คิดทุกเม็ด

2466 Words
คงเป็นเพราะข้าวเม่าชอบแต่งหน้าจัดเลยดูแก่เกินวัย เขาไม่ชอบเพราะมันดูเฟ้ก แถมเธอยังทำตัวไม่รู้จักโต อ่อยอยู่เรื่อย ทรงง่ายจนทำให้ไม่ตื่นเต้นและไม่น่าสนใจ ไม่มีอะไรที่เขาชอบในตัวของข้าวเม่าเลยสักนิด หวังเพียงว่าใบหน้าแสนเปรี้ยวกับท่าทางออดอ้อนของเธอจะทำให้ใครบางคนกระอักเลือด มันต้องมีบ้างล่ะวะไม่มากก็น้อย ต้นกล้าคิดในใจ อมยิ้มในแววตาทว่าใบหน้ายังคงนิ่งเฉยและแกล้งทำเป็นไม่เห็นลูกน้องในบริษัท อาการเฉยชาคือสิ่งที่เขาตอบแทนเธอ ซึ่งมันก็ได้ผลเมื่อคนตัวเล็กจำต้องเบือนหน้าหนี มองบัวหลากสีนอกร้าน เพราะไม่อยากให้เขาเห็นเบ้าตาที่ แดงก่ำของเธอ ข้าวปุ้นพยายามกลอกตาไปมากลั้นน้ำตาเอาไว้ รู้สึกอยากจะกรีดร้องเมื่อได้ยินเสียงของคู่รักพูดคุยกันอย่างเบิกบานใจ ตั้งแต่สั่งอาหารจนกระทั่งพนักงานเริ่มทยอยวางอาหารจนครบทั้งสองโต๊ะ 7 คิดทุกเม็ด “พี่ต้นกล้าขา ป้อนทอดมันกุ้งเม่าหน่อยสิ” คนตัวโตแสร้งยิ้มนึกอยากจะดีดหัวคนพูดสักที หิวก็หากินเองสิวะ แม้จะหงุดหงิดอยู่ในใจทว่าต้นกล้าก็ใช้ช้อนตัดทอดมันกุ้งพอคำ จิ้มด้วยส้อมแล้วป้อนให้เจ้าของริมฝีปากที่ทาลิปสติก สีบานเย็นหนาเป็นนิ้ว “อร่อยไหมคะ” น้ำเสียงอบอุ่นมาพร้อมรอยยิ้มมหาเสน่ห์ “อร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะ ข้าวเม่าอยากให้พี่ต้นกล้าป้อนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ” กูอยากได้เมียจ้ะเม่าไม่ใช่คนพิการ ต้นกล้าพรายยิ้มขณะด่าคนที่ฉีกยิ้มหวานอย่างมีความสุขอยู่ในใจ คนที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารในจานกำลังยิ้มเยาะ เพราะสิ่งที่เห็นเขาเคยทำกับเธอเหมือนกัน สมองอันน้อยนิดเริ่มคิดว่าเขาไม่น่าจะคบเธอแค่คนเดียว ช่วงที่เธอไปมหา’ ลัยเขาก็แวบได้ เด็กหอที่โสดแบบเธอก็มีตั้งหลายห้อง เธอรู้ตัวว่ากำลังหึง แต่จะทำอะไรได้เล่านอกจากหา ทางออกด้วยการคิดอะไร ๆ ก็ได้ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดี หรือไม่ก็พาลหาเรื่องด่า ‘เชอะ กูโดนไอ้ต้นกล้าหลอกเต็ม ๆ โง่ที่สุด’ เออ...พอได้ด่าออกไปก็รู้สึกดีขึ้นจริง ๆ ข้าวปุ้นยอมรับว่าเรื่องอื่นเธอค่อนข้างเข้มแข็ง แต่เรื่องของหัวใจนี่แหละที่เธออ่อนไหวเป็นพิเศษ น่าจะเป็นเพราะรักแรกของเธอก็เจอคนดี เลยทำให้หัวใจของเธอไร้ซึ่งภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่สิ ตอนนั้นเธอเด็กเกินไปจึงมองเขาในแง่ดี ดีไปเสียทุกอย่างซึ่งมันไม่มีจริง คนเราไม่มีใครเพอร์เฟกต์หรอก อรุณเห็นว่าบรรยากาศเงียบจนน่าเบื่อและดูอึดอัดเลยพูดเสียงดัง “พี่ศิลานี่โรแมนติกเน้อ ฉันอยากได้ดอกไม้แบบข้าวปุ้น บ้างจัง” ชื่อชายที่เป็นหัวข้อสนทนานี้สร้างความอึดอัดให้ส้มพอสมควร แต่เธอก็อ่านใจของอรุณออกว่าแกล้งพูดใส่ไอ้บ้า ที่นั่งอยู่ด้านหลัง เลยรีบพูดเสริม “ฉันเชียร์พี่ศิลาขาดตัว ในบรรดาช่างขอโหวตให้พี่แกหล่อสุด อึ๋ยยย ปุ้นหุ่นพี่แกน่าฟัดโคตร ๆ ” คนพูดหน้าแดง ระเรื่อราวมะเขือเทศสุก เพราะกำลังจินตนาการทะลุผ่านเสื้อผ้าไปไกล พอกันกับข้าวปุ้นที่พรายยิ้มอย่างเขินอาย แตงกวารีบ พูดสมทบ “ถ้าแกได้พี่ศิลาเป็นผัวละก็สบายไปทั้งชาติเลยนังปุ้น ที่ทางพี่แกมีเยอะ เหล้าไม่กินบุหรี่ไม่สูบ อรุณเงินเดือนพี่แก กี่หมื่นวะ” “เอ๊ย บอกไม่ได้ ผิดกฎนะแก แต่ศูนย์เยอะกว่าพวกเราแน่นอน” แม้อรุณจะไม่ค่อยสนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ สักเท่าไร แต่เธอก็พอจะรู้ว่าส้มสนใจในตัวของนายช่างอยู่ไม่น้อย เพราะความที่เป็นเพื่อนเกลอคบกันมานาน เรื่องที่พูดแซวกันในขณะนี้จึงเป็นที่รู้กัน แตงกวาพูดหยอกเพื่อนต่อ “อุ๊ย! มาดามปุ้นค่ะน้อง ๆ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย ว่าไงอย่ามัวแต่อมยิ้ม ตอบฉันมาว่าจะเลือกใคร” “หา! ยังมีคนอื่นอีกเหรอ พูดมาเดี๋ยวนี้ ใคร!” อรุณแกล้งต่อโดยที่ยังไม่ได้มีใครตอบ ส้มเลยถือโอกาสพูดแขวะคนอยากรู้ “ก็หล่อนน่ะมัวแต่ยืนสิงคอหมูย่างอยู่ตรงบุฟเฟต์โน่น เห็นอู๊ดอู๊ดย่างเป็นไม่ได้ ทิ้ง… “โอ๊ย!” คนพูดค้างคำว่า‘เพื่อน’ ในคอเพราะโดนแม่หมูตีต้นแขนอย่างแรง สันกรามของเธอก็โดนตัวกินหมูบีบเสียแน่นจนต้อง อ้าปากค้าง อรุณทำท่ามองหาของในโพรงปากพร้อมส่งเสียงดุ “วันนี้วันเสาร์ทำไมหมาในปากยังมาทำงานอีก หึ! ตกลงจะเล่ามาดี ๆ หรือจะให้ฉันฆ่าหมาในปากของแกก่อน” การหยอกล้อของทั้งคู่เรียกเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี จนทำให้คนตัวโตเผลอมองรอยยิ้มของคนรักเก่าราวกับโดนมนตร์สะกด พอตั้งสติได้ต้นกล้าก็รีบสะบัดหน้าขับไล่อาการหวั่นไหวแล้วเงี่ยหูฟังเสียงอู้ ๆ อี้ ๆ ของส้ม “บอกแล้วเล่าแล้วจ้า เมื่อวานไงตอนกินข้าวกับคุณวสุ ใจฉันน่ะเต้น ตุบ! ตุบ! ลุ้นแทบตาย” “เป็นไร หัวใจจะวายว่างั้น” เสียงประชดของอรุณทำให้ส้มกั๊กคำตอบเอาไว้ อมยิ้มยั่วใส่คนที่ไม่ยอมตักอาหารเข้าปากเพราะความอยากรู้ แตงกวาเลยตอบแทน “ก็นึกว่าหัวหน้าจะขอนังปุ้นแต่งงานน่ะสิ” ข้าวปุ้นเห็นคนตัวโตชะงักเล็กน้อย จึงเดาว่าเขากำลังสนใจ ทั้งที่หมดหวังแต่ก็อยากกระตุ้นให้เขาหึง “ปุ้นก็มอง ๆ พี่เขาทั้งสองคนอยู่น่ะ ใครดีที่สุดปุ้นก็ตกลงกับคนนั่นแหละ” “น้าน…สวยเลือกได้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง มาชนแก้ว” สี่สาวยกแก้วน้ำผลไม้ชนกันกลางอากาศ คงมีแต่ส้มที่ยิ้มเจื่อน แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเพื่อนปุ้นไม่สนใจใคร แต่พอได้ยิน แบบนี้เข้าก็อดว้าวุ่นใจไม่ได้ “เฮ้! เย่! ตัดชุดเพื่อนเจ้าสาวรอเลยแบบนี้” เสียงเจี๊ยวจ๊าวนั่นไม่เท่าไร แต่ประโยคที่ได้ยินต่างหากที่ทำให้คนตัวโตรู้สึกจี๊ดในอก ส่วนดาราสาวที่นั่งซบอกกว้างรู้สึกหมั่นไส้อยู่ลึก ๆ เพราะไม่ชอบให้ใครเด่นกว่า ปัง! เสียงตบโต๊ะดังสนั่นระบายอาการแสลงหู ข้าวปุ้นสบตาอีกฝ่ายไม่คิดยอมแพ้ ในใจคิด ‘พี่ต้นกล้าทำได้ปุ้นก็ทำได้’ สามสาวยักคิ้วหลิ่วตาใส่กัน รู้สึกสะใจมากที่ทำให้คนบ้า บ้าหนักกว่าเดิม “อุ๊ย ข้าวเม่าตกใจหมดเลย เป็นอะไรคะ เจ็บมือหรือเปล่า” “ไม่เป็นอะไรครับพี่แค่ตบยุง กลัวมันจะกัดผิวเนียน ๆ ของน้องข้าวเม่าเอาน่ะ” เจ้าของผิวนวลเนียนส่งยิ้มหวานให้คนที่ลูบไล้อยู่บนต้นแขนของเธอ ซาบซึ้งใจจนต้องขอบคุณด้วยการเขยิบตัวขึ้นจูบบนสันกรามของอีกฝ่าย ต้นกล้าเกร็งจนตัวแข็ง แม้ไม่ชอบใจนักแต่ก็ระงับอารมณ์เอาไว้ รู้สึกหงุดหงิดพอสมควรที่ยัยตัวแสบพลาด ช็อตเด็ด ข้าวปุ้นก้มหน้าพิมพ์ข้อความในมือถือ (“อิ่มแปล้จนต้องให้ตำรวจพากลับบ้านแล้วค่ะ”) กดส่งเสร็จเธอก็ลุกไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างมือ ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! เสียงข้อความเข้าดังระรัวจนทำให้ข้าวเม่ารำคาญ ผละลำตัวออกจากแผงอกแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดู จังหวะนี้เองที่ ต้นกล้าเห็นว่าเหมาะที่สุด จึงรีบเดินตามคนรักเก่าไปติด ๆ เขาวนเวียนอยู่หน้าห้องน้ำอย่างร้อนรน กะว่าถ้ายัย ตัวแสบออกมาจะถามให้รู้เรื่อง ขณะเดียวกันสมองอีกซีกหนึ่งของเขาก็ถามและตอบตัวเองอย่างสับสน กูทำอะไรผิดวะถึงต้องมาตามถามเอากับน้องมัน เฮ้ย! มึงโดนทิ้ง! เขาทิ้งมึงไปกับผัวนะไอ้กล้า สติ! สติ! เออ แล้วน้องจะเอาผัวใหม่เกี่ยวไรกับมึ้ง โธ่โว้ย! พอตั้งสติได้ชายร่างสูงก็เดินเข้าห้องน้ำสวนกับอีกคนที่กัดริมฝีปากแน่น อาการเย็นชานี้ทำให้สายตาของเธอเกิดพร่ามัวเสมือนว่าตนกำลังเดินอยู่ในที่ที่มีหมอกหนาจัดจนมองไม่เห็นทางตรงหน้า ข้าวปุ้นรีบปาดน้ำตาแล้วเร่งฝ่าเท้าตรงไปยังระเบียงอีกด้านหนึ่ง หวังให้ความงดงามของดอกบัวช่วยรักษาหัวใจที่วูบโหวง ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มแสนเศร้ายอมรับการลงโทษทั้งหมดจากเขา พอต้นกล้าเดินออกจากห้องน้ำก็ได้ยินเสียงแว่วบอก “พี่ต้นกล้าค่ะเรากลับกันเถอะ ข้าวเม่าคงต้องกลับกรุงเทพฯ แล้วเบื่อผู้จัดการคนนี้จริง ๆ เลย แก่แล้วก็เลอะเลือนบอกว่าจะโทร. ยกเลิกคิวให้ข้าวเม่า สุดท้ายลืมค่ะ โอ๊ย! พูดแล้วหงุดหงิด เสียดายจังเลย อือ… อือ… ข้าวเม่าอยากอยู่ที่นี่กับ พี่ต้นกล้าอะ” “กลับไปทำงานก่อนเถอะข้าวเม่า โตแล้วต้องรับผิดชอบ ไม่งั้นจะเสียถึงพ่อ” ปากของคนตัวโตพูดก็จริง แต่สายตากลับมองดูคนรักเก่าที่ยืนเชิดหน้ารับสายลม นัยน์ตาสีถ่านเพลิดเพลินอยู่กับใบหน้างดงาม หัวใจที่เคยตายด้านของเขาตอนนี้กลับมาเต้นรัวอีกครั้ง เสมือนมีคนกำลังตีกลองรบ “ไปกันเถอะค่ะ” พูดเสร็จต้นกล้าก็โอบเอวคอดของ อีกฝ่ายเดินออกไปจากร้าน ข้าวปุ้นหลับตาพริ้มสูดกลิ่นอายธรรมชาติที่มากับสายลม เธอพร่ำบอกตัวเองว่าจะร้องไห้ให้เต็มที่ และวันนี้จะอ่อนแอเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อสั่งลาทุกอย่าง ขณะเดียวกันแตงกวาเดินไปเข้าห้องน้ำ เหลืออรุณกับส้มนั่งอยู่ที่โต๊ะ สาวร่างท้วมแกล้งเอาไหล่กระทบเพื่อนเบา ๆ “ไม่ต้องเศร้าหรอก ยังไงข้าวปุ้นก็ไม่สนพี่ศิลาของแกหรอกน่า” “แต่พี่เขาก็ไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตาเลยนะแก” “โอ๊ย นังปุ้นแสดงออกโจ่งแจ้งขนาดนั้นว่าไม่สน แถมเปิดโอกาสให้แกก็ตั้งหลายรอบ ฉันว่าแกคงต้องรุกหนักกว่านี้ นะส้ม” สองสาวมัวแต่พูดคุยกันโดยไม่รู้ว่าข้าวปุ้นยืนอยู่ด้านล่าง “ใช่! ส้มต้องรุกให้หนัก ปุ้นยืนยันตรงนี้เลยว่านับถือ พี่ศิลาเหมือนเพื่อนร่วมคนอื่น ๆ อีกอย่างปุ้นมีคนรักอยู่แล้วแต่เขาเกลียดปุ้น” คนพูดเสียงเริ่มสั่น น้ำตาเจ้ากรรมดันห้ามไม่อยู่แต่เธอก็พยายามพูดต่อ “ช่างเถอะ ปุ้นผิดเองที่เดินออกจากชีวิตของพี่เขา ปุ้น อยากเล่าให้ฟังนะ แต่ตอนนี้มันทั้งจุกทั้งเจ็บจนพูดไม่ออก” แตงกวาเดินออกจากห้องน้ำได้ยินพอดี “ปุ้น / ปุ้น / ปุ้น” สามสาวส่งเสียงแผ่วเบาออกมาแทบจะพร้อมกัน ด้วยว่าไม่เคยเห็นคนใจแกร่งร้องไห้หนัก ๆ “ไอ้บ้านั่นใช่ป้ะ” แตงกวาสบตาแล้วพยักพเยิดหน้า ไปยังคู่รักที่เดินจู๋จี๋อยู่กลางสะพาน ไม่มีคำตอบให้นอกจากริมฝีปากกระจับสั่นระริกคล้ายจะปล่อยโฮ แต่พยายามกลั้นไว้ อรุณกับส้มกระเด้งตัวยืนพร้อมกัน “ปุ้นไม่เอาไม่โทษตัวเอง ฉันเชื่อว่าแกก็ต้องมีเหตุผลของแก” อรุณพูดปลอบขณะที่ส้มรีบส่งกระดาษทิชชูให้แล้วพูดเสริม “ใช่ อรุณพูดถูก ต่อให้แกผิดจริงฉันก็จะอยู่ข้างแก” แตงกวาส่งสายตาค้อนควักไปยังร่างสูงที่เดินอยู่กลางสะพานไม้ “ฉันอีกคน อย่าไปเอามันเลยผู้ชายห่วย ๆ ปุ้นแกสวยอย่าได้แคร์” “ฮื่อ ฮื่อ ฮื่อ ขอบใจพวกแกมากเลย” ยิ่งปลอบข้าวปุ้น ยิ่งกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นซาบซึ้งใจกับมิตรภาพ ดี ๆ ก่อนจะโผเข้ากอดทั้งสามคน ท้ายที่สุดเธอก็เกิดอาการช็อกเมื่อเห็นค่าอาหารในบิล อรุณเอ่ยถามพนักงานเสิร์ฟหญิงที่น่าจะรุ่นเดียวกับป้าแพรว “พวกหนูไม่ได้สั่งนะคะคุณป้า” “หา! นังฝ้ายมานี่สิ!” หญิงวัยกลางคนตะโกนเรียกลูกสาวเสียงดัง ฝ้ายวัยราวสิบห้าเดินหน้าง้ำหน้างอ ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยคำใดก็ถูกมารดากระชากแขนอย่างแรง “ลงบิลยังไงฮะ พี่ ๆ เขาบอกว่าไม่ได้กิน” “ใช่บิลอันนี้ไม่ใช่ของโต๊ะนี้ แต่เป็นของพี่สุดหล่อโต๊ะนั้นเขาบอกว่าให้พี่คนสวยจ่าย” ปลายคางของคนพูดชี้มายังเธอ ข้าวปุ้นเบิกตาโพลง เรียกสติให้รีบกลับมา เพราะดูเหมือนว่าสตางค์ในกระเป๋ากำลังจะหาย เธอชี้หน้าตัวเองถามย้ำ “พี่เนี่ยนะต้องจ่าย” คนอ่อนวัยกว่าพยักหน้าระรัวแสร้งทำหน้าจริงจัง จริง แล้วเธอรับเงินใต้โต๊ะจากคนตัวสูงให้ยัดเยียดความอับอายนี้ แรกทีเธอปฏิเสธ แต่เงินมีจำนวนมากพอที่จะซื้อตั๋วไปดูคอนเสิร์ตของนักร้องเกาหลีช่วงปลายปี ผู้เป็นมารดารู้สึกเสียหน้ามาก จึงรีบบิดใบหูของลูกสาวระบายอารมณ์โกรธ “นังนี่! แล้วทำไมมึงถึงโง่ขนาดนี้ เขาบอกเหตุผลโง่ ๆ มึงก็เชื่อเขาหรือ แหมกูละเบื่อไอ้นิสัยบ้าผู้ชายของมึงจริงจริ๊ง เห็นคนหล่อเป็นไม่ได้สมองกลวงขึ้นมาทันที” เด็กสาวโน้มตัวอ่อนตามแรงดึง ตะโกนบอกเพราะเจ็บ “ก็พี่เขาบอกว่าพี่คนสวยติดหนี้เขาอยู่ ยังไงก็ต้องจ่าย อีกอย่างพี่เขาก็ดูรวยจะมาโกหกเราทำไมแม่ แถมยังมากับดาราใครจะกล้ามาพูดเล่น” “มึงยังจะเถียงอีก” “โอ๊ย…จะมาตีหนูทำไมแม่แทนที่จะรีบแจ้งตำรวจจับมันเลย คงยังไปไม่ถึงไหนหรอก” ลูกหนี้เม้มริมฝีปากแน่นคิดอย่างถี่ถ้วน ค่าหอเธอก็จ่ายทุกเดือนแล้วเธอไปติดหนี้พี่เขาตรงไหน หัวคิ้วของเธอขมวดเข้าหากันพยายามนึกอย่างหนัก หา! หรือว่าค่าเนื้อวากิว โอ๊ย ลมจะจับ ร่างบางเซเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอาหารในกล่องซึ่งนับไม่ถ้วนว่ามันกี่มื้อ แน่นอนว่าระดับพี่ต้นกล้าต้องสังเวยเธอด้วยอาหาร พรีเมียม ชั้นดี ข้าวปุ้นถอนหายใจอย่างแรงก่อนจะยิ้มจนตาเป็นสระอิ หันไปทางเพื่อนสาวแล้วกระซิบถาม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD