วีนา นฤมาศ คือเลขาผู้ทรงประสิทธิภาพของ อิศรา ภาติยะกุล ท่านรองประธานหนุ่มรูปหล่อที่สาว ๆ ในบริษัทพากันยกให้เป็นสามีมโน เพราะมีความหล่อรวยครบเครื่องตามคุณสมบัติของชายในฝัน จะผิดแผกแตกต่างไปก็ตรงที่เขาไม่ได้รักเดียวใจเดียว ผู้หญิงที่เข้ามาพัวพันอยู่รอบตัวเขาจึงไม่ต่างจากแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ แต่ถึงจะรู้ทั้งรู้ก็ยังมีแมลงเม่าอีกเป็นฝูงที่อยากโดนไฟอย่างอิศราแผดเผา
“ฮัลโหลค่ะ… ค่ะ… ดิฉันจะจดใส่ตารางนัดให้นะคะ… ค่ะ… ได้ค่ะ”
หญิงสาววางโทรศัพท์ลงกับแป้นหลังพูดจบแล้วจดโน้ตลงในกระดาษ วีนาทำทุกอย่างด้วยความชำนาญสมกับเป็นเลขาผู้ทรงประสิทธิภาพ เธอร่วมงานกับเจ้านายหนุ่มมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาจบใหม่ ไต่เต้าจากผู้ช่วยเลขามาเป็นเลขาคนสำคัญ เพราะเธอรู้ใจเจ้านายในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวก็ล้วนแล้วแต่จัดการได้อย่างไร้ที่ติ
(12:59 น.)
ดวงตาคู่สวยที่ล้อมกรอบด้วยขนตางอนเหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะทำงานแล้วจึงลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเดินไปยังห้องน้ำ ทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติเพราะเธอทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำ
ดวงตากลมโตจ้องมองตัวเองจากเงาสะท้อนในกระจก สิ่งที่เธอเห็นตอนนี้คือหญิงสาวร่างอ้อนแอ้นในชุดสูทแบบสุภาพซึ่งเป็นชุดทำงานของเธอที่สวมใส่อยู่เป็นประจำ นอกจากดูเรียบร้อยก็ยังดูสุภาพและกระฉับกระเฉงในเวลาเดียวกัน
เธอไล่สายตาขึ้นจนถึงใบหน้าแล้วจ้องมองอยู่นานหลายนาที เธอไม่ได้หลงตัวเองแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอมีใบหน้าที่งดงามไม่แพ้ใคร เส้นผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อนถูกหวีจนเรียบเก็บเป็นมวยไว้ที่ท้ายทอย หน้าผากนูนเกลี้ยง คิ้วโก่งเรียวสวยโดยไม่ต้องพึ่งใบมีดโกน ดวงตาหวานซึ้งล้อมกรอบด้วยขนตางอน จมูกโด่งสวยรับกับริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูอ่อน
ใคร ๆ ก็มองว่าเธอคือเลขาที่วางตัวได้เหมาะสม ทุกคนชื่นชมการทำงานของเธอ รวมถึงเจ้านายหนุ่มอย่างอิศราเองก็ด้วย ถึงเขาจะไม่เคยเอ่ยปากชมแต่สายตาเขาบอกเสมอว่าพึงพอใจในการทำงานของเธอ และนั่นมันควรเป็นสิ่งที่เธอยืดอกรับด้วยความภาคภูมิใจ แต่เปล่าเลย... เพราะสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่สายตาชื่นชม หากแต่เป็นสายตาแห่งความปรารถนาอย่างที่เขาใช้มองผู้หญิงคนอื่น
“แค่นี้ก็ดีมากแล้วใยบัว”
เธอฝืนยิ้มให้กับเงาของตัวเองแล้วหยิบเอาลิปสติกขึ้นมาเปิดออก จ้องมองสีแดงหม่นก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าตามเดิม แล้วหยิบเอาสีชมพูอ่อนออกมาทาที่ริมฝีปากบางของตัวเอง
เธอเป็นคนช่างสังเกตจึงเห็นอยู่เป็นประจำว่าผู้หญิงของอิศรามักทาลิปสติกสีสด จึงเลือกซื้อมาบ้างแต่ก็ไม่เคยกล้าที่จะใช้มัน
วีนามองสำรวจตัวเองอีกครั้งแล้วพลิกดูนาฬิกาที่ข้อมือบาง ก่อนจะเดินกลับออกมานั่งประจำที่ตามเดิมเพื่อรอการกลับมาของเจ้านาย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาไม่เคยสนใจและไม่เคยต้องการอะไรจากเธอนอกจากผลงาน แต่เธอก็ยังเติมแป้งเติมลิปสติกทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ถึงเขาจะมองไม่เห็นความสวยความเย้ายวนของเธอ แต่วีนาก็ไม่ต้องการให้เขาเห็นว่าเธอจืดชืดจนเกินไปนัก
(13:15 น.)
อิศราเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบูดบึ้งผิดกับตอนออกไปราวฟ้ากับเหว แต่วีนารู้ดีว่าที่เธอควรทำในตอนนี้คือเงียบ ไม่รายงาน ไม่ซักถาม ถึงแม้จะเป็นงานสำคัญแค่ไหนก็ต้องรอให้เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
ปัง!!
เสียงประตูห้องถูกกระแทกอย่างแรงตามอารมณ์ของคนปิด ใหม่ ๆ วีนาสะดุ้งทุกครั้งที่ได้ยินแต่ตอนนี้เธอชินเสียแล้ว
"เฮ้อ..."
หญิงสาวถอนใจแล้วมองจ้องไปที่ประตูห้องทำงานของเจ้านายหนุ่ม คนที่เธอเติมหน้ารอทั้งเช้าบ่ายแต่เขาไม่เคยชายตามอง ตอนนี้เธอได้แต่สงสัยว่าใครกันที่ทำให้เขาอารมณ์เสีย
ในขณะเดียวกันอิศราก็กำลังนั่งหงุดหงิดอยู่ภายในห้อง มื้อกลางวันเขาออกไปรับประทานอาหารกับครอบครัวตามคำชวนของมารดา แต่แล้วก็ต้องขัดเคืองใจเป็นที่สุดเพราะมารดาเอาแต่กล่าวชมลูกนอกไส้ไม่หยุด และเอาแต่ตำหนิเขาเรื่องพฤติกรรมเสเพลเสือผู้หญิง
"ขอบรั่นดี!"
เขาสั่งเสียงเข้มผ่านอินเตอร์คอม เพียงไม่กี่นาทีวีนาก็ผลักประตูเข้ามาพร้อมบรั่นดีและแก้วคริสตัลใบสวย
"บรั่นดีค่ะ"
เธอวางถาดลงตรงหน้าเขาโดยไม่เอ่ยเตือนว่าให้ดื่มแต่น้อยเพราะยังมีงาน ด้วยรู้ดีว่าถึงเขาจะดูรักสนุกไม่สนโลกแต่ความจริงคืออิศราจริงจังกับเรื่องงานเสมอ
"วีนา"
"คะ..."
"คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่คนเป็นแม่จะรักลูกคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง"
"คนอื่นฉันไม่รู้ค่ะ แต่สำหรับตัวฉันคิดว่าเป็นไปไม่ได้ค่ะ"
"แล้วมีเหตุผลอะไรล่ะ ที่จะว่าลูกตัวเองแล้วชื่นชมลูกคนอื่น"
"เอ่อ... ถ้าคุณกำลังพูดถึงคุณกอแก้ว ฉันก็คงจะบอกได้ว่าเป็นเพราะคุณกอแก้วท่านสงสารคุณวัตค่ะ ท่านคงไม่อยากให้คุณวัตรู้สึกว่าด้อยกว่าคุณ เลยพยายามที่จะถนอมน้ำใจของคุณวัตเท่านั้นเอง"
"อืม... ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย"
ชายหนุ่มใช้มือลูบตอเคราอย่างครุ่นคิด ถึงแม้ปากจะบอกไปอย่างนั้นแต่ความขุ่นมัวในใจกลับจางลง
"แต่ช่างเถอะ คุณออกไปได้... เดี๋ยว"
"คะ"
"เอาบรั่นดีออกไปด้วย ไม่อยากดื่มละ"
"ได้ค่ะ"
หญิงสาวเก็บถาดออกมาเงียบ ๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อ สิ่งเดียวที่เธอรู้คืออิศราพอใจในคำตอบของเธอ เป็นอีกครั้งที่เธอคลายความโกรธกรุ่นของเขาได้
หายไปไม่นานเธอก็กลับเข้ามาใหม่พร้อมแฟ้มในมือ แจ้งตารางงานให้กับเจ้านายหนุ่มฟังอย่างละเอียด
"งานเลี้ยงตอนเย็นคุณไปด้วยใช่ไหม"
"อันที่จริงไม่ใช่งานที่เป็นทางการอะไร ท่านรองไป..."
"ไปด้วยกัน เดี๋ยวผมไปรับคุณที่บ้าน"
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเจอกันหน้างานเลย"
"ได้"
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว..."
"มี"
ชายหนุ่มหันไปหยิบนิตยสารข้างตัวมาวางลงบนโต๊ะ
"คืนนี้ขอคนนี้"
เขาพูดราวกับกำลังใช้เธอไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่วีนาไม่ได้ตกใจเพราะเธอชินเสียแล้ว
"ฉันจะลองติดต่อดูค่ะ แต่ถ้า..."
"จัดมาได้ตามเหมาะสม"
"ได้ค่ะ"
วีนาเดินออกจากห้องด้วยท่าทางปกติทั้ง ๆ ที่ในใจกำลังเจ็บปวด และมันเป็นเช่นนี้ทุกครั้งเวลาที่เขาสั่งให้เธอติดต่อคู่นอนให้
เจ็บที่เขาสนใจคนอื่น...
เจ็บที่เขามองข้ามเธอ...
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดเขาในตำแหน่งเลขาต่อไป
(19:30 น.)
(@ โรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่ง)
วีนามาถึงหน้างานก่อนเจ้านายของเธอเหมือนทุกครั้งและเลือกที่จะหามุมสงบเพื่อยืนรอเขา ในระหว่างที่รอเธอก็ครุ่นคิดถึงเรื่องของนางแบบคนดังที่อิศราต้องการตัว
ตอนที่เธอติดต่อไปก็ถูกผู้จัดการส่วนตัวของนางแบบสาววีนใส่ เพราะทุกครั้งที่วีนาติดต่อใครก็จะบอกจุดประสงค์ชัดเจน แต่เธอก็ผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมานับครั้งไม่ถ้วนจึงรู้ดีว่าต้องรับมือยังไง และแน่นอนว่าเมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าเธอเป็นคนของอิศราก็ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น ก่อนจะพูดคุยถึงข้อเรียกร้องตามธรรมเนียม
หึ!
คิดแล้วเธอก็เผลอทำเสียงเยาะหยันในลำคอที่ผู้หญิงนักต่อนักพลีกายแลกเงินก้อนโต ความคิดของเธอคล้ายกำลังหยามเหยียดคู่นอนคนแล้วคนเล่าของอิศรา แต่ใครเลยจะรู้ว่าความจริงแล้ววีนาไม่ได้คิดดูถูก เพียงแต่กำลังอิจฉาพวกเธอเหล่านั้นที่ได้รับการสนใจต่างหาก
ความคิดของเธอหยุดลงเมื่อเห็นร่างสูงสง่าในชุดสูทก้าวเข้ามาบริเวณหน้างาน วีนาไม่ได้ก้าวเข้าไปหาเขาทันทีแต่ยืนรอให้นักข่าวถ่ายภาพและสัมภาษณ์เขาก่อน
อิศรา ภาติยะกุล ทายาทธุรกิจโลจิสติกอันดับหนึ่งของเมืองไทยและมีชื่อเสียงติดอันดับโลก รูปสมบัติรวมทั้งทรัพย์สมบัติที่เขามีมันทำให้เขากลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่สาว ๆๆ ให้ความสนใจมากที่สุด ไม่ว่าเขาจะขยับตัวทำอะไรก็ได้รับความสนใจอยู่เสมอ
เขาหล่อเหลา โดดเด่น และเฉียบคมเมื่ออยู่ในสนามธุรกิจ ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวเขาล้วนแล้วแต่น่าทึ่ง และมันก็ทำให้วีนาข้ามเส้นความแอบปลื้มชื่นชมไปเป็นแอบรักและหลงใหลเขาอยู่เงียบ ๆ
“ยืนเหม่ออะไรน่ะ เข้างานสิ”
เสียงทักที่ดังขึ้นใกล้ตัวดึงวีนาให้ออกจากภวังค์ความคิดก่อนจะรีบก้าวตามหลังเขาไปแบบติด ๆ
“คืนนี้ว่าไง”
“เรียบร้อยค่ะ แต่ค่าตัวแรงไปนิด”
“ช่างเถอะ คนกำลังดังก็แบบนี้แหละ”
เขาบอกอย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินเข้าไปทักทายนักธุรกิจรุ่นพ่อที่กำลังยืนจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
“สวัสดีครับคุณลุง”
“สวัสดีอิศ มากับใครล่ะ”
“มากับเลขาครับ”
“แล้วพ่อล่ะมาด้วยไหม”
“ไม่มาครับคุณลุง”
“อ้อ... หลัง ๆ ลุงเห็นให้เราออกแทนทุกงาน นี่คงเตรียมส่งต่อธุรกิจให้ลูกชายแล้วล่ะสิ”
“ยังหรอกครับ คุณพ่อยังหนุ่ม ผมเองก็ยังไม่มีความสามารถขนาดนั้น”
“แหม... ถ่อมตัวเกินไปแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ทั้งนั้นว่าเราน่ะเฉียบคมแค่ไหน มา ๆ มาดื่มกันสักหน่อยนาน ๆ เจอที”
“ครับ”
วีนายืนสงบอยู่ข้างเจ้านายของเธอแต่หูตาคอยฟังและสังเกตอยู่ตลอดเวลา อาชีพเลขาทำให้เธอมีความรอบคอบและละเอียดมากขึ้น จึงชอบที่จะฟังข้อมูลธุรกิจที่พวกเขาแลกเปลี่ยนกัน ถึงแม้บางเรื่องจะไม่ได้อยู่ในสายงานของเธอก็ตามที
“ปีนี้บริษัทขนส่งของอิศเติบโตแบบก้าวกระโดดมาก ใคร ๆ ก็พากันชื่นชมท่านรองประทานที่จัดการวางแผนการตลาดได้น่าสนใจจนสร้างกำไรให้บริษัทแบบถล่มทลาย ลุงฟังแล้วทึ่งจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าเจ้าตัวเล็กที่ลุงเคยเล่นด้วยจะโตมาเก่งถึงขนาดนี้”
“ผมก็แค่ปรับเปลี่ยนแผนให้เหมาะกับยุคสมัยครับ อีกอย่างก็มีวีนาเป็นผู้ช่วยที่ดี ทำให้งานของผมราบรื่นมาโดยตลอด”
ประโยคนั้นของอิศราทำให้สายตาทุกคู่มองมาที่วีนาอย่างชื่นชม เธอจึงส่งยิ้มเป็นการขอบคุณตามมารยาท
“เลขาของอิศคนนี้ทั้งสวยทั้งเก่ง ระวังจะมีมือดีมาฉกไปนะ”
“คุณลุงอย่าพูดให้ผมกลัวสิครับ ผมต้องแย่แน่ ๆ ถ้าขาดเธอไป”
ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าคำพูดนั้นเป็นเพียงการเย้าหยอกในวงสนทนา แต่มันก็ทำให้หัวใจของเธอพองฟูอย่างกับลูกโป่งเป่าลม
“ถ้าช่วงไหนไม่ยุ่งลุงขอยืมตัวเลขามาช่วยงานลูกชายลุงบ้างได้ไหม”
“โอ้... ไม่ได้เด็ดขาดครับ คนนี้ผมหวงมาก”
คำพูดของเขาเรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากทุกคน ในขณะที่วีนาเก้อเขินจนแก้มแดง ทั้ง ๆ ที่พยายามจะเก็บอาการแต่มันก็ยังปิดไม่มิด
“เดินไปหาอะไรกินเถอะไม่ต้องห่วงฉัน อีกสักพักค่อยกลับมา”
เขาบอกกับเธออย่างนั้นเพราะเริ่มไม่พอใจที่บรรดาลุง ๆ อา ๆ เอาแต่จับจ้องและพูดถึงเลขาของเขา จึงตัดบทด้วยการให้เธอออกไปจากตรงนี้ ซึ่งวีนาไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้านายกำลังหวงเธออยู่