เปิดเรื่อง
“ไม่ทราบว่าข้าวปุ้นผิดอะไรทำงานไม่ดีตรงไหนคะ” เสียงเอ่ยถามเบาที่เดาว่าเขาได้ยิน แต่แกล้งทำเป็นไม่สนใจมากกว่า ริมฝีปากกระจับเบะออกอยากร้องไห้ แต่จำต้องกล้ำกลืนเอาไว้เพราะไม่อยากให้เขาเห็นความอ่อนแอก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาเก็บกระดาษที่กระจายอยู่ทั่วพื้นพรม แสบร้อนมือแค่ไหนก็ไม่อาจเทียบได้กับหัวใจที่ปวดร้าว
ผู้เป็นใหญ่ในห้องไม่รู้เหมือนกันว่าเธอผิดอะไร ส่วนแฟ้มงานกองโตเท่าภูเขาเขาก็ไม่ได้ต้องการมันเลย
ต้นกล้าลุกจากเก้าอี้ จับข้อมือเล็กกระชากอย่างแรงจนเรือนร่างเล็กที่นั่งเก็บของอยู่ด้านล่างถลาเข้ามาในอ้อมกอดตามที่เจ้าตัวตั้งใจ
“คนอย่างเธอคงไม่รู้ความผิดของตัวเองสินะ ผมจะบอกให้ว่าคุณผิดตรงไหน” พูดเสร็จเขาก็ก้มใบหน้าลงหวังจูบระบายแค้น หรือไม่ก็ระบายความคิดถึงซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจ การจู่โจมอย่างรวดเร็วทำให้อีกฝ่ายตกใจ จึงต่อสู้ตามสัญชาตญาณ
“โอ๊ย!” ต้นกล้าแผดร้องเมื่อกรงเล็บของเลขานุการข่วนเข้าที่คอ โชคดีที่หลบทันไม่อย่างนั้นใบหน้าหล่อเหลาของเขาคงเป็นรอย สีแดงบนคอของเจ้านายทำให้คนที่พยายามป้องกันตัวตกใจพอสมควร
“เดี๋ยวนี้ร้ายถึงขนาดทำร้ายพี่แล้วเหรอ” แววตาสีถ่านดูดุก็ไม่ได้ทำให้เธอกลัวเท่ากับการถูกเขาระดมจูบไปทั่วอย่างป่าเถื่อน ด้วยเหตุนี้เธอจึงดิ้นสุดกำลังพร้อมกับส่งเสียงร้อง
“หยุด! ฉันบอกให้หยุด! อื้อ…” ทว่าก็ไม่เป็นผลเมื่อปากหยักได้รูปของอีกฝ่ายรีบปิดกล่องเสียงและบดจูบริมฝีปากเธออย่างเลือดเย็น
การถูกปฏิเสธไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าเธอมีค่าเลยสักนิด ก็แค่มายาของนังผู้หญิงแพศยา คนหนึ่ง ยิ่งคิดต้นกล้าก็ยิ่งทวีความรุนแรงตอบสนองเธอ เอาให้สาสมกับความแค้นที่อัดแน่นในอก
ความเจ็บปวดนี้กระตุ้นบ่อน้ำตาของผู้ที่อ่อนแอกว่าให้ไหลซึม พอสบโอกาสข้าวปุ้นก็ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าคมคายหวังเรียกสติ
เพียะ! สันกรามคมสะบัดไปตามแรงตบ แสบร้อนจนต้องระบายอารมณ์โกรธด้วยการจับเรือนร่างเบาบางทุ่มลงบนโซฟา
“โอ๊ย เจ็บ”
1 เดอะแก๊งแห่งโชคอนันต์
สามปีก่อน ณ ตึกสีขาวขนาดห้าชั้นที่อุตส่าห์ท้าลม บ่มแดดสู้กับฝนยาวนานเกือบยี่สิบปี เพราะมีการซ่อมบำรุงอยู่เป็นประจำกาลเวลาอันยาวนานนี้จึงไม่อาจทำลายคุณภาพของตึกได้
โชคอนันต์ คือบริษัทแปรรูปผลไม้ทุกชนิด ที่ตั้งโอ่อ่าอยู่บนพื้นที่สิบไร่ในตำบลแห่งหนึ่งทางภาคเหนือตอนใต้ แรกเริ่มคือการแปรรูปผลไม้ในสวนกินกันเองในครอบครัว พอผลไม้มีจำนวนมากก็เริ่มจัดกระเซ้าเป็นของฝากให้กับเพื่อนฝูงตามเทศกาลต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่ผู้คนที่แวะมาเยี่ยมเยือน
เมื่อได้รับคำชมมากกว่าคำติเตียน จากผลไม้แปรรูป ก้นครัวก็ได้กลายเป็นโรงงานขนาดย่อม จวบจนทุกวันนี้เติบใหญ่มีพนักงานมากมายมากกว่าห้าร้อยคน ขณะนี้เป็นยุคของการแข่งขันโชคอนันต์จึงอยากท้าทายตัวเองด้วยการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
แม้จะเติบใหญ่แค่ไหนเจ้าของธุรกิจก็ยังคงปกครองลูกน้องเสมือนคนในครอบครัว สถานที่แห่งนี้จึงอบอวลไปด้วยความสุขและรอยยิ้มของพนักงาน
บ่ายวันศุกร์ในแผนกการตลาดปกติจะเป็นวันรีบเร่งของทุกคน เพราะต้องการทำงานให้เสร็จก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์
ทว่าวันนี้กลับคึกคักเป็นพิเศษเพราะมีงานเลี้ยงส่ง นาย วสุ เดชไพศาล คนหนุ่มไฟแรงมีผลงานโดดเด่นจนผู้บริหารเลือกให้ไปศึกษางานในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาหนึ่งปี
หน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องน้ำหญิงชั้นเดียวกันกับแผนกการตลาด สี่สาวยืนเรียงหน้ากระดานต่างคนต่างจับจ้องใบหน้าของตนในกระจก
เขมิกา วรรักษ์ หรือข้าวปุ้น เลขานุการมือฉมัง สวย อึด ถึก ทน ทำได้ทุกอย่างทุกสถานการณ์
มีตำนานเล่าว่าตอนมารดาของเธอตั้งท้อง อาหารที่โปรดปรานที่สุดคือขนมจีนน้ำยา พอท่านคลอดเธอออกมาเลยตั้งชื่อให้ว่า ‘ข้าวปุ้น’ เป็นภาษาอีสานใช้เรียกเส้นขนมจีน เธอชอบชื่อนี้มากเพราะคิดว่ามันน่ารักดี เธอชอบให้คนเรียกชื่อเล่นของเธอมากกว่าชื่อจริง เพราะรู้สึกถึงความใกล้ชิดและเป็นกันเองดี และทุกครั้งที่ได้ยินก็จะทำให้เธอระลึกถึงมารดา
ซ้ายมือของเธอคือส้ม เป็นคนพูดจาสุภาพ มีนิสัยขี้อายและขี้เกรงใจ ส้มทำหน้าที่วิเคราะห์การตลาดสี่ภาค แม้เธอจะเป็นคนคิดและทำอะไรช้าเพราะต้องการความชัวร์ แต่ส้มก็ไม่ได้เป็นคนอืดอาดจนน่ารำคาญ แถมส้มยังมีจุดเด่นที่คนในกลุ่มต้องยอมแพ้นั่นคือความจำดีเป็นเลิศ
ถัดจากส้มไปคือแตงกวา เป็นคนดูแลการตลาดออนไลน์ทั้งหมด แม้แตงกวาจะเป็นคนพูดจาโผงผางคล้ายนักเลงคุมบ่อน ใจใหญ่ใจโตไม่ยอมคน แต่เธอก็เป็นคนที่รักเพื่อนพ้องและความยุติธรรมมากที่สุด
รั้งท้ายสุดคืออรุณ อยู่แผนกบัญชี นอกจากอรุณจะเก่งเรื่องตัวเลขแล้วยังกินทุกอย่างที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของอาหาร นั่นจึงทำให้เธอมีรูปร่างอวบกว่าเพื่อน ๆ ในกลุ่ม
ส้ม แตงกวา และอรุณเป็นคนท้องถิ่น จึงมีผิวขาว หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราตามลักษณะของคนทางภาคเหนือ ทั้งสามคนเรียนหนังสือมาด้วยกันแต่เด็ก พอพวกเธอเรียนจบก็ได้งานทำที่ โชคอนันต์ รวมคร่าว ๆ แล้วก็น่าจะห้าปี
ข้าวปุ้นจัดว่าเป็นสมาชิกใหม่ในกลุ่ม แม้จะรู้จักกันแค่ปีเศษ ๆ แต่ก็สนิทสนมกับทั้งสามคนไม่ต่างจากเพื่อนซี้ คงเป็นเพราะวัยที่ไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือยี่สิบสามปี สถานะโสดสนิท ส่วนความจริงใจ ห่วงใย และหวังดี เธอคิดว่าไม่ว่าความสัมพันธ์จะอยู่ในรูปแบบไหนก็ควรมีให้แก่กัน
จำได้ว่าตอนที่เธอเริ่มงานเป็นผู้ช่วยในวันแรก หมายถึงช่วยงานทุก ๆ คนในแผนก ก็อาศัยแค่ความมุ่งมั่น ขยัน หมั่นเรียนรู้ งานเล็กงานใหญ่ใครสั่งมาหากเธอทำไม่ได้ก็ไม่เคยพูดปฏิเสธ มีแต่จะพยายามศึกษาและทำให้สำเร็จ ตรงจุดนี้แหละที่เธอคิดว่าได้ใจของทั้งสามสาว
วันหนึ่งตำแหน่งเลขานุการการตลาดว่าง ถ้าว่ากันตามจริงโชคอนันต์ต้องการคนที่จบปริญญาตรี มีประสบการณ์ในการทำงานอย่างน้อยหนึ่งปี ส่วนเธอจบแค่ ปวส. ประสบการณ์ศูนย์ โชคดีที่เธอสะสมความดีเอาไว้ บวกกับสามสาวช่วยพูดสาธยายความขยันของเธอให้นายฟัง สุดท้ายเธอก็ได้ครอบครองเก้าอี้เลขานุการที่คิดว่ามันอยู่ไกลเกินเอื้อม
โครกคราก! เสียงดังสนั่นจากท้องของคนที่กระเพาะ ใหญ่ที่สุด
“โอ๊ย นังข้าวปุ้น สวยอยู่แล้วจะวาดคิ้ววาดปากอะไรนักหนา” เสียงถามจากอรุณทำให้คนที่มีเวลาน้อยไม่ยอมตอบ ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาวาดขอบปากของตนให้เสร็จ แตงกวาเลยพูดแซะขณะจัดแต่งทรงผม
“หิวละสิ คิดจะเร่งกรุณาดูสภาพเพื่อนของแกหน่อยนะนังอรุณ หัวฟูมากค่ะ ไม่ทราบว่าคุณเลขาฯ ทำงานหรือโดน จิ๊กโก๋ลากเข้าหลืบกันแน่ สารภาพมาสิ”
คนถูกถามเม้มริมฝีปากไปมา แกล้งโอ้เอ้ให้คนรำคาญใจเล่นด้วยการใช้นิ้วเกลี่ยเนื้อครีมสีชมพูปนสีพีชบนกลีบปากของตน เมื่อเห็นว่าเนียนจนทั่วแล้วจึงเริ่มพูด
“ถ้าโดนลากจริง ๆ ก็ดีอะสิ ถึงฟูก็ฟูแบบได้ท่องแดนเนรมิต ใครบ้างจะไม่ชอบ จริงป้ะ”
“ค่า…ปากดีไปเถอะแม่เลขาฯ คนสวย ว่าแต่หัวฟูเนี่ยฟูด้วยเรื่องอะไรยะ อย่าบอกนะว่าไปแอบท่องแดนเนรมิตกับ คุณวสุ” แตงกวาลากเสียงยาวปรายหางตามองเพื่อนเล็กน้อย