ส้มตอบเสียงอ่อย “โทร.แล้วแต่ป้าบอกว่าลุงยิ้มส่งข้อความมาบอกว่าอย่าเข้าไปยุ่ง มันสั่งไว้ ป้าแพรวก็ดี๊ดีอุตส่าห์ขึ้นมาดู ยืนถอนหายใจกับพวกฉันอยู่พักใหญ่ ๆ บอกสงสารนังปุ้น”
“เฮ้อ นี่มันวันโลกาวินาศชัด ๆ” อรุณถอนหายใจยาว แตงกวาหลังจากนั่งคิดอยู่นานจึงพูดสรุป
“เรื่องวันนี้มันแปลกมากแก ฉันว่านังปุ้นกับไอ้บ้านั่นต้องมีซัมติงรองแน่ ๆ”
“เออว่ะ แกคิดเหมือนฉันเลย” อรุณเบิกตากว้างพยักหน้าเห็นด้วย แตงกวาสบตากับสองสาวพร้อมพูดแนะนำ
“เราแยกย้ายกันกลับบ้านไปตั้งหลักก่อนดีไหม ให้เวลานังปุ้นมันหน่อย ตั้งแต่รู้จักกันมาฉันไม่เคยเห็นนางอ่อนแอสติสตังล่องลอยไม่สู้คนได้ขนาดนี้ เดี๋ยวดึก ๆ ลองทักในกลุ่มดูเผื่อนางอยากจะระบาย จริง ๆ แล้วฉันก็ไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของนางหรอกน่ะ แต่ฉันห่วงมันว่ะ”
อรุณพยักหน้าเห็นด้วย ด้วยว่าเป็นคนช่างสังเกตจึงพูดเตือนสติเพื่อน ๆ โดยเฉพาะแม่แตงกวาขาชน
“ฉันเห็นด้วยว่ะ ถอยทัพกันก่อนเถอะ รอช่วงดึกอีกทีเผื่อปุ้นมันตอบ ส่วนไอ้บ้านั่นถ้าแรงได้เบอร์นี้ เส้นกวยจั๊บธรรมดาน่ะคงไม่ใช่ มันต้องเป็นแผ่นเปาะเปี๊ยะญวนแน่ ๆ”
แตงกวาถอนหายใจยาว “เฮ้อ หิวแล้วเหรอคุณอรุณ”
“แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ ตอนบ่ายเค้าตกใจอะหมูหมาในพุงย่อยกระจุยกระจายหายไปหมดแย้ว”
คนพูดเอามือลูบท้องขณะที่ส้มพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยสมทบ “อืม แตงกวาพูดถูก เป็นไปได้ น่าจะรู้จักกัน”
อรุณกับแตงกวาสบตากัน เพราะชินกับโหมดสโลว์ของส้ม ความคิดความอ่านของนางอาจจะช้าหน่อยแต่ก็มา ซึ่งพอจะให้อภัยได้ จากนั้นพวกเธอก็พากันเก็บข้าวของส่วนตัวลงในกระเป๋า แล้วพากันกลับบ้าน
ดวงตะวันเริ่มชิดขอบฟ้าทว่าการตรวจโรงงานนี้กลับไม่เสร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ นั่นทำให้ต้นกล้าหงุดหงิดพอสมควร
ถึงเขาจะไม่เคยทำงานในองค์กรใหญ่ แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน พอมันไม่เสร็จตามที่กำหนดไว้เขาก็จะอารมณ์เสีย อาการเหล่านี้เขาก็ไม่วายโทษแม่เลขาที่ทำให้เขาเสียเวลา
ไหนจะเมื่อตอนเช้าก่อนมาอีก ก็เพราะใบหน้าของแม่เลขานี่อีกที่วิ่งวนอยู่ในหัว ในใจของเขานึกสับสบว่าจะมาดีหรือไม่มาดี เผื่อน้องกลับมา…แต่ก็ช่างเถอะ กว่าเขาจะตัดสินใจออกจากบ้านได้ก็สายเสียแล้ว
เพราะเธอนั่นแหละที่ทำให้ทุกอย่างของวันนี้รวนไปหมด โดยไม่รู้ตัวต้นกล้ากลับยกยิ้มมุมปากไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
พอชายชรามาส่งถึงตึกของโชคอนันต์ ต้นกล้าก็ขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของใช้จำเป็น ไม่นานนักรถเอสยูวีราคาเฉียดยี่สิบล้านป้ายแดงก็ขับเคลื่อนไปจอดหลังตึก
บ้านของเขาทำกิจการห้องพัก มีตั้งแต่ราคาย่อมเยาจนถึงอะพาร์ตเมนต์ราคาแพง ช่วงที่เขาเกิดกิจการของครอบครัวก็ไม่มีภาระหนี้สินกับธนาคารแล้ว แถมเขายังเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ทำงานบ้างไม่ทำบ้างก็ไม่มีใครดุ บิดามารดาก็ไม่ได้ตามใจหรือเลี้ยงเขาแบบลูกคุณหนู จำได้ว่าพอรู้ความหน่อยเขาก็ต้องไปช่วยท่านทำงานเหมือนครอบครัวทั่วไป ซึ่งมีงานให้ทำได้ทั้งวัน แม้จะมีพนักงานช่วยแต่เขาก็ต้องลงมือทำเองถึงจะแก้ปัญหาได้ถูกจุด นั่นจึงทำให้เขาเก่งสารพัด ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟ ช่างประปา ทาสี บัญชี ยาม หรือแม้กระทั่งกวาดพื้น ซึ่งเขาก็ชอบเพราะแต่ละวันคนงานจะมีเรื่องเล่าให้ฟังอยู่เสมอ
งานที่ทำส่วนมากต้องใช้แรงเขาจึงแต่งตัวตามสบายด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนเก่า ๆ ส่วนการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็เรียบง่าย นั่นทำให้เขาเป็นคนประหยัดและไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน สิ้นเดือนมาหน้าที่หลักคือหอบเงินใส่เป้ไปฝากธนาคาร
เขาเคยคิดจะไปเรียนเมืองนอก แต่ก็อย่างว่าแหละ จบแล้วถ้าไม่ได้ทำงานสิ่งที่ได้เรียนมามันก็สูญเปล่า
ทว่าตั้งแต่โดนทิ้ง ศักดิ์ศรีของเขาถูกทำลาย ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นการทำร้ายอย่างที่เขาเองก็ไม่อาจให้อภัยได้ สมองของเขาก็เหมือนจะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรง เพราะจากคนที่เคยประหยัดก็กลายเป็นคนที่ใช้เงินเหมือนจะตายวันตายพรุ่ง แพงแค่ไหนถ้าเขาอยากได้คือซื้อหมด จิตใจที่เคยเย็นเหมือนพระก็เปลี่ยนเป็นคนขี้หงุดหงิด ใครขวางทางเขาพร้อมที่จะบวกเสมอ
ในคืนเดือนมืดเป็นธรรมดาที่ท้องฟ้าย่อมไร้ดวงดาว บรรยากาศโดยรอบก็เงียบสงัดไม่ต่างจากป่าช้า
ต้นกล้ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ถอนหายใจกับสิ่งที่ไม่คุ้นชิน พลันใบหน้าของใครบางคนก็ผุดขึ้นให้ร้อนรุ่ม เพราะสิ่งที่เธอทำไว้มันหยามเขาเกินไป
เขาเป็นคนพูดตรงและซื่อสัตย์กับความรู้สึก จึงเกลียดคนโกหกที่สุด เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนโง่ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย พูดบอกกันตรง ๆ มันจะยากตรงไหน รู้แล้วเจ็บแต่มันก็จบ ยังไงก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลยเพราะมันเจ็บแบบต่อเนื่อง
ชายหนุ่มทยอยขนกระเป๋าสองใบเข้าไปในลิฟต์ ใบหนึ่งคือของใช้ส่วนตัว อีกใบหนึ่งคือเสื้อผ้า เขากดปุ่มขึ้นไปชั้นบนสุดของตึกโชคอนันต์
บ้านพักของเขามีสามห้องนอนสามห้องน้ำ ห้องรับแขกกับครัวใหญ่พอสมควร ตกแต่งทันสมัยคล้ายคอนโดมิเนียมหรูในเมืองหลวง สถานที่แห่งนี้มีไว้รองรับครอบครัวโชคอนันต์เวลา มาตรวจงาน
ป้าของเขารักความเป็นส่วนตัวเหมือนกับเขา การออกแบบจึงแยกสัดส่วนชัดเจนระหว่างที่พักกับออฟฟิศ พนักงานส่วนมากเลยไม่ค่อยมีใครรู้ว่าด้านบนของตึกมีบ้านอยู่หนึ่งหลัง
เมื่อจัดการทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วต้นกล้าก็เปลี่ยนเป็นชุดกีฬา เขากลายเป็นคนหลับยากเพราะเธอ การออกกำลังกายจึงเป็นทางออกเดียวที่ทำให้ร่างกายเพลียและหลับไปในที่สุด
น้ำเย็นจัดถูกยกดื่มดับความร้อน แววตาดุดันมองดูเงาไม้ผ่านกระจกบานใหญ่ นึกถึงความเจ็บปวดตลอดระยะเวลาสามปี ที่ต้นกล้าพร่ำถามตัวเองว่าเขาผิดอะไร?
เกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา?
จะไปทำไมไม่ลา?
รักกันบ้างไหม?
วันนี้เป็นวันแรกที่เขารู้สึกว่าไม่อยากได้คำตอบนั้นแล้ว ขอแค่ได้เสพความสุขเวลาเห็นแววตาคู่สวยของเขมิกาเจ็บปวดนี้ไปอีกนาน ๆ
จะทรมานไปคนเดียวทำไม ใครทำอะไรไว้ต้นกล้าขอเช็กบิลครับ
แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนช่างคิดช่างแค้น ถ้าใช่เขาคงไม่ปล่อยให้เธอลอยนวลได้ถึงสามปีหรอก
ขอโทษครับผมไม่ใช่พระที่จะอภัยทานให้แบบชิว ๆ
ในเมื่อมีโอกาสได้แก้แค้นขนาดนี้ถ้าเขาไม่คว้าเอาไว้คงเสียดายน่าดู
แก้วน้ำเย็นถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ครัว ร่างกายหลั่งสารพิษออกมากมายจนต้นกล้าไม่อาจทนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ได้ มันร้อนรนจนเขาทนรอให้ถึงวันจันทร์แทบจะ ไม่ไหว
ต้นกล้ากดลิฟต์ลงมาชั้นล่าง ใช้ทางเดินส่วนตัวออกจากตึกเพื่อไปถนนใหญ่ ผิวปากอย่างคนอารมณ์ดีเมื่อความทุกข์ทรมานที่สะสมมานานได้ระบายออกไปบ้างแล้ว
ขณะเดียวกันที่ชั้นสี่ของตึก นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสองทุ่ม ข้าวปุ้นยังคงทำงานอยู่ ผมของเธอหลุดลุ่ยดูไม่ต่างจากผีบ้า เบ้าตาบวมร้องไห้อย่างหนักตั้งแต่สี่โมงเย็น ยิ่งน้ำตาผสม กับมาสคาร่ายิ่งทำให้เบ้าตาของเธอดำเหมือนหมีแพนด้า เลอะเทอะไปทั่วยันพวงแก้ม
เสียงถอนหายใจดังก้องไม่ต่างจากระฆังวัดกับงาน ชิ้นสุดท้าย นั่นคือเลื่อนโต๊ะและจัดเก้าอี้สำนักงานให้เป็น เหมือนเก่า
ร่างระหงนอนแผ่หลาบนพื้นพรมที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ มือควานหามือถือในกระเป๋าสะพาย
(“ฮัลโหล”)
(“ข้าวปุ้นพี่รออยู่ป้ายรถเมล์”) ปลายสายส่งเสียงบอกพยายามระงับอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้ เพราะโทรหาหลายครั้งแล้วแต่เหมือนอีกคนเพิ่งจะได้ยิน
หลังจากเสร็จงานเอกสารที่โรงพักเขาก็รีบขับรถตรงมาที่นี่ ว่าไปก็นานแล้วที่เจ้าของเสียงหวานไม่เคยต้องให้มารับ
(“จ้า เดี๋ยวจะลงไปแล้ว”)
ข้าวปุ้นเหนื่อยล้าจนร่างแทบขาดกว่าจะขยับตัวได้ พาดสายกระเป๋าลงบนลาดไหล่ คว้าเสื้อสูทห้อยบนกระเป๋าอีกที หยิบรองเท้าส้นสูงเดินโซซัดโซเซไปที่ลิฟต์ พอถึงชั้นล่างก็บอกลาพนักงานรปภ.รอบดึก
“ไปแล้วนะคะลุง”
“ครับผม” พอเห็นใบหน้าคุ้นตาพนักงานรปภ. เลยปล่อยผ่านเพราะจำได้ว่าปีที่แล้วคนนี้ก็ทำงานดึกเกือบทุกวัน
จุดนัดพบที่ระยะทางประมาณสองร้อยเมตร ปกติเธอเดินทุกวันก็ไม่รู้สึกว่ามันไกล ทว่าตอนนี้เดินยังไงก็ไม่ถึงจุดหมายเสียที
เพราะบริษัทตั้งอยู่ไกลจากตัวอำเภอ จึงมีรถบัสขนาดเล็กคอยรับส่งพนักงานเพื่อไปขึ้นรถโดยสารในตัวเมือง รอบแรกคือเจ็ดโมงเช้า ส่วนรอบสุดท้ายคือหนึ่งทุ่มตรง วันนี้เธอเลิกงานช้าเลยต้องให้พี่ชายมารับ
ข้าวโอ๊ตรีบเปิดประตูจากรถเก๋งคันเก่ง วิ่งไปหาเรือนร่างสูงโปร่งที่เดินเซเหมือนจะล้ม
“ปุ้น ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ เกิดอะไรขึ้น” มือของเขารีบคว้ากระเป๋าสะพายกับรองเท้าส้นสูงของน้องสาว
“ปุ้นขอซบไหล่สักห้านาทีได้ไหมพี่โอ๊ต” เจ้าของหัวใจบอบช้ำซบหน้าลงบนไหล่กว้าง ลำตัวสั่นเทานี้ทำให้คนเป็นพี่รู้สึกใจหาย สิ่งที่เขาสามารถทำได้ก็แค่ลูบหัวทุยของเธออย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบใจ
“เป็นอะไร อกหักเหรอ ไหวไหม”
คำถามนี้ช่างสะกิดหัวใจ ข้าวปุ้นกัดริมฝีปากแน่นกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ ด้วยว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็นห่วง เธอรู้แค่ว่าตอนไม่เจอหน้ากันมันเหมือนจะโอเค แต่พอได้เจอกันทำไมเธอถึงรู้สึกอ่อนแอขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ไม่ไกลจากตรงนั้น หนุ่มรักสุขภาพชะงักปลายเท้าทันทีที่เห็นเรือนร่างคุ้นตา แววตาเข้มจ้องดุดันไปยังคู่รัก ภาพหวานชื่นตรงหน้าบาดตาบาดใจจนทำให้เขารู้สึกหัวร้อน จะว่าหึงก็ไม่ใช่ เกลียดก็ไม่เชิง แค่รู้สึกหงุดหงิดกับแมวตัวโปรดที่เขาเคยลุ่มหลงจู่ ๆ ก็หายไป พอเจออีกทีแมวน้อยแสนน่ารักนั้นก็ออดอ้อนอยู่ในอ้อมกอดของเจ้าของใหม่
กูต้องตบกะโหลกแมวให้สมองไหลเรียกสติ หรือฆ่าแม่ง!ทิ้งดีวะ
เขากำมือแน่นจนเส้นเอ็นปูดพ่นเสียงลอดไรฟัน
“ฮึ! ย้ายตามผัวมาสินะ”
อีกฟากหนึ่ง คนตัวเล็กพอรู้สึกดีขึ้นก็ตอบด้วยเสียง ขาด ๆ หาย ๆ
“ไม่ได้อกหัก แต่เจ็บ เจ็บจนหายใจไม่ออกเลยพี่โอ๊ต”
น้ำเสียงของเธอเศร้าจนเขาก็ไม่รู้จะพูดปลอบน้องสาวอย่างไร เกิดมาเขาก็ไม่เคยมีรักเลยสักครั้ง ด้วยว่าฐานะทางบ้านยากจนจึงตั้งหน้าตั้งตาเรียนแต่หนังสือ เรียนจบแล้วจะได้ทำงานอย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้เพื่อให้แม่กับน้องมีชีวิตที่ดีกว่า พอเห็นคนตัวเล็กเริ่มนิ่งเขาจึงเอ่ยถาม
“ดีขึ้นไหม หิวหรือเปล่า เดี๋ยวพี่พาไปกินข้าว” ปลายนิ้วของเขาปาดน้ำตาให้อย่างนุ่มนวลทันทีที่ใบหน้าของน้องสาว เงยขึ้น
“เหนื่อยขาแทบหลุดกินอะไรไม่ลงแล้วพี่โอ๊ต ปุ้นอยากกลับบ้านอาบน้ำนอนมากกว่า” พูดเสร็จเธอก็เดินคล้ายคน อ่อนแรงจนพี่ชายต้องช่วยพยุง
ข้าวโอ๊ตรีบเปิดประตูรถให้ รอจนเจ้าตัวเล็กเข้าไปนั่งก็ปิดประตูแล้วรีบเดินไปนั่งฝั่งคนขับ จากนั้นก็ขับรถออกไป
ต้นกล้าโมโหจัดจนต้องหาทางระบายออก
ปัก!
“โอ๊ยเจ็บ! เหี้ยไรวะเนี่ย” เสียงร้องดังพร้อมเพ่งมองก้อนหินบนพื้นดิน มันไม่ใช่หินแต่เป็นตอไม้ใหญ่กว่ากำปั้นที่ฝังรากจนลึก เขายกปลายเท้าขึ้นมานวด หน้านิ่วคิ้วขมวดตะโกนตามหลังรถเก๋งที่ดูคล้ายเศษเหล็ก
“เจ็บนี้กูลงบัญชีหนังหมาแน่ เพิ่มอีกหนึ่งกระทงโว้ย! โอ๊ย! หงุดหงิด”
พอกลับเข้าบ้านต้นกล้าก็หัวเสียจนไม่อาจข่มตาหลับได้ จึงทำความสะอาดบ้านทั้งหลัง ตามด้วยวิดพื้น กระโดดตบ ต่อด้วยสควอชเพื่อลบภาพหญิงคนรักหอบเสื้อผ้าหนีตามตำรวจต๊อกต๋อย ที่คอยย้ำเตือนเสมอว่าต่อให้เขารวยแค่ไหนก็แพ้ตำรวจเงินเดือนแค่ไม่กี่หมื่น ต่อให้เขาหล่อ ดีแสนดีแค่ไหนก็ไม่อาจรั้งใจของเธอไว้ได้