แพ้ของหมัก

2367 Words
“พวกแกพอจะมีเงินให้ฉันยืมไหม ในกระเป๋าฉันมีแค่พันเดียวเอง ถึงบ้านแล้วจะขอเงินพี่ข้าวโอ๊ตคืนให้” คนพูดอับอายจนรู้สึกอยากดีดตัวเองลงไปในสระบัวเอาหัวทิ่มโคลนตาย นึกไม่ถึงว่าเขาจะเป็นคนที่มีจิตใจ คับแคบหน้ามึนและปัญญาอ่อนสุด ๆ อย่างไรก็ตามเธอควรจ่ายตรงนี้เสียจะได้หมดหนี้ต่อกัน อรุณหรี่ตาเจ้าเล่ห์ “เอ๊ย! พวกเราออกกันไปก่อนเดี๋ยวฉันเอาบิลนี้ทำเรื่องหักเงินเดือนมันเอง” แตงกวาทำเสียงจุ๊ในลำคอก่อนจะบ่นยาว “ไอ้นี่แม่งเล่นไม่เลิก แรงดีไม่มีตก นังปุ้นแกต้องตัดใจจากมันด่วน หน้าด้านโคตร โอ๊ย! เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งเคยเห็นคนพรรค์นี้ ติดหนี้ใครก็ไปทวงกันส่วนตัวสิวะ มาหักลบกลบหนี้กับค่าอาหารแบบนี้ มีแต่คนสติไม่ดีเขาทำกัน โอ๊ย โอ๊ยหัวกูจะปวด” หลังจากที่สี่สาวจัดการตรงนี้เสร็จก็พากันเดินตัวเบาโหวงออกจากร้าน ด้วยว่าค่าอาหารสองโต๊ะรวมกันเฉียดห้าพันบาทซึ่งเป็นเงินเดือนเกือบครึ่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส้มผู้มีความจำเป็นเลิศพูดโพล่งอย่างดัง “กูว่าแล้วทำไมมันถึงแพง ไอ้เชี้ยย…แม่งห่อกลับด้วย” แตงกวาเอามือแตะหน้าผากของตัวเองทำท่าจะเป็นลม “ปื้ด ปื้ด ปื้ด นี่หัวหน้าใหม่ของกูเหรอเนี่ย โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย กูจะอยากบล้า” ข้าวปุ้นยิ้มไม่ออก มุมปากของเธอกระตุกขึ้นลง รู้สึกอยากเอาเล็บข่วนหน้าหล่อ ๆ ของเขาสักร้อยรอบ ผีห่าซาตานตนใดเข้าสิงถึงได้บ้าทำนิสัยน่าเกลียดแบบนี้ อรุณถอนหายใจยาวกับศึกสิ้นเดือนที่มีแนวโน้มว่าเธอจะได้ใบเตือน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้แต่ละคนพากันนั่งอึ้งกิมกี่จนบรรยากาศภายในรถอึมครึม คนมารับเลยเอ่ยถาม “อาหารไม่อร่อยเหรอไงครับ ทำไมถึงพากันทำหน้าฟัดหน้าเหวี่ยงเหมือนอยากฆ่าคนอย่างนั้นแหละ น้องอรุณก็อย่าไปโกรธพี่เทพน้า…เขาฝากขอโทษกับพี่มาและขอแก้ตัวคราวหน้า” “อาหารอร่อยค่ะแต่วันนี้อากาศร้อนเป็นพิเศษ เน้อ เน้อ เน้อ” พูดเสร็จข้าวปุ้นก็รีบเอี้ยวตัวไปด้านหลังส่งแววตาเว้าวอน สามสาวอ้าปากค้างชั่วอึดใจ ก่อนจะรีบกัดริมฝีปากของตนไว้เพื่อเบรกตัวขี้ฟ้องให้หยุดอยู่แค่ลำคอ แววตาสามคู่มองอย่างเหนื่อยใจบนดวงหน้าหวานที่กะพริบตาปริบ ๆ ขอร้อง เพราะเธอกลัวว่าพี่ข้าวโอ๊ตจะสวมบทตำรวจในบ้านขอสอบสวน ซึ่งเธอเองก็ไม่อยากพูดถึงเขา ไม่สู้เอาพลังงานไปคิดเรื่องอนาคตดีกว่าว่าจะทำงานร่วมกันอย่างไร โชคอนันต์ที่ทำให้เธอมีความสุขก็คงไม่ต่างจากขุมนรกสำหรับเธอ ไอ้คนบ้า ไอ้พี่ต้นกล้าผีบ้า ไอ้บ้า ไอ้บ้า… เสียงบ่นอุบอิบในใจ ฝ่ามือของเธอทั้งชื้นทั้งสั่นเพราะไม่อยากให้ถึงวันจันทร์เลย 8 แพ้ของหมัก  แสงตะวันเริ่มขับไล่ความมืดมนบนท้องฟ้าบอกเวลาเช้าตรู่ เปลือกตาของต้นกล้ากะพริบขึ้นลงอย่างเชื่องช้าไม่ใช่เพราะขี้เกียจทำงาน หากแต่ว่ากำลังดื่มด่ำกับความสุขของการนอน นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้หลับสนิทอย่างนี้ ต้นกล้ายิ้มเยาะในใจไม่อยากเชื่อว่าใบหน้าหวานที่เคยรักเคยหลง พอมาเจอกันอีกครั้งกลับกลายเป็นเหมือนศัตรูที่เขาอยากทำลายให้สิ้นซากโดยไม่เลือกวิธีการ ร่างกำยำสมส่วนรีบกระเด้งตัวออกจากเตียงนุ่มตรงสู่ห้องครัว ปลายนิ้วกดปุ่มเอสเปรสโซ่อย่างคุ้นเคยขณะที่ทอดสายตาคมเข้มมองผ่านหน้าต่างบานใหญ่ แสงตะวันในยามเช้าสาดส่องหมอกจาง ดูแล้วช่างเหมือนกับผ้าม่านขนาดมหึมากำลังเปล่งประกายแสงสีทองระยิบระยับอยู่กลางอากาศ ความสวยงามของธรรมชาตินี้เป็นสิ่งที่เขาเห็นอยู่บ่อยครั้งที่หอพักทุ่งรวงทอง ทว่าเช้านี้ทำไมนะ มันถึงได้พิเศษมากกว่าเช้าไหน ๆ จนทำให้เขารู้สึกว่าหัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวจู่ ๆ ก็ชุ่มชื่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ก้อนกำปั้นใต้อกซ้ายก็เช่นกันที่จู่ ๆ ก็กลับมาเต้นได้อีกครั้งราวกับปาฏิหาริย์ ต้นกล้าพรายยิ้มขณะยกแก้วกาแฟขึ้น ริมฝีปากหยักพ่นลมออกเบา ๆ บนขอบแก้วเพื่อปัดเป่าความร้อน ปลายจมูกสัมผัสกลิ่นหอมละมุน จากนั้นโพรงปากก็ดื่มด่ำรสขมที่ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เมื่อร่างกายได้รับคาเฟอีนจนพอใจเขาก็ไปออกกำลัง และรีบจัดการตัวเองให้ดูดีที่สุด “สวัสดีค่ะลุงยิ้ม” ข้าวปุ้นเอ่ยทักทายชายวัยสูงวัยด้วยรอยยิ้มอย่างเช่นทุกวัน “สวัสดีครับคุณเขมิกา เออ…เห็นว่าพาคุณเมธานนท์ ไปทัวร์ ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะครับ” “หา! ทัวร์อะไรกันคะไม่ได้ไปด้วยกันเสียหน่อย ใครเอามาพูดแบบนั้น” “อ๋อ ไม่ได้มีใครพูดหรอกครับนอกจากเจ้าตัวเขาแหละ พอดีไอ้หมายมันป่วยเลยโทร. ให้ผมมาเข้าเวรแทนช่วงวีกเอนด์ ที่ผ่านมา ยังไงก็แล้วแต่ผมขอขอบคุณสำหรับอาหารกลางวันนะครับ ของดี ๆ ทั้งนั้นเลยลาภปากไอ้ยิ้มจริง ๆ แล้วนี่คืนดีกันแล้วใช่ไหมครับ เห็นคุณเมธานนท์เดินผิวปากอารมณ์ดี้ดีผิดกับ วันแรกเลย” คนถูกถามนิ่งไปชั่วครู่ ลึก ๆ แล้วก็ดีใจที่อาหารเผื่อแผ่ ถึงคนที่เธอเคารพมากกว่าจะเอาไปทิ้งให้หมามันกิน มุมปาก ของเธอกระตุกเล็กน้อยเพราะไม่อยากเชื่อว่าปัญญาชนอย่างเขาจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อน คิดและทำเรื่องทุเรศ ๆ ออกมาได้ “ฮึ ข้าวปุ้นขอแก้ข่าวตรงนี้เลยนะคะว่าเราเจอกันโดยบังเอิญ และก็ไม่ได้คืนดีกันด้วย อุ๊ย!” ข้าวปุ้นรีบเอามือปิดปากรู้ตัวว่าหลุดพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด “อ๋อ...เหรอครับ” ชายสูงวัยลากเสียงยาวอมยิ้มมองดูใบหน้างดงามที่กำลังยิ้มเจื่อน “หนูไปทำงานแล้วนะคะลุง” พูดเสร็จร่างระหงก็รีบ จ้ำอ้าวเข้าไปในลิฟต์ นายยิ้มตะโกนตามหลัง “โชคดีนะครับคุณเลขาฯ” ข้าวปุ้นทำหน้าเหยเกรู้สึกไม่คุ้นชินกับคำอวยพรของลุงยิ้ม เธอสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรงขณะที่หัวใจเต้นระส่ำระสายไม่เป็นจังหวะ “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดละว่ะ” เธอบอกตัวเอง พอประตูลิฟต์เปิดก็รีบสาวเท้าออกจากลิฟต์อย่างมั่นใจมุ่งสู่โต๊ะทำงาน นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงสี่สิบห้านาที เธอชอบมาทำงานก่อนเวลาเพื่อจัดเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนหัวหน้าจะมา ปลายนิ้วของข้าวปุ้นกดปุ่มเปิดคอมพิวเตอร์ขณะหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้คู่ใจ ขณะที่รอจอสี่เหลี่ยมดาวน์โหลดข้อมูลอยู่มือไม้ของเธอก็จัดแฟ้มงานและเก็บของกระจุกกระจิกเข้าที่ อีเมลเกี่ยวกับงานเป็นอย่างแรกที่เลขานุการอย่างเธอต้องเช็กก่อน พลันสายตาเจอจดหมายของหัวหน้าคนเก่าก็พรายยิ้มอย่างดีใจที่เขาถึงที่หมาย เธอคิดว่าเขาคงต้องการความช่วยเหลือ จึงรีบเปิดอ่าน (“สวัสดีครับข้าวปุ้น ตอนนี้ผมถึงญี่ปุ่นแล้วอากาศเย็นมาก ส่วนที่พักก็เล็กกว่าห้องเช่าในเมืองไทยเยอะ เหงามากแต่ก็รู้สึกอบอุ่นที่เพื่อนฝูงต้อนรับดี พวกเขาพาผมไปกินอาหารตั้งหลายอย่าง รสชาติออกไปทางจืด ชิมคำแรกก็ว่าอร่อย แต่ตอนนี้คิดถึงน้ำพริกตาแดงและคนสำคัญที่อยู่ในดวงใจของผม ผมหมายถึงใครน้า…คุณรู้ใช่ไหม? ดอกซากุระกำลังจะบาน แต่ก็ไม่บานเสียทีผมว่าคงรอข้าวปุ้นอยู่แน่เลย ห่วยใยเสมอ ส่วนคิดถึงน่ะมันแน่นอนอยู่แล้ว วสุ”) สิบนาทีก่อนหน้านี้ ร่างสูงใหญ่เดินออกจากลิฟต์ส่วนตัว แรกทีไม่อยากใส่ใจ ทว่าสายตาคมกริบเห็นใบหน้างามแฉล้มอมยิ้ม นั่นทำให้ต่อมเผือกของเขาขยายใหญ่ขึ้น ต้นกล้าชะงักฝ่าเท้าแล้วปรายตามองนาฬิกาฝาผนังบอกเวลาแปดโมงสิบนาที เขาอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอ เดินย่องเบาไปด้านหลังแล้วโน้มตัวเข้าใกล้คนตัวเล็ก ถือวิสาสะอ่านอีเมลของอีกฝ่ายด้วยจิตใจที่รุ่มร้อน ด้วยความดีใจที่หัวหน้าปลอดภัยและมีความสุขดี ข้าวปุ้นจึงก้มหน้าก้มตามองคีย์บอร์ดพิมพ์ตอบจดหมาย ทว่าเพิ่งทำงานในตำแหน่งนี้ได้ไม่นานเลยยังไม่ชำนาญ (“ถึงคุณวสุ ข้าวปุ้นดีใจมากเลย”) ปลายนิ้วเรียวชะงักในทันทีที่จมูกได้กลิ่นหอมสดชื่นที่ไม่คุ้นชิน ตามมาด้วยอาการหูชาเมื่อได้ยินเสียงพูดเรียบ แต่แฝงไปด้วยความโกรธ “หยุดทำไมล่ะ เขียนตอบชู้รักให้มันจบสิ ผมรออ่านอยู่” ด้วยความตกใจข้าวปุ้นจึงรีบกดปิดอีเมล เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นของคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ไม่ใช่อย่างที่คิดนะคะ อีกอย่างพี่ต้นกล้ามาแอบอ่านอีเมลข้าวปุ้นแบบนี้ แถวบ้านเรียกว่าเสียมารยาท ช่วยกรุณาเคารพความเป็นส่วนตัวของปุ้นด้วยค่ะ” ต้นกล้าแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำไมถึงได้รู้สึกโกรธ เขากัดกรามแน่นพยายามข่มอารมณ์นั้นเอาไว้ “ฮึ ความเป็นส่วนตัวเหรอ ลืมไปหรือเปล่าว่าที่นี่ที่ไหน ที่ผมเห็นคือคุณเอาเวลางานและใช้เครื่องใช้สำนักงานตอบอีเมลส่วนตัว ครั้งหน้าอย่าให้ผมเห็นอีก อ้อ…แล้วเรื่องผู้ชายนะถ้าคุณจะร่านไปทั่วขนาดนี้กรุณาอยู่ในขอบเขตด้วย อย่าให้มีเรื่องชกต่อยเหมือนหมาแย่งเนื้อเน่า จนทำให้โชคอนันต์เสื่อมเสีย ไปด้วย จะดีมากถ้าคุณเรียกผมว่า เมธานนท์” พูดเสร็จร่างสูงก็เชิดหน้าขึ้น เดินตรงสู่โต๊ะทำงาน ต้นกล้า กำมือแน่นระงับอาการที่เจ้าตัวรู้แต่ว่าโกรธ แต่ไม่รู้ว่ากำลังหึง จนหูอื้ออึ้งไม่ได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบาของอีกฝ่าย “พี่ต้นกล้า” นัยน์ตาดำขลับของคนตัวเล็กสั่นไหวมองตามแผ่นหลังกว้างอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้เกลียดเธอนัก พอคิดถึงตรงนี้ก็พาลให้น้ำตารื้น ตื๊ด! ตื๊ด! ตื๊ด! เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้นทำให้เลขานุการสาวกลืนก้อนสะอื้นลงคอ รีบกลอกดวงตาไปมากลั้นน้ำตา ไม่ให้ไหล “สวัสดีค่ะเขมิกาจากแผนกการตลาดค่ะ” “น้องข้าวปุ้นจ๊ะพี่แบมคนสวยจากฝ่ายบุคคลจ้า หัวหน้าหนูมายัง” “เพิ่งมาถึงค่ะพี่แบมเดี๋ยวปุ้นต่อสายให้นะคะ” ปลายนิ้วชี้ของเธอสั่นไหวขณะกดปุ่มย้ายสาย กรอกเสียงที่รู้สึกว่าช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน “คุณเมธานนท์คะสายจากคุณบุญญากรฝ่ายบุคคลค่ะ” “อืม โอนมาสิ” พอเลขานุการวางสายลงต้นกล้าก็ปรับเสียงให้เป็นปกติทั้งที่อารมณ์โกรธ หึง แค้นปะปนกันจนทำเขาแทบคลั่ง “ครับคุณบุญญากร” “สวัสดีค่ะคุณเมธานนท์เรียกน้องแบมเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ น้องแบมขอสอบถามสองเรื่อง เรื่องแรกไม่ทราบว่าคุณเมธานนท์พอจะให้มีเวลาว่างช่วงไหนบ้าง แบมจะได้นัดน้อง ๆ จากแผนกการตลาด บัญชี และหัวหน้าแผนกต่าง ๆ ไปแนะนำตัวให้คุณเมธานนท์รู้จักน่ะค่ะ เสร็จแล้วน้องแบมจะพาทัวร์รอบตึก” “อ๋อ ไม่ต้องทั้งสองอย่างเลยครับมันเสียเวลา เดี๋ยวผมให้เลขาฯ ส่งอีเมลบอกเอง คุณแบมโทร. มาก็ดีครับ ผมอยากให้ออกใบเตือนสองใบ ใบแรกให้คุณตรีนาถ แก้วกานต์ โทษฐานขัดคำสั่งในเวลางาน อีกใบหนึ่งให้เขมิกา วรรักษ์ โทษฐาน ใช้เครื่องใช้สำนักงานในเรื่องส่วนตัว รบกวนคุณแบมเรียกพวกเธอไปเซ็นรับทราบด้วย” “อุ๊ย! มาวันแรกก็จัดหนักเลยเหรอคะ น้องแบมว่าลงโทษแรงไปหน่อยนะคะเนี่ย” “ไม่หรอกครับ ผมคิดและไตร่ตรองดีแล้ว หากเห็นพนักงานทำผิดแล้วไม่ลงโทษก็ไม่เท่ากับว่าส่งเสริมกันหรอกเหรอครับ ถ้าคุณบุญญากรไม่สะดวกใจเดี๋ยวผมเอาปัญหานี้ ไปคุยกับคุณช่อทิพย์เอง” “อ๋อ เดี๋ยวน้องแบมจัดการให้ค่ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองไม่ต้องถึงคุณช่อทิพย์หรอกค่ะ” บรรยากาศในการทำงานเป็นไปอย่างอึดอัด ต้นกล้าหาจังหวะที่เลขานุการมองมาขยับคอมพิวเตอร์ เพราะอยากให้ อีกฝ่ายรู้หรือเข้าใจว่าเขาเกลียดขี้หน้าของเธอ จริงแล้วเป็นเขานั่นแหละที่หวั่นไหวเวลาเห็นดวงหน้างดงาม ที่เคยจูบที่เคยหอม มองทีไรใจของเขาแม่งโคตรสั่น ข้าวปุ้นรู้สึกแย่จนทำอะไรไม่ถูก งานตรงหน้ามีให้ทำแต่เหมือนขาดสมาธิ แววตาสีนิลที่เต็มไปด้วยความรัก บัดนี้เย็นชาจนทำให้เธอรู้สึกหนาวเหน็บไปยังขั้วหัวใจ กี่ล้านครั้งกันที่เธอพร่ำบอกตัวเองว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาคงไม่เป็นเหมือนเก่า แล้วสถานะนายกับบ่าวล่ะพอจะเป็นไปได้ไหม เพราะเธอไม่อยากไปจากที่นี่ เวลาที่คนเราทุกข์ก็เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกว่านาฬิกามันเดินช้า แต่ต่อให้รู้สึกนานแค่ไหนนาฬิกาบนฝาผนังก็ยังทำหน้าที่เป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้อีกสิบนาทีก็จะพักเที่ยง ถ้าคุณวสุอยู่เธอจะบอกเขาก่อนลงไปพัก หรือแม้แต่จะไปไหน ทว่ากับนายคนนี้คงต้องพึ่งโทรศัพท์สำนักงานในการสื่อสารเท่านั้น “คุณเมธานนท์คะมีอะไรจะให้ข้าวปุ้นทำอีกไหม” คนตัวโตปรายตามองนาฬิกาฝาผนัง ไม่วายพูดกระทบเจ้าของเสียงหวาน “หิวข้าวแล้วเหรอคุณเขมิกายังไม่เที่ยงเลย”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD