-ต่อ-

1510 Words
“บ้า! พูดจาน่าเกลียดน่ะแตงกวา เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า เอาไปพูดต่อนายจะเสียหายเอานะ ก็คุณวสุเนี่ยแหละที่ใช้งานปุ้นจนหัวฟู ดูสิหน้าสิโคตรหย็อง ๆ เลย ลองเต๊าะไข่ใส่หน้าปุ้นดู ถ้าไม่กรอบกิ๊กปุ้นเลี้ยงเตี๋ยว เฮ้อ…ตอนแรกว่าโอเค ตอนท้ายยังไงไม่รู้ วิ่งตาตื่นมาบอกว่านายใหม่จะมาแนะนำตัววันนี้และเริ่มงานวันจันทร์ ปุ้นเลยป่นปี้อย่างที่เห็นนี่แหละ ไหนจะจัดงาน ไหนจะแวบไปเตรียมเอกสาร ขอสารภาพต่อเลยว่างานยังไม่เสร็จด้วย” อรุณขยับปากเล็กทำท่าทางกระดี๊กระด๊า “ว้าย เซอร์ไพรส์นะแก ขนาดฝ่ายบุคคลยังไม่รู้เลยว่านายใหม่เป็นใคร เส้นใหญ่แบบนี้คงเป็นพวกกวยจั๊บชัวร์” “เส้นไม่เส้นไม่รู้แต่นายเหมือนจะตกใจมากตอนเดิน มาบอก เอาจริงนะมาฉุกละหุกแบบนี้ปุ้นไม่ชอบเลย” เท่าที่เธอรู้มาโชคอนันต์หาคนแทนยังไม่ได้ อีกทั้งฝ่ายบุคคลยังตั้งใจเลือกคนจากภายในเพราะรู้ระบบดีซึ่งสามารถทำงานได้เลยโดยไม่ต้องสอน แต่กลับกลายเป็นว่านายใหม่ มาจากข้างนอกแบบเร่งด่วนเสียด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอต้องเตรียมเอกสารของนายเก่าส่งต่อให้กับนายคนใหม่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้าวปุ้นบ่นอุบอิบขณะเอาฟองน้ำที่มีเนื้อแป้งตบเบา ๆ บนผิวหน้า แม้เธอจะเป็นคนผิวดีมีใบหน้างดงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอางก็ตาม แต่ต้องแต่งเสียหน่อยไม่อย่างนั้นเธอจะดูเหมือนเป็นเด็กฝึกงานมากกว่าเลขานุการ ยิ่งทาปากสีเข้มด้วยแล้ว ถ้าหน้าไม่เนียน ตาไม่ครบ คิ้วหาย แก้มซีด นั่นก็เท่ากับว่าปากของเธอจะลอยได้ไม่ต่างจากจานบิน “นายเนยอะไรกันคะปุ้นคุณวสุได้ยินเข้าเคืองแกตายห่า นี่ นี่ ฉันได้ข่าวมาว่าคุณวสุจะไม่ยอมไปฝึกงานเพราะห่วงเลขาฯ จริงป้ะวะ” แตงกวาแกล้งแซวขณะจ้องกระจกดูปฏิกิริยาของ อีกฝ่าย แม้เจ้านายจะไม่แสดงออกทางสายตามากนักแต่เธอเคยได้ยินเขาพูดเปรย ๆ กับว่าหวงและห่วงคนทางนี้ คนถูกถามถอนหายใจก่อนจะตอบตามตรง “พอเลย ข่าวบ้าข่าวบออะไร ว่าแต่ใครมีดินสอเขียนคิ้วบ้างปุ้นขอยืมหน่อย” “ของส้มสีน้ำตาลอ่อนปุ้นใช้ได้ป้ะ” ส้มถามเพราะกลัวว่า สีของมันจะไม่เข้ากับสีผมดำเงางามของเพื่อน “อ้าว ส้มอยู่เหรอเนี่ย ตายละ ถ้าแกไม่พูดฉันก็ไม่รู้นะว่าแกอยู่ที่นี่” อรุณเอ่ยแซวส่ายหน้าเอ็นดูคนที่ก้มหน้าก้มตา หาของในกระเป๋าเครื่องสำอางใบเล็ก ถึงเพื่อนของเธอจะอ้อยอิ่งเหมือนนางรำ แต่สุดท้ายส้มก็หามันเจอและยื่นให้กับข้าวปุ้น “ฉันเป็นพวกเก็บข้อมูลย่ะหล่อน ชิ! เดี๋ยวหยิกพุงแตกเลย” ส้มทำท่าหยิกพุงหมาน้อย ทว่าเจ้าของความอวบเอี้ยวตัวหนีทัน อรุณเริ่มเบื่อที่จะมองคนนั้นคนนี้แต่งหน้าทำผมจึงจัดการตัวเองด้วยการควานหาเครื่องสำอางในกระเป๋าของเพื่อน “ว่าไปไอ้จัดงานเนี่ยมันไม่ง่ายเลยนะ จุกจิกใช้ได้ ขนาดฉันแวบไปช่วยแกแค่แป๊บเดียวเหงื่องี้ซึมออกร่องก้นเลย” แตงกวา เอ่ยขณะจ้องมองคนเขียนคิ้วที่ส่งยิ้มหวานให้ในกระจก “ขอบใจพวกแกมากนะที่เข้าใจ ส่งนายทั้งที่ปุ้นขอสวยสดใสเป็นพิเศษหน่อยน้า” เจ้าของปากกระจับพูดขณะที่หางตาดันเห็นคำว่า ‘หิวโว้ย’ ตัวเท่าบ้านอยู่ในดวงตาดำขลับของอรุณ “มองกดดันแบบนี้แสดงว่าอยากปากสวยเหมือนปุ้นละสิ เอ่า!” ลิปสติกถูกยื่นไปยังคนที่ยืนอยู่ท้ายแถว ด้วยความที่อรุณเป็นคนแขนสั้นจึงไม่ทันส้มที่คว้าแท่งสีสวยไปก่อนแล้วรีบบรรจงทาลงบนปากของตัวเอง “นังส้มเสร็จแล้วส่งต่อด้วย” แตงกวาเอ่ยเมื่อเห็นเพื่อนสาวทาย้ำอยู่อย่างนั้น “จ้ะแม่” ส้มยื่นแท่งลิปสติกให้ จากนั้นก็รีบกลับมาเกลี่ยเนื้อครีมบนปากของตน รู้สึกชินชากับนิสัยชอบเร่งของแตงกวาด้วยว่าคบกันมานาน วันนี้ขาเร่งของเธอน่าจะอารมณ์ดีทั้งวันกับคำว่า ‘แม่’ เพราะสิ่งที่นางใฝ่ฝันคือการเป็นมาเฟียหญิง “อื้อ…สีสวยมากแก ซื้อมาจากไหน” คนถามมองปากของเพื่อน ๆ ขณะเพ่งพิจารณายี่ห้อที่ไม่คุ้นตา “ตลาดนัดแถวบ้าน ทาได้ป้ะ” เจ้าของลิปสติกบอกทั้งที่กลัวว่าเพื่อนจะแอนตี้ของใช้ราคาถูก “สบายย่ะ คราวหน้าฝากซื้อ” แตงกวาตอบอย่างมั่นใจก่อนจะวาดสีสวยลงบนกลีบปาก ปลายจมูกของเธอสัมผัสถึงกลิ่นหอมจาง ๆ ของสตรอว์เบอร์รีผสมลูกพีช อรุณยืนรอสมบัติตกทอดอย่างใจจดใจจ่อ นึกขันข้าวปุ้นที่เร่งรีบเหมือนไม่ตั้งใจแต่ง แต่กลับดูสวยกว่าเพื่อน ส้มชดช้อยลอยไปลอยมากว่าจะเสร็จ ปากมีอยู่นิดเดียวก็วาดมันอยู่นั่นแหละ แก้มปัดแล้วปัดอีกแดงไม่ต่างจากก้นลิง ยุ่งยากให้ข้าวปุ้นช่วยลบออกให้อีก ผิดกับแม่คันเร่งทำอะไรเร็วไปเสียทุกอย่างแต่พอมาถึงเรื่องของความงามก็ช้าพอกันกับส้ม ส่วนเธอเรื่องความสวยความงามอะไรนั้นไม่สำคัญเท่ากับกระเพาะอาหารในพุงหมาน้อย ที่ตอนนี้เริ่มบิดเบี้ยวหนักเพราะหิวจัด โครกคราก! อรุณยิ้มเจื่อนใส่กระจกบานใหญ่ เพราะตอนนี้ดวงตาทุกคู่จ้องมองมายังต้นกำเนิดของเสียงคำราม แตงกวายื่นลิปสติกให้แม่หมูน้อยแล้วก้มลงใกล้พุงของเพื่อน เอาฝ่ามือตบเบา ๆ บนเนื้อนูนกลมเจรจากับพยาธิตัวจิ๋ว “ใจเย็นลูก แม่ ๆ ใกล้เสร็จแล้ว” พอเสียงท้องหยุดลง แตงกวาก็กลับไปสนทนาต่อ “แกอยากได้ สีสวยดีหอมสตรอว์เบอร์รีด้วยอะ ฝากซื้อ” “เงินมาของไปจ้าแม่” เจ้าของลิปสติกตอบทันควัน “งกจริง” แตงกวาค้อนควักใส่คนขี้งก ก่อนจะเอียงใบหน้าซ้ายทีขวาทีชื่นชมความงามของตน “ชิ! นึกว่าสนใจแต่เรื่องกิน” ส้มเบะปากหมั่นไส้แม่หมูท้ายแถวที่กำลังใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเนื้อลิปสติกอย่างละเมียดละไม อรุณไม่พูดตอบโต้เพราะรอฟังเสียงส่วนมาก แม้เธอไม่ชอบแต่งหน้าแต่มีติดตัวไว้สักแท่งก็คงดี “ไม่ได้แกหนี้ฉันเยอะ หมดหนี้เมื่อไหร่ฉันจะซื้อแจกคนละห้าแท่งห้าสีเลย” ข้าวปุ้นพูดตามความจริง คนอื่นอาจจะอายกับเรื่องหนี้สินแต่เธอกลับรู้สึกเฉย ๆ ถึงไม่อายก็ใช่ว่าเธออยากให้อื่นรู้ เจอคนจริงใจเขาก็เห็นใจเรา เจอคนไม่ชอบเข้าเขาก็เอาเราไป พูดเสีย ๆ หาย ๆ สร้างความอับอายหนักเข้าไปอีก ถึงเธอจะเป็นคนอัธยาศัยดีเข้ากับคนง่าย แต่เธอก็มีมุม เล็ก ๆ ที่ไม่อยากให้ใครเข้ามาวุ่นวาย จึงไม่แปลกใจที่คนไม่รู้จักจะมองว่าเธอสวยแล้วหยิ่ง “ตบมือสัญญา” สามสาวพูดเกือบจะพร้อมกัน จากนั้นก็พากันแบมือออก เดือดร้อนถึงคนที่กำลังเก็บของกระจุกกระจิกใส่ในกระเป๋าต้องหยุดทุกอย่างแล้วรีบหันมาแตะมือกับเพื่อนเพื่อให้คำสัญญา “ข้าวปุ้นเราสวยหรือยัง” ส้มยื่นใบหน้าไปหาคนที่สวยที่สุดในกลุ่ม ยิ่งอีกฝ่ายยืนข้างเธอยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจนจนรู้สึกประหม่า ข้าวปุ้นพรายยิ้มอบอุ่นให้กับเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้ม ไม่รีรอที่จะตอบ “สีนี้ทำให้ส้มดูหน้าหวานสดใสเปล่งปลั่งเหมือนดอกไม้ยามเช้า” คำชมทำให้คนฟังรู้สึกมั่นใจขึ้นเป็นกอง เพราะถ้าไม่ดีจริงเพื่อนปุ้นจะบอกเธอตรง ๆ ส้มยิ้มกว้างพูดเขินอาย “ปากหวานช่างพูดนะปุ้น” “เฮ้! ฮัลโหล” เสียงลากยาวของนักเลงในกลุ่มเตือนว่าเธอก็มีตัวตนอยู่นะ “จ้า จ้า คุณแม่แตงกวาก็ดูเปรี้ยว เป็นสาวมั่นเหมาะกับบุคลิกปราดเปรียว” พูดเสร็จข้าวปุ้นก็เดินไปดึงแขนของคนที่กำลังจะเท้าสะเอว “อรุณมานี่” แม้แม่หมูของเธอเป็นคนไม่รักสวยรักงาม แต่หัวใจของนางทั้งบางทั้งอ่อนไหวและห้ามสนใจคนอื่นมากกว่า หากเธอรักเพื่อนก็ต้องแบ่งให้เท่ากัน ไม่อย่างนั้นมีงอนใส่แน่ ข้าวปุ้นหยิบแปรงปัดแก้มที่มีผงบลัชออนติดอยู่ปัดเบา ๆ บนแก้มของอรุณ เสร็จแล้วก็กวาดสายตาสำรวจบนใบหน้าของทุก ๆ คนอีกครั้ง ก่อนจะส่งเสียงตอบอย่างมั่นใจ “ฮื้อ เลิศแล้วสวยแล้วค่ะ ไปกันเถอะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD