5 เหตุผล
บนท้องถนนที่มีแต่ความมืด กายและจิตใจที่เหนื่อยล้าทำให้คนตัวเล็กต้องปิดเปลือกตาลง ในหัวมีแต่ภาพของชายคนรัก รักแรกและเป็นรักเดียวของเธอ แม้จะใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้ ทว่าทุกวินาทีของเธอกลับโหยหาความสุขในช่วงเวลานั้น
ในวัยยี่สิบปี ข้าวปุ้นจำได้ดีว่าตอนนั้นคิดว่าตัวเองไม่ค่อยฉลาดเลยเลือกเรียนสายอาชีพ ซึ่งเธอวางแผนไว้ว่าจบเมื่อไร หางานทำทันที
เธอเข้าใจตรรกะที่ว่าหากเรียนสูงโอกาสจะได้งานดี ซึ่งหมายถึงเงินเดือนสูงตามความรู้ความสามารถนั่นมีมาก สอบชิงทุนมีตั้งเยอะตั้งแยะ แต่อย่างว่าแหละสมองของเธอก็ไม่ได้คมเหมือนใบมีด เลยจำต้องปัดเรื่องนี้ออกไป การทำงานก่อนวัยอันควรก็ไม่ได้แย่นัก อย่างน้อยก็ได้ประสบการณ์ซึ่งไม่มีสอนในห้องเรียน
เป้าหมายตอนนั้นคืออยากมีงานทำเพื่อลดภาระของทางบ้าน เดี๋ยวหาเงินได้สักก้อนค่อยเรียนต่อหรือลงทุนทำอะไร สักอย่าง
ทุ่งรวงทองหอพักจึงเป็นเสมือนบ้านหลังที่สอง ไกลจากโรงเรียนก็จริงแต่การเดินทางสะดวกมาก ที่สำคัญคือราคาถูกสำหรับลูกชาวนาอย่างเธอ
เธอเลือกห้องพัดลม ถอยที่นอนปิกนิก ซื้อของใช้ส่วนตัวนิด ๆ หน่อย ๆ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กาต้มน้ำร้อน ตะเกียบและถ้วยแน่นอนว่าต้องมี
จากนั้นก็ผูกท้องกับข้าวกล่องหรือข้าวราดแกงราคานักศึกษาหน้าปากซอย แค่นี้การศึกษาในเมืองก็เป็นเรื่องง่าย
คืนหนึ่งขณะที่กำลังอาบน้ำจู่ ๆ ไฟก็ดับ เธอเลยใช้ความชำนาญเดินฝ่าความมืดกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ของหอ
“พี่คะไฟเพดานดับทั้งห้องเลยเปิดสวิตช์ยังไงก็ไม่ติด พอจะมีช่างขึ้นมาดูให้ข้าวปุ้นได้ไหมคะ หนูอยู่ชั้นสี่ห้องสี่หนึ่งแปดค่ะ”
“ช่างกลับบ้านไปหมดแล้วเดี๋ยวพี่ขึ้นไปดูให้ครับ”
เธอรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้รัดกุม ดึกดื่นกับช่างไฟที่ไม่รู้จัก ข่าวข่มขืนนักศึกษาฆ่าหมกหม้อมีออกจะบ่อยซึ่งเธอก็ไม่อยากเป็นหนึ่งในนั้น
ความรู้สึกในคืนนั้นมันยากจะลืมจริง ๆ คล้ายกับว่าเธอถูกลูกศรของกามเทพปักเข้าที่อกอย่างแรง จนสมองพร่าเบลอสติสตังล่องลอย เพราะแทนที่จะถือไฟฉายส่องหลอดไฟ โน่นค่ะ! ปุ้นส่องหน้าผู้ชาย
เขาคือหนุ่มฮอต ลูกชายคนเดียวของเจ้าของหอพัก อายุยี่สิบสี่ปี ประวัติหอก็ใช่ย่อย จากท้องนาเขียวขจีพอความเจริญมาถึงก็กลายเป็นห้องพักและอะพาร์ตเมนต์หลายตึก
รุ่นที่สามอย่างพี่ต้นกล้าก็เลยกลายเป็นเสือนอนกิน ถึงเรียนจบมหา’ ลัยดังได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน หางานทำให้เหนื่อย แค่เดินแกว่งไข่วิ่งไล่เล่นกับยุงก็มีกินไปทั้งชาติ
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เด็กสาวหลายคนอยากพลีกายให้ ไม่ใช่เธอแน่นอน ก็ดาวมันอยู่เสียสูงถ้ารู้ว่าตัวเตี้ยจะเสียเวลาไปไขว่คว้าทำไม
“น้องใช่คนที่ชื่อข้าวปุ้นใช่ไหมถ้าพี่จำไม่ผิด”
“ค่ะ อย่าบอกนะว่าพี่เป็นคนรับโทรศัพท์ ความจำดีจังแฮะ เอ๊! เหมือนเราจะเดินสวนกันอยู่บ่อย ๆ นะคะ แต่เออ... ช่างเถอะ”
“อ้าว! น้องข้าวปุ้นอย่าส่องหน้าพี่สิครับพี่แสบตา ส่องตรงมือพี่หน่อยค่ะนอตมันตัวเล็กเดี๋ยวหลุดมือไปได้หากัน ทั้งคืนแน่”
“อ๋อค่ะ”
เธออมยิ้มเขินอายกับอาการหลุดเฟรมของตัวเอง จากที่เคยแบะปากหมั่นไส้สาว ๆ ที่กรี๊ดพี่เขา ตอนนั้นเธอตั้งมั่นในใจว่าจะไม่เป็นแบบนี้แน่นอน
ทว่าตอนนี้เป็นเธอที่อ้าปากค้าง แอบกลืนน้ำลายลงคอขณะดูชายร่างสูงยืนบนเก้าอี้เปลี่ยนไฟซาลาเปาบนเพดานอย่างขะมักเขม้น เสื้อยืดสีขาวก็บางเสียจนเห็นความกำยำที่ทำให้เธอรู้สึกอยากกลายร่างเป็นแม่เสือสาวกระโจนเข้าไปขยำแก้มก้นของพี่เขา
อาการตกหลุมรักคือภัยมืดที่คุกคามอยู่ในหัวใจ เกิดขึ้นก็ใช่ว่าจะหายง่ายเหมือนเป็นไข้หวัด ที่กินยานอนพักเพียงไม่กี่วันก็หายขาด
หลังจากที่เธอร่ายมนตร์ดำใส่ไฟฉาย ห้องพักของเธอก็จะมีช่างชื่อต้นกล้า ที่คอยมาแก้ทุกปัญหาราวกับเป็นซูเปอร์แมน และก็เป็น ซูเปอร์แมนที่เรื่องเยอะเสียด้วย เพราะเขาเลือกมาแต่ห้องของเธอ
สองปีที่คบกันชีวิตของเธอมีความสุขไม่ต่างจากเจ้าหญิง ตื่นเช้าไปเรียนหนังสือด้วยรอยยิ้ม กลับหออย่างเร่งด่วนเพื่อที่ จะได้มีเวลาอยู่กับพี่ต้นกล้าได้นานขึ้น
เธอเป็นคนกินเก่งและหิวบ่อย ถ้าอยู่คนเดียวก็ซื้ออาหารกล่องเข้ามา พอดีมีพี่ต้นกล้ากินเป็นเพื่อน ห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กจึงมีหม้อหุงข้าวและเตาแก๊สปิกนิกเพิ่ม กฎของหอพักคือห้ามมีเตาแก๊ส แต่ใครจะกล้ากับลูกชายของเจ้าของหอ
พอกลับถึงห้อง สิ่งแรกที่เห็นคือพี่ต้นกล้าถือกล่องมากมาย ข้างในคือเนื้อ ผัก และเครื่องปรุง หั่นล้างเรียบร้อยพร้อมลงกระทะ
จริง ๆ แล้วเขาทำอาหารมาจากบ้านก็ได้ แต่เชฟต้นกล้าอยากโชว์ฝีมือ คนรอกินก็ไม่อยากขัดศรัทธา เธอแค่หุงข้าวกับล้างจานก็พอ
จากนั้นก็ทำการบ้าน โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษกับบัญชีก็ได้อาจารย์ต้นกล้านี่แหละสอน พอทำการบ้านเสร็จก็อาบน้ำแล้วเราก็อยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน
“อย่าค่ะ อย่าเพิ่งใจร้อน รอให้ข้าวปุ้นเรียนจบก่อนได้ไหมคะแล้วเราค่อยมาทำอย่างว่ากัน”
คำร้องห้ามที่จำขึ้นใจ ไม่ใช่ว่าไม่รักคนที่กำลังถอดกางเกงของเธอนะ รักมากพอ ๆ กับความรู้สึกผิดที่มีต่อมารดา ที่นอกจากจะไม่ตั้งใจเรียนแล้วยังริอ่านมีรัก ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ผู้ชายจูบลูบคลำไม่ว่างเว้นแต่ละวัน
“สัญญาแล้วนะ”
“ค่ะ สัญญา” เธอกดนิ้วโป้งลงบนนิ้วโป้งของพี่เขาทำสัญญา จากนั้นเราสองคนก็ดูหนังฟังเพลง หลับสักงีบ ตื่นมาก็กินข้าวต่อ หัวร่อต่อกระซิกพ่นคำหวานใส่กัน วนลูปอยู่อย่างนั้นในโลกสีชมพู
ข้าวปุ้นเปิดเปลือกตามองความมืดมนข้างทาง รู้ตัวว่าเธอกำลังหลงอยู่กับอดีต พรายยิ้มกับความสุขเดียวที่มีอยู่ในความทรงจำ ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งนึกถึงวันอันสุดแสน จะพิเศษ
คืนนั้นหลังจากไปกินหมูกระทะร้านดังหน้าปากซอย จูบแรกที่ได้รับจากพี่ต้นกล้าก็น่าจะเป็นตอนเที่ยงคืน จูบนั้นหวานละมุนและอ่อนโยนเกินกว่าที่เธอจะบรรยายออกมาได้
“เราเป็นแฟนกันครบหนึ่งปีแล้วนะ” เสียงหวานของเขาเอ่ยขึ้นหลังจากที่ผละริมฝีปากออก เพียงแค่แป๊บเดียวริมฝีปากของเธอก็โดนจู่โจมอีกครั้ง
“อื่อ พี่ต้นกล้า” เสียงบ่นอู้อี้ที่อีกฝ่ายไม่ยอมแม้จะปล่อยให้เธอหายใจ พอผละริมฝีปากออกได้เธอก็รีบพูด
“ขอบคุณนะคะที่หนึ่งปีนี้พี่ต้นกล้าดีกับข้าวปุ้น และทำให้ข้าวปุ้นมีความสุขที่สุด งั้นข้าวปุ้นขออวยพรให้พี่ต้นกล้า ดีกับข้าวปุ้นคนนี้คนเดียวไปนาน ๆ ได้ไหมคะ”
“อื่อ คนอะไรหน้ามึนอวยพรให้ตัวเองเฉไฉแถไปเรื่อย”
เธอส่งยิ้มหวานพร้อมกับกอดเอวสอบของคนตัวโต ทำตาปริบ ๆ “รอข้าวปุ้นอีกหน่อยได้ไหมคะพี่ต้นกล้า”
“สัญญาแล้วนะ”
“ค่ะ สัญญา”
สัญญาปากเปล่าบางเบาราวกับใบไม้แห้ง แม้เธอจะพยายามรักษามันเอาไว้ แต่เมื่อใดที่มีลมพายุพัดโหมกระหน่ำก็ย่อมปลิวไปตามแรงลม เฉกเช่นเดียวกับปัญหาของเธอที่เกิดขึ้นอย่างไม่อาจคาดเดา เพราะจู่ ๆ แม่ของเธอก็หัวใจวายเสียชีวิตกะทันหัน
การกลับไปอยู่บ้านเกิดโดยทิ้งเป้าหมายของชีวิตไม่มีอยู่ในหัวของเธอกับพี่ชาย ทว่าเหมือนความโชคร้ายมากับความโชคดีที่ญาติฝ่ายแม่ของเธอขอเซ้งร้านขายของชำ แน่นอนว่าจำนวนเงินไม่มากนัก แต่ก็พอจะทำให้พี่ข้าวโอ๊ตสามารถเรียนจบนายร้อยตำรวจได้อย่างราบรื่น
พวกเราดีใจได้เพียงไม่ถึงสองวันก็ต้องหน้าตึงกันอีกรอบ เมื่อรู้ว่าแม่เอาที่นายี่สิบไร่ไปจดจำนองกับธนาคารเป็นเงินห้าแสนบาท ถึงจะช็อกกันทั้งคู่แต่พวกเราก็เข้าใจถึงความลำบากของมารดา
เพราะบิดาเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเล็กมาก มารดานอกจากจะเลี้ยงลูกตั้งสองคนแล้วยังต้องเข้าเมืองอยู่เป็นประจำเพื่อไปร้านปลีก-ส่งเอาสินค้ามาขาย รวมไปถึงผัก ผลไม้ ไม่เว้นแม้แต่แกงถุง กำไรพอได้สำหรับค่าเล่าเรียนของเธอกับพี่ชาย
พอเธอรู้ความหน่อยก็สังเกตเห็นว่า แม่ต้องทำงานอย่างหนัก ใช้จ่ายอย่างประหยัด หมุนเงินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอต
“ข้าวปุ้นย้ายมาอยู่กับพี่เถอะเงินค่าหอจะได้เอาไปจ่ายหนี้ พี่จบแล้วค่อยขยับขยายอีกที ว่าแต่เราเหลืออีกกี่เทอม”
คำพูดของพี่ชายมีเหตุผลมากพอที่ทำให้เธอจำเป็นต้องตัดความสุขส่วนตัวออก ด้วยการทิ้งห้องพักที่อบอวลไปด้วย กลิ่นอายของความรักอย่างไม่มีทางเลือก
ส่วนที่นาก็เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่แม่ทิ้งไว้ให้ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าหนี้สิน ต่อให้ลำบากแค่ไหนเธอกับพี่ชายก็ต้องเอามันคืนมา
“เทอมสุดท้ายแล้วค่ะจบก็ว่าจะหางานทำเลย ไว้หมดหนี้เมื่อไหร่ค่อยวางแผนต่อเน้อ”
จำได้ว่าน้ำเสียงของเธอในตอนนั้นเหมือนจะเข้มแข็ง แต่จริง ๆ แล้วเธอเศร้ามาก เศร้าจนอยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก ปวดหัวจนแทบจะระเบิดกับปัญหาที่โชคชะตายัดเยียดมาให้
ก่อนที่จะย้ายออกจากห้องพักเธอก็ว้าวุ่นใจจนนอนไม่หลับ อยากพูดคำลา อยากบอกพี่เขา แต่พี่ต้นกล้ากำลังจัดกระเป๋าพาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่น ความสุขกำลังรอพี่เขาอยู่ข้างหน้า
เมื่อทบทวนอยู่นานจึงได้สติว่าปัญหานี้เธอควรแก้มันเอง คนเราต่อให้รักกันแค่ไหน แต่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ไม่เข้าใครออกใคร คู่รักหลายคู่เลิกกันส่วนใหญ่ก็มีปัญหามาจากเรื่องเงิน เรื่องทองทั้งนั้น
ยิ่งคิดเธอยิ่งรู้สึกด้อยค่าตัวเอง เพราะพี่ต้นกล้าเรียนจบสูงและมีฐานะร่ำรวย ในขณะที่เธอเป็นแค่ลูกชาวนามีหนี้สิน ล้นตัว แค่พาตัวเองเรียนให้จบปวส. ยังลำบากเหมือนเข็นครก ขึ้นภูเขา อนาคตมืดบอดเพราะยังคิดไม่ตก
ชีวิตของพี่ต้นกล้าเหมือนเดินอยู่บนก้อนเมฆในขณะที่เธอเดินอยู่บนถนนลูกรังที่เติมไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ นั่นจึงทำให้เธอตัดสินใจว่าไม่ควรอยู่ถ่วงอนาคตของพี่เขา
ชีวิตใหม่ในห้องเช่าขนาดเล็ก ตาดำของเธอก็แทบจะเขเพราะมองแต่หน้าจอมือถือ ไม่มีแม้สายเข้าหรือข้อความถามไถ่ จากคนรักปากบอกปล่อยวางแต่หัวใจของเธอสิมันฟังเสียที่ไหน
เดือนแรกโคตรจะเจ็บ!
เดือนที่สองโคตรจะช้ำ!
เดือนที่สามชีวิตคนเรามันต้องมูฟออนไหมวะ
ท้องหิวปากก็ต้องหาของกิน หนี้สินยังต้องชดใช้ คิดได้ดังนั้นเธอจึงหางานพาร์ตไทม์ทำ วุ่นจากงานก็ลืม เหนื่อยก็หลับ
ปีกว่า ๆ กับเหตุผลที่ว่าความรักระหว่างเธอกับพี่ต้นกล้าคงเป็นดั่งเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบกันได้อีก พอเรียน จบปวส. เธอก็ตัดสินใจย้ายตามพี่ชายเนื่องจากเขาได้เลื่อนขั้นไปประจำการในตำบลเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง บริษัทโชคอนันต์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก เป็นโรงงานเดียวที่เธอหมายตา…
ไม่นานนักรถเก๋งก็เลี้ยวเข้าสู่แฟลตตำรวจ พูดง่าย ๆ คือบ้านพักให้ตำรวจอยู่ฟรี ลักษณะคล้ายทาวน์เฮาส์สองชั้น มีอยู่สี่ตึก แต่ละตึกมีห้องพักอยู่แปดห้อง คนโสดพักด้วยกัน แต่พี่ข้าวโอ๊ตพอจะมีตำแหน่งเลยไม่ต้องอยู่รวมกับคนอื่น
พอพี่ชายจอดรถข้าวปุ้นก็รีบเช็ดน้ำตา เปิดประตูรถได้ก็เดินลิ่วตรงเข้าบ้านโดยมีพี่ชายเดินตามหลัง
“ปุ้นขออาบน้ำเข้านอนเลยนะคะ” ข้าวปุ้นหันหลังไปบอกคนที่กำลังล็อกประตูหน้าบ้าน
“อืม” ข้าวโอ๊ตมองตามหลังน้องสาว สัมผัสถึงกระแสความเศร้าที่มีมากกว่าปกติ เขาจำได้ว่าอาการนี้เกิดขึ้นตอนที่เธอย้ายมาอยู่กับเขาใหม่ ๆ ในช่วงหกเดือนแรก
ตอนนั้นต่างคนต่างดิ้นรนเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเองจึงไม่ได้ถามสารทุกข์สุกดิบกัน แม้น้องสาวของเขาจะแสดงออกว่าเข้มแข็ง ยิ้มร่าเริง แต่เขารับรู้ว่าเธอแกล้งทำเพราะไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ
คนตัวเล็กจัดการตัวเองเสร็จก็ถลาตัวลงนอนบนเตียงขนาดเล็ก ข้าวปุ้นรู้สึกเหนื่อยล้าจนคิดไม่ออกว่าจะเริ่มแก้ปัญหากับหัวหน้าคนใหม่จากตรงไหน โดยเฉพาะสายตาคมบอกชัดว่าเขาเกลียดเธอ เกลียดมากด้วย
โธ่ โธ่ กอดรัดฟัดเหวี่ยงจนแทบจะสิงกัน
ปากบอกว่ารักแต่ไม่เคยโทร.มา
ข้อความถามไถ่ก็ไม่มี
แล้วมาโกรธมาเกลียดกันเนี่ยนะ มันไม่ถูกต้อง
เพราะไม่ได้เจิมหรือเปล่าวะ มันเลยบ้า
ข้าวปุ้นถอนหายใจยาว รู้ดีว่าการทำงานของเธอคงหาความสุขไม่ได้อีกต่อไป ก่อนจะปวดหัวจี๊ด ๆ กับเสียงเตือนกลุ่มในแอปเขียว เธอรับรู้ถึงความห่วงใยของเพื่อน แต่ตอนนี้เธอเหนื่อยเหลือเกินเลยเลือกที่จะเมินแล้วปิดเปลือกตาลง จิตใจต่อให้วูบโหวงแค่ไหนถ้าร่างกายเหนื่อยก็ย่อมหลับไปในที่สุด นั่นคือสิ่งที่เธอทำตั้งแต่ย้ายออกจากรังรักรังนั้น