“หญิงไม่กลับ”
“เพื่อนของหญิงก็กลับบ้านวันนี้กับครอบครัวทั้งนั้นไม่ใช่หรือ หญิงจะอยู่กับใคร”
“หญิงอยู่ได้ อ่านหนังสือเงียบๆ ไม่วุ่นวายดี”
คุณหญิงขวัญสุดายืนยันหนักแน่น สีหน้าเรียบสนิทแม้ในยามตอบคำถามบิดา
ท่านชายรัชภาคถอนพระทัย รู้ว่าบุตรีขุ่นเคืองใจเรื่องใด ท่านคบหาดูใจกับสาวิตรีมาสองปี คิดว่าบุตรสาวโตพอที่จะเข้าใจเรื่องของผู้ใหญ่ เพราะอายุครบสิบเจ็ดปีแล้ว และอีกหนึ่งเดือนก็จบชั้นมัธยมปีที่ห้าขึ้นชั้นมัธยมหก ทว่าหลังจดทะเบียนสมรส พาหม่อมคนใหม่เข้ามาอยู่ในวังบุตรสาวกลับประท้วงด้วยการไม่ยอมกลับวัง
“หญิงไม่กลับวังมาสามสัปดาห์แล้วนะลูก ต่อต้านอาสาวิตรีด้วยวิธีนี้ไม่น่ารักเลย อย่างไรปิดเทอมหญิงก็ต้องอยู่ที่วัง พ่ออยากให้หญิงได้ทำความรู้จักกับอาสาวิตรีมากขึ้น ใช้เวลาด้วยกัน หญิงจะรู้ว่าอาสาวิตรีใจดีมากนะลูก”
“ยังไงหญิงก็ไปซัมเมอร์ที่ปีนัง ไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักกับใครหรอกเพคะ”
“ปีนี้พ่ออยากให้ลูกอยู่เมืองไทย อยู่ด้วยกันสามคนแบบครอบครัว วันหยุดยาวพ่อจะพาไปพักผ่อนที่หัวหิน”
“อะไรนะเพคะ”
คุณหญิงขวัญสุดาเสียงดังขึ้น
“ท่านพ่อจะไม่ให้ลูกไปปีนัง?”
ท่านชายกับบุตรสาวคุยกันห่างออกมาใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นซึ่งมีม้านั่ง ไกลจากรถที่สาวิตรีนั่งรออยู่เพราะคุณหญิงไม่ยอมไปที่รถ ไม่ยอมกลับวัง แม้จะเป็นวันพฤหัสบดีทว่าโรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนหยุดหลังจากทำกิจกรรมวันครบรอบก่อตั้งโรงเรียน
“อาสาวิตรีเข้ามาอยู่ที่วังเกือบสองเดือนแล้ว หญิงไม่ยอมพูดไม่ยอมคุยกับอาเขา แล้วนี่ยังไม่ยอมกลับวัง ทำตัวเป็นเด็กดื้อแพ่งไม่มีเหตุผลแบบนี้จะให้พ่อทำยังไง ลูกไปซัมเมอร์ที่ปีนังก็เท่ากับห่างเหินกันไปอีก เมื่อไหร่เราจะได้อยู่พร้อมหน้าแบบครอบครัว”
ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหญิงขวัญสุดาไม่กลับวัง โดยใช้ข้ออ้างต้องตั้งใจกับการฝึกซ้อมเปียโนกับอ่านหนังสือเตรียมสอบปลายภาค
“แต่หญิงไปซัมเมอร์ก็เพื่อฝึกภาษาอังกฤษนี่เพคะ ท่านพ่อต้องการให้หญิงไปเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่หรือเพคะ”
“หญิงเก่งภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไว้จบมัธยมหก ไปต่างประเทศเร็วหน่อยก็ฝึกเพิ่มได้ ตอนนี้พ่อต้องการให้หญิงยอมรับอาสาวิตรีในฐานะแม่เลี้ยงของหญิงมากกว่า...”
“ไม่เพคะ ไม่มีใครมาแทนที่หม่อมแม่ได้”
เสียงเครือหวานเอ่ยแทรกท่านชายด้วยความรู้สึกรับไม่ได้ที่บิดาให้ความสำคัญกับผู้หญิงคนอื่น ถึงขั้นไม่ส่งตนไปเรียนภาษาเพิ่มเติม ร่างโปร่งอรชรหันหลังวิ่งหนีบิดาตน เพราะเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นลงจากรถเดินมาตรงนี้ ไม่อยากพูดคุยหรือเห็นหน้าอีกฝ่าย
“หญิง...”
“คุณหญิงโกรธที่สามาโรงเรียนหรือเพคะท่านชาย”
สาวิตรีเข้ามาเกาะกรท่านชายก่อนจะขยับตามบุตรสาว
“หญิงโกรธเรื่องที่ฉันจะไม่ส่งไปเรียนซัมเมอร์ที่ปีนังน่ะ ฉันอยากให้เธอกับหญิงมีเวลาอยู่ด้วยกันช่วงวันหยุด แต่ลูกยังดื้อ”
ทว่าเพียงละเนตรหันมาคุยกับหม่อมคนใหม่ หันกลับไปอีกครั้งก็ไม่เห็นร่างอรชรบอบบางของบุตรสาวแล้ว
“เห็นทีวันนี้คงจะบังคับกลับวังไม่ได้เสียแล้วล่ะ”
ร่างเล็กวิ่งพรวดมาจากมุมตึกแล้วชนเข้ากับร่างสูงที่ค่อนข้างแข็งแกร่งอย่างจังทำเอาล้มหงายหลังก้นกระแทกพื้นเต็มๆ ที่แย่ไปกว่านั้นคือกระโปรงเจ้าตัวเปิดขึ้นสูงจนถึงต้นขาทีเดียว
“โอ๊ย!”
คุณหญิงขวัญสุดารีบดึงกระโปรงของตนลง เป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าของร่างสูงกำยำโน้มกายลงมาพร้อมยื่นมือมาหา
“ขอโทษครับ”
แปะ...
มือบางปัดมือหนาของอีกฝ่ายออกอย่างแรง พลางมองเขาด้วยสายตาราวกล่าวหา ขณะที่ชายหนุ่มมองสบดวงตาคู่งามด้วยตาคมเข้มฉายแววประหลาดใจ เมื่อคนตัวเล็กลุกขึ้นด้วยตนเองทังยั้งผลักอกเขาประทุษร้ายซ้ำอีกครั้ง
“นี่แน่ะ”
ร่างสูงกำยำผงะเล็กน้อย ยังไม่ทันเอ่ยอะไรสาวน้อยหน้าใสก็ผลุนผลันวิ่งหนีไป เป็นเวลาเดียวกับเสียงเรียกตนจากด้านหลัง
“พี่เธียร”
ชายหนุ่มหันมองคนเรียกเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองเบื้องหลังบอบบางของคนที่เพิ่งชนกับตน
“มีอะไรเหรอคะ เมื่อกี้เหมือนเห็นคุณหญิงผลักพี่เธียร”
คนมาใหม่เกาะแขนพลางถาม สายตาที่มองตามคุณหญิงขวัญสุดาดูไม่ชอบใจนัก
“เรารู้จักหรือ?”
“รู้จักสิคะ ก็คุณหญิงขวัญสุดา ราชวิกรณ์ บุตรสาวคนเดียวของท่านชายรัชภาค ราชวิกรณ์ ที่เรียนชั้นเดียวกันกับลักษณ์ไงคะ”
คนฟังเหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าเป็นคุณหญิงที่บรรเลงเปียโนเดี่ยวนั่นเอง อีกทั้งน้ำเสียงคนพูดสะบัดนิดๆ มุมปากได้รูปจึงยกยิ้มบาง มือหนายกขึ้นลูบศีรษะที่ถักผมเปียยาวสองข้าง เหมือนเช่นเด็กนักเรียนหลายคนในโรงเรียน รวมทั้งคุณหญิงที่เพิ่งชนกับเขาก็เช่นกัน
“คุณหญิงขวัญ คนที่เราเขียนจดหมายไปบ่นกับพี่บ่อยๆ ว่าชอบก่อเรื่องให้เรากับคุณหญิงนางนั่นเอง”
“ใช่ค่ะ”
ริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อนอย่างธรรมชาติยื่นนิดๆ ดวงตาเรียวสวยคมเข้มดูคล้ายชายหนุ่มราวพิมพ์เดียวสบกับเขาพลางถาม
“ตกลงเมื่อกี้คุณหญิงหาเรื่องพี่เธียรหรือเปล่าคะ”
“คุณหญิงเขาจะมาหาเรื่องพี่ทำไม เขาไม่รู้ว่าพี่เป็นใครสักหน่อย แค่เดินชนกันเท่านั้นเอง พูดเหมือนเพื่อนเราเป็นนักเลงโตไปได้”
น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“พี่เธียรพูดเหมือนตาเห็นเลยค่ะ ขานั้นน่ะใครๆ ก็แอบเรียกลับหลังว่าคุณหญิงสุดแสบทั้งนั้น แล้วเพื่อนของลักษณ์ คุณหญิงนางค่ะ ไม่ใช่คุณหญิงขวัญ”
“ก็เห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นเดียวกัน”
“แค่เรียนชั้นเดียวกันค่ะ”
เยาวลักษณ์ไม่ยอมเหมารวมเป็นเพื่อนกับคุณหญิงขวัญสุดา
“ไปว่าคนอื่นเขา เราเองก็แสบใช่ย่อย ยอมใครเขาที่ไหน”
ชายหนุ่มจับศีรษะน้องสาวโยกไปมา รู้จักเจ้าตัวดีมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะบิดาตามใจเยาวลักษณ์มาก อีกฝ่ายจึงเอาแต่ใจตัวเองไม่เป็นสองรองใคร เห็นจะเข้าขากันได้ดี ไม่ขัดคอกันก็คือคุณหญิงวรางคณา
คนเป็นน้องสาวหน้างอ ปล่อยมือจากพี่ชาย
“พี่เธียรว่าน้อง คนอุตส่าห์มาตาม เห็นมาเข้าห้องน้ำนาน คิดว่าเดินหลงไปไหนเสียอีก ไม่สนใจแล้ว”
สาวน้อยหมุนตัวเดินไปก่อน ขณะที่ร่างสูงกำยำเดินล้วงกระเป๋าก้าวตามราวไม่ยินดียินร้ายที่น้องสาวงอนตนเอง
ทว่าเมื่อสองพี่น้องมาถึงรถ กลับเห็นว่าบิดามารดาของตนยืนอยู่กับหม่อมเจ้าณรงเดชและหม่อมพรพรรณ รวมทั้งคุณหญิงวรางคณากับชายหนุ่มร่างสูงกำยำไม่ต่างจากเธียร ซึ่งก็คือคุณชายราเมศ พิชิตชัย บุตรชายคนโตของท่านชายนั่นเอง
“อ้าว มากันแล้ว มาทูลลาท่านชายเร็วเข้า ท่านชายกับหม่อม แล้วก็คุณชายคุณหญิงกำลังจะกลับพอดี”
คุณประสานเอ่ยเรียกบุตรทั้งสองทันทีที่เห็น ทำให้เธียรกับเยาวลักษณ์เร่งรีบมาจนยืนใกล้บิดามารดาของตน
“ฝ่าบาท นี่เธียรลูกชายคนโตของกระผมหม่อม”
เธียรยกมือไหว้ท่านชายณรงเดชกับหม่อมพรพรรณ เยาวลักษณ์เองก็เช่นกัน แม้จะมีโอกาสได้เฝ้าบ่อยครั้งเพราะเป็นเพื่อนสนิทของคุณหญิงวรางคณา หากวันนี้เพิ่งมีโอกาสได้เฝ้าท่านชายอยู่ด้านหลังเวทีตั้งแต่เช้า
ทว่าที่ทำเอาทุกคนแปลกใจคือ คุณชายราเมศยื่นมือมาจับกับเธียร และชายหนุ่มก็จับมือตอบทั้งยังทักทายกันด้วยคำสั้นๆ
“ไง เธียร”
“คุณชาย”
ท่าทางสบายๆ เป็นกันเองของชายหนุ่มทั้งสองทำให้ผู้ใหญ่ต่างสนใจ
“เอ๊ะ รู้จักกันหรือคะ คุณชายกับเธียร”
ยุพาภรรยาของประสานเอ่ยขึ้นก่อนทุกคน
“ครับ เราเรียนสาขาเดียวกัน ชั้นปีเดียวกัน”
“งั้นก็เพิ่งจบมาพร้อมกันสินะชาย”
“หม่อม”
คุณชายราเมศตอบรับบิดาตนสั้นๆ
ท่านชายณรงเดชทอดเนตรมองเธียรพลางพยักหน้า ขณะที่คุณประสานมีสีหน้าพึงพอใจ ส่วนสองสาวน้อยนั้นสบตากันพร้อมยิ้มนัยน์ตาพราวระยับ แล้วลอบมองชายหนุ่มที่ยืนฝั่งตรงข้ามตัวเองก่อนจะต่างก็ก้มหน้าลง พวงแก้มมีเฉดสีเข้มขึ้นนิดๆ
แน่นอนว่า คุณหญิงวรางคณาแอบมองเธียร เยาวลักษณ์แอบมองคุณชายราเมศ
======