บทลงโทษ

2119 Words
“เออ / จ้าว /จริง” เสียงตอบเบา ๆ หลายเสียง คนตัวโตหรี่ตามอง “คุณชื่ออะไร?” แตงกวาจ้องกลับอย่างท้าทายโดยไม่สนใจมือไม้ของเพื่อนฝูงที่ดึงเสื้อของเธอเพื่อเตือน “ตรีนาถ แก้วกานต์ ชื่อเล่นแตงกวาค่ะ” “ฮึ งั้นผมขอใช้สิทธิ์ของหัวหน้าให้ใบเตือนคุณ โทษฐานขัดคำสั่งในเวลางาน” พูดเสร็จผู้มีอำนาจสูงสุดก็ชี้นิ้วไปที่ใบหน้าของพนักงาน ส่งแววตาขุ่นเคืองสาดใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาทีละคนที่เอาแต่หลบ “คุณ คุณ คุณ และคุณ ดีแค่ไหนแล้วที่บริษัทให้พวกคุณสังสรรค์กันในเวลางาน ไม่รู้จักสำนึกบ้าง ใครมีปัญหาอะไรจะพูดอีกไหม พูดเคลียร์กันตรงนี้เลยผมจะได้เซ็นทีเดียว” แน่นอนว่าก่อนมาเขาได้อ่านกฎมาบ้างแล้ว ใบเตือนหนึ่งใบมีผลต่อโบนัสและการขึ้นเงินเดือน โดนสามใบคือเขามีสิทธิ์ ไล่ออกในทันที งานรื่นเริงสังสรรค์พวกนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขา แต่การที่ได้เห็นดวงตาคู่สวยที่กำลังเจ็บปวดนั่นต่างหากที่ทำให้เขารู้สึกสะใจ นี่มันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำหากเทียบกับสิ่งที่เธอ ทำเอาไว้ ข้าวปุ้นยื่นมืออันสั่นเทากระตุกแขนเพื่อนให้ยอม ไม่อาจบอกทุกคนได้ว่าสิ่งโหดร้ายที่เกิดขึ้นนี้ต้นเหตุมาจากเธอ แตงกวากัดริมฝีปากแน่น ถอดหายใจอย่างแรงระบายความอัดอั้น รู้สึกขัดใจมากแต่จำต้องถอย ทะเลาะกับนายจ้างก็มีแต่ลูกจ้างที่เสียเปรียบ “อ้าว มัวแต่ยื่นงงกันอยู่ได้ ไปสิ รีบกลับไปทำงาน” สิ้นเสียงพูดของเขาเหล่าพนักงานก็แตกกระเจิงดั่งดาวกระจาย พากันก้มหน้าเดินตัวปลิวไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง ต้นกล้าหันไปมองนายยิ้มที่ทำท่ายึก ๆ ยัก ๆ วางตัวไม่ถูก เขาเลยเอ่ยชวน “ลุงยิ้มมากินเป็นเพื่อนผมหน่อย ปล่อยให้แม่เลขานุการเขาจัดการเองเถอะ งานแค่นี้ทำไม่ได้ก็ลาออกไปซะ” ‘นั่นไง พอเล่นปุ้นได้ก็เล่นเพลิน เล่นยาว เล่นไม่บันยะบันยัง!’ เธอบ่นแขวะในใจขณะกำมือแน่น แล้วผ่อนลมหายใจออกอย่างเชื่องช้า ก้มหน้าก้มตาเก็บของต่ออย่างเจียมตัว คนตัวโตยืนเคี้ยวอาหารทานเล่นอย่างเพลินใจ นัยน์ตาสีนิลจ้องมองเรือนร่างที่เคยโอบกอดราวกับสิ่งล้ำค่า ทว่าตอนนี้ไม่ต่างจากขยะ ใจหนึ่งรังเกียจที่จะอยู่ใกล้ อีกใจหนึ่งก็อยากจะกระโจนเข้าไปเขย่าลำตัวแรง ๆ ถามเอาคำตอบ ต้นกล้าสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรง และผ่อนมันออกมาเป็นระยะ ๆ การมองเห็นเธอรังแต่จะปลุกซาตานร้ายในตัวให้ตื่นขึ้น เขาจึงเลือกที่จะมองออกไปนอกตึก หวังเพียงให้ธรรมชาติช่วยบำบัดจิตใจที่เต็มไปด้วยความแค้น สายตาของนายยิ้มมองตามกระดูกไก่ทอดที่ลอยออกจากริมฝีปากหยักได้รูป ชิ้นแล้วชิ้นเล่าร่วงหล่นจนซากเกลื่อนอยู่ทั่วพื้นพรม เขาเลยคิดว่าพ่อหน้าหล่อถ้าไม่เต็มบาทก็อาจเป็นพันธุ์เดียวกันกับพวกตัวเงินตัวทอง การกระทำของพ่อหนุ่มฟ้องว่าแค้นคุณเลขาเอามาก ๆ แต่นึกยังไงเขาก็นึกไม่ออกว่าคนแสนดีอย่างแม่หนูข้าวปุ้น ที่ไม่กล้าแม้จะฆ่ามดสักตัวแล้วไปทำอีท่าไหนเล่าถึงได้ไปสะกิดต่อมบ้าของไอ้นี่ให้โตขึ้นมาได้ ข้าวปุ้นรู้ถึงความผิดของตัวเอง ยิ่งคิดยิ่งไม่กล้าแม้จะ สบสายตา จึงตั้งหน้าตั้งตาดันโต๊ะเหล็กขนาดห้าฟุตโดยมีคน ตัวโตปรายตามองความทุกข์ยากของเธออย่างมีความสุข นายยิ้มทนดูไม่ไหวรีบวางจานกระดาษ ปรี่ตัวเข้าไปช่วยดันโต๊ะขนาดใหญ่ไปยังมุมอับลับสายตาตามคำสั่งของผู้เป็นใหญ่ “เอาตรงนี้แหละลุง ขอบคุณมากนะคะ” เธอส่งเสียงเบาปนหอบ ผมดำขลับที่เกล้าเป็นทรงสวยของเธอเริ่มหลุดลุ่ย สภาพอันน่าเวทนานี้ทำให้เธอต้องยืนหันหลังให้อีกฝ่าย ไม่ลืมที่จะคว่ำป้ายชื่อของตัวเองลงก่อนที่จะเริ่มจัดเรียงแฟ้มงาน “ลุงพาผมไปทัวร์โรงงานหน่อย รบกวนคุณเขมิกาเก็บกวาดพื้นด้วยก็แล้วกัน” ‘ฮึ ดีได้ร้ายเป็น เลว! ได้หมดครับ จะเอาอะไรผมจัดให้’ คนตัวโตพูดในใจ เหยียดยิ้มขณะมองแผ่นหลังบอบบางจากนั้นก็ทยอยทิ้งทิชชูใช้แล้วลงพื้น ตามด้วยขยำแก้วกระดาษ ปาไปทุก ๆ ที่ที่อยากปา ในใจของเขานึกอยากปาใส่หน้าของ แม่เลขานุการเสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่าใบเดียวคงไม่ทำให้เขาหายโกรธ จะหลายสิบใบก็เถอะยังไงเขาก็ไม่ให้อภัยเธอ เมื่อพื้นพรมเกลื่อนไปด้วยขยะดั่งใจปรารถนาแล้วชายผู้มีแต่ความแค้นก็เดินตัวปลิวไปยังลิฟต์ นายยิ้มส่ายหน้ามองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา จากนั้นเขาก็รีบเดินตามร่างสูงใหญ่ ไปติด ๆ ในใจกะว่าจะส่งข้อความบอกเพื่อนซี้ให้ขึ้นมาช่วย แม่หนูข้าวปุ้นทำความสะอาดเสียหน่อย ทว่า… “ลุงโทร. บอกแม่บ้านด้วย” “อ้อ ได้ครับว่าจะบอกยายแพรวให้พาเด็ก ๆ ขึ้นมา…” ยังไม่ทันจบประโยคคนตัวโตก็พูดแทรกขึ้นทันที “ห้ามช่วย” “หา!” “ไม่ได้ยินที่ผมสั่งหรือไง ห้ามให้ใครช่วย อย่าให้ผมรู้นะว่ามีคนขัดคำสั่ง ไม่งั้นได้เจอใบเตือนของผมแน่” แววตามีอำนาจจ้องดุจนทำให้มือของนายยิ้มที่กำลังหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงชักออกอย่างว่องไว ชายชราคิดว่าคนเราถ้าแกล้งกันถึงขนาดนี้มันต้องมีสาเหตุ หากรู้ที่มาที่ไปสักนิดเขาอาจจะช่วยคุณเลขานุการได้ จึงอาศัยวัยที่สูงกว่าพูดเตือนสติหนุ่มรุ่นลูก “เออ คุณเมธานนท์ครับ คุณน่ะเป็นหัวหน้าของเธอโดยตรง ทำแบบนี้มันไม่ดูใจจืดใจดำไปหน่อยเหรอครับ คุณไปแกล้งหนูข้าวปุ้นซะขนาดนั้นแล้ววันจันทร์จะเริ่มงานกันยังไง แล้ววันต่อ ๆ ไปอีกล่ะ ทำงานด้วยกันมันจะมีความสุขหรือครับ” “นั่นแหละที่ผมต้องการ นี่มันเพิ่งจะเริ่มด้วยซ้ำ เฮ้ย ใจจืดใจดำลุงจะไปรู้อะไร หน้าหวาน ๆ ยิ้มสวย ๆ ที่เห็นน่ะร้ายยิ่งกว่าพิษงูซะอีก” “แหม มันขนาดนั้นเลยเหรอครับ ไม่น่าเชื่อ เท่าที่ผมเห็น แม่หนูข้าวปุ้นนี่ขยันมาก มีน้ำใจ พูดจานอบน้อมเป็นกันเองกับทุกคน” “โอ๊ย ลุงโดนต้มจนเปื่อยแล้วยังไม่รู้ตัวอีก” “อะ พูดเหมือนเคยโดนเท” “เทเทออะไรกันลุง หล่ออย่างผมเนี่ยนะ โดนเท ฮึ” “อ๋อ…ครับ” นายยิ้มลากเสียงยาว ชายสูงวัยซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูส่งยิ้มกรุ้มกริ่มให้กับคนเสียอาการ พอเดินออกจากลิฟต์เขาก็พาพ่อหน้าหล่อขึ้นรถกอล์ฟ โรงงานน่ะอยู่ไม่ไกลหรอกแต่เพราะแดดจ้าเหมือนตะวันแปะอยู่บนหน้า พ่อหน้ามนของเขาเลยรีเควสต์ความสะดวกสบาย เพียงแค่สิบนาทีสองหนุ่มต่างวัยก็ถึงโรงงาน โซนแรกคือโซนคัดคุณภาพของผลไม้ ล้างจนสะอาดก็ตัดเป็นชิ้น ๆ แล้ว ส่งต่อไปยังโซนปรุงรสก่อนจะอบแห้ง ต้นกล้าเดินตรวจตราพร้อมจดบันทึก จากนั้นก็เดินไปยังโซนของผลไม้เชื่อม กวน ดอง และอัดใส่กระป๋อง สายตาคมเข้มมองดูพนักงานเกือบร้อยทยอยเก็บของเข้าที่ ปิดเครื่องจักร เก็บกวาดสถานที่เพื่อเตรียมตัว กลับบ้าน ร่างกำยำยืนกอดอก ทอดสายตามองความยิ่งใหญ่อย่างภาคภูมิใจ นึกถึงวัยเด็กที่ป้าของเขาชอบเอาผลไม้แปรรูปพวกนี้ใส่กล่องมาให้ชิม จากนั้นก็เริ่มทำขายในหมู่เพื่อนฝูง ยี่สิบปีให้หลังคือโรงงานขนาดใหญ่ คนในพื้นที่มากมาย มีอาชีพที่มั่นคง ซึ่งโชคอนันต์เลื่องลือเรื่องสวัสดิการของพนักงานว่า ดีเยี่ยม พนักงานมีความสุขมากจนไม่มีใครคิดอยากลาออก ทว่าเหตุการณ์ในวันนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของความคิดนั้น ‘ฮึ! เดี๋ยวก็ชิน ถ้าน้องข้าวปุ้นไม่กระอักเลือดอย่าเรียกกูว่าต้นกล้า’ ชายหนุ่มพูดกับตัวเองด้วยความสะใจกับอำนาจ ในมือ เมธานนท์พรายยิ้มเย็นยะเยือกไปกับใบหน้าใสซื่อที่เขาแสนรัก ก็แค่คนเคยรัก วันนี้ใบหน้านั้นฉายแววตาเจ็บปวดอย่างเด่นชัด พอได้เห็นแล้วก็ทำให้เขารู้สึกดี รู้สึกสดชื่น คิดไม่ถึง ว่าการที่เขาตัดสินใจออกจากกะลาในครั้งนี้จะคุ้มค่ามาก 4 บทลงโทษ นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสี่โมงเย็น หลังจากเคลียร์งานจนเสร็จแล้วสาวร่างกลมก็เดินกึ่งวิ่งมายังออฟฟิศของแตงกวาซึ่งมีส้มนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เธอรีบเอ่ยถาม “แตงกวาโอเคไหมเพื่อน” คนถูกถามตอบเสียงอ่อย “โอเค” แล้วใส่อารมณ์ต่อ “แม่งโคตรเจ็บใจ หัวหน้าเชี้ยไรวะ แม่งไร้เหตุผลโคตร ๆ” “ฉันว่าแม่งบ้า” อรุณพูดเสริมเสียงดัง ส้มเบะปาก จะร้องไห้ “บ้า บ้าที่สุด อือ… อือ… ฉันคิดถึงคุณวสุอะแก” “อย่ามัวแต่โอดโอยกันอยู่เลยรีบไปช่วยนังปุ้นกันเถอะ ไอ้บ้านั่นมันกลับแล้วนี่” อรุณบอกเสียงดังพร้อมกับขยับตัวเดิน “ไม่ต้อง! พวกฉันไปมาแล้ว ถึงพากันนั่งกลุ้มอยู่นี่ไง” เสียงห้ามของแตงกวาดังจนต่อมเผือกของแม่นักบัญชีขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างท้วมรีบคว้าเก้าอี้นั่งลง ส่งเสียงถามด้วยความอยากรู้ “อ้าวทำไมล่ะ พูด เร็ว” แตงกวาหงุดหงิดเกินกว่าจะเล่าเรื่องจึงปรายตาไปหาเพื่อนอีกคน “ให้นังส้มเล่าฉันกำลังโมโห” ส้มขยับปากที่คว่ำลงก่อนหน้านั้นขึ้นพร้อมกับถอนหายใจยาว “พวกเราไปมาแล้วแต่เห็นข้าวปุ้นยืนร้องไห้” “หา! นังปุ้นเนี่ยนะร้องไห้” น้ำเสียงตกใจจากนักบัญชีตัวกลมขัดขึ้นกลางคัน ดวงตาเบิกตากว้างด้วยว่าเคยเห็นอีกฝ่ายเศร้า แต่ก็แกร่งพอที่จะไม่ฟูมฟายเสียงดัง ส้มหงุดหงิดกับไอ้คนทำให้เพื่อนสาวของเธอร้องไห้มากกว่าคนที่ชอบพูดแทรก จึงลากเสียงยาวเล่าต่อ “เออ ไม่ใช่ร้องธรรมดานะแบบว่าปล่อยโฮเลยแหละ” อรุณชักสีหน้า กระเด้งตัวยืนจังก้า ดึงเสื้อช่วงไหล่ขึ้นโชว์ต้นแขนอวบ “ไอ้นี่แม่งเลว ของกูแม่งขึ้นละ” “นังอรุณใจเย็น ๆ ให้ฉันเล่าให้จบก่อนแล้วค่อยพองตัวเดี๋ยวฉันจะลืม” ส้มรีบพูดเบรกขณะที่แตงกวานั่งถอนหายใจระงับสติอารมณ์และใช้ความคิด “เออ เออเล่าต่อ” อรุณนั่งลง เม้มปากแน่นขึงตรง ขยับเก้าอี้เข้าใกล้ด้วยความอยากรู้ ส้มจึงเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเศร้า “ฉันกับแตงกวาก็เข้าไปปลอบ นางก็พูดทั้งยังสะอื้นว่าขออยู่เงียบ ๆ คนเดียว” “จบกัน กลายเป็นพี่เบิร์ดธงชัยไปซะงั้น” อรุณทำหน้าเซ็งคิดในใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ข้าวปุ้นคือคนที่รู้ดีที่สุด ส่วนส้มอยากอยู่ใกล้เพื่อนเพื่อให้กำลังใจ แต่พอเจอคำขอร้องเข้าจึงได้แต่เอ่ยอย่างจนใจ “นี่ไง ถึงพากันมานั่งกลุ้มอยู่ตรงนี้ เออยังมีอีกเรื่องนะ” “มีอะไรอีก” อรุณทำตาโตกับข้อมูลใหม่ “ตอนเข้าไปคือ…ส้มหยุดหายใจก่อนจะระบายอารมณ์โกรธเสียงดัง “พรมแม่งอย่างเน่า เละตุ้มเป๊ะ” อรุณยิ้มเย็นระบายความสะใจด้วยการเอากำปั้นทุบโต๊ะจนสะเทือน “นั่นไง! ฉันว่าแล้วว่านังปุ้นไม่ยอมคนง่าย ๆ หรอก แปลงร่างเป็นแม่เสือสาวกระโจนตัวไปขยุ้มหัวไอ้เลวนั่นใช่ม้า” “ผิด!” ส้มตอบเสียงดัง อรุณกะพริบตาถี่ถูกช็อตฟีลจนทำหน้าเป็นหมาหงอย อีกฝ่ายเลยเล่าต่อ “นังปุ้นบอกว่าไอ้บ้านั่นกินไก่แล้วพ่นกระดูกออก กระดกกระดาษแก้วเก้ยกระจายไปทั่วห้องเลย แม่งต่ำว่ะ” “ตกลงเราได้หมาพันธุ์ไหนมาเป็นหัวหน้าวะ รุณเริ่มเครียดแล้วเนี่ย” “หน้าตาก็ดีแต่นิสัยสถุลมาก” แตงกวาเสริมตามมาด้วยคำถามจากนักบัญชี “แล้วโทร. บอกป้าแพรวยัง”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD