนายก็แล้วกัน โอเคป่ะ ”
ฉันเอียงคอยิ้มให้เขา เขายิ้มตอบกลับมาอย่างพอใจ ฉันลุกขึ้นยืนก่อนหันไปบอกเขา
“ ฉันจะกลับแล้ว ต้องทำกับข้าวไว้ให้พ่อ ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านกลับหรือยัง ”
“ ให้ฉันไปส่งนะ ”
ฉันพยักหน้าให้แทนคำตอบ